3,266
VIEWS

COVID-19 ทำส่งออกไทยผันผวนหนัก มีทั้งขยายตัวและหดตัวในเวลาเดียวกัน

Apr 23, 2020 P.Narata

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงเพิ่มขึ้น จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของหลายประเทศหยุดชะงัก (Sudden Stop) ประกอบกับปัญหาด้าน Supply Chain Disruption ที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประเทศที่มีมาตรการ ควบคุมโรคอย่างเข้มงวด รวมถึงราคาน้ำมันดิบโลกที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง จะยังเป็นปัจจัยกดดันการส่งออก ในระยะถัดไป EIC จึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของมูลค่าส่งออกปี 2020 ที่ -12.9%

 

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกไทยเดือนมีนาคม 2563 ขยายตัวที่ 4.2%YOY แต่เมื่อหักทองคำ และการส่งกลับอาวุธซ้อมรบไปยัง สหรัฐ (ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้สะท้อนภาวะการค้าที่แท้จริง) จะพลิกกลับเป็นหดตัว -2.5%YOY  ทำให้ในไตรมาสแรกของปี 2020 การส่งออกขยายตัวที่ 0.9%YOY แต่หากไม่รวมผลของทองคำและการส่งกลับอาวุธ การส่งออกในไตรมาสแรกจะ พลิกกลับมาหดตัวที่ -1.3%YOY

สินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ ทองคำ ยานพาหนะอื่นๆ (ส่วนใหญ่คือการส่งกลับอาวุธ) คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ และเหล็กและผลิตภัณฑ์ ขณะที่สินค้าส่งออกสำคัญหลายประเภทยังคงหดตัว ได้แก่ รถยนต์ เม็ด พลาสติก และเคมีภัณฑ์ (รูปที่ 1)

•การส่งออกทองขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 215.2%YOY จากการที่ราคาทองอยู่ในระดับสูง มีตลาดหลักคือ ฮ่องกง ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดยในไตรมาสที่ 1 ของปี การส่งออกทองคำขยายตัวสูงถึง 221%YOY

•สินค้ายานพาหนะอื่น ๆ ขยายตัวมากถึง 1,263.2%YOY โดยส่วนใหญ่มาจากการส่งกลับอาวุธซ้อมรบไปยังสหรัฐ ที่มีมูลค่าประมาณ 559.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

•สินค้าอื่นๆ ที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ เหล็กและผลิตภัณฑ์ (29.5%) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ (22.6%YOY) คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (17.6%YOY) และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (8.1%YOY)

มูลค่าการส่งออกของหลายสินค้าสำคัญยังคงมีการหดตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ (-28.7%YOY) หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ตามตลาดรถยนต์ที่ซบเซา เม็ดพลาสติก (-15.3%YOY) เคมีภัณฑ์ (-14.9%YOY) ข้าว (-13.3%YOY) ยางพารา (-24.7%YOY) และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (-13.1%YOY)

การส่งออกรายตลาดส่วนใหญ่มีการหดตัว ยกเว้นการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และประเทศกลุ่มอาเซียน

•การส่งออกไปจีนหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ที่ -4.8%YOY โดยสินค้าสำคัญที่หดตัวคือ ยางพารา พลาสติก และเคมีภัณฑ์

•การส่งออกไปญี่ปุ่นหดตัวชะลอลงที่ -2.8%YOY หลังจากหดตัวสูงถึง -11.1%YOY ในเดือนก่อนหน้า โดยสินค้า ที่หดตัวได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ

•การส่งออกไปตลาดสหภาพยุโรปหดตัวสูงถึง -14.8%YOY โดยสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

ดร. กำพล กล่าวเสริมว่า ตลาดสำคัญมีการขยายตัว โดยการส่งออกไปสหรัฐ ไม่รวมสินค้าที่เกี่ยวกับอาวุธ ขยายตัวถึง 19.5%YOY การส่งออกไปสหรัฐ โดยรวมขยายตัวถึง 42.9%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งคืนยานพาหนะ และอาวุธซ้อมรบกลับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้หักรายการสินค้าดังกล่าวออก การส่งออกไปสหรัฐยังคงขยายตัว 19.5%YOY การขยายตัวมาจากสินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, อุปกรณ์กึ่งตัวนำ และข้าว

•การส่งออกไปตลาดอาเซียน 5 ขยายตัว 6.8%YOY โดยสินค้าสำคัญขยายตัวคือ อากาศยานและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

•การส่งออกไปตลาด CLMV ขยายตัวที่ 2.9%YOY สินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ, อัญมณีและเครื่องประดับ และน้ำตาลทราย

ในส่วนของมูลค่าการนำเข้าพลิกกลับมาขยายตัวสูงที่ 7.3%YOY สินค้าสำคัญที่มีการกลับมาขยายตัว หลังจาก หดตัวในเดือนก่อนหน้าได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง (9.0%YOY) โดยการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปขยายตัวสูงที่ 10.0%YOY และ 16.8%YOY ตามลำดับ สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูงที่ 12.0%YOY โดยส่วนใหญ่มาจาก การนำเข้าธัญพืชที่ขยายตัว 288.2%YOY และการนำเข้าเคมีภัณฑ์ที่ขยายตัว 7.7%YOY อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้า อุปโภคบริโภคและสินค้าทุนหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -4.9%YOY และ -5.5%YOY ตามลำดับ ทั้งนี้การนำเข้าใน ไตรมาสแรกของปีหดตัวที่ -1.9%YOY

EIC คงคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 2020 ที่ -12.9% จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19  ที่รุนแรง และภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยล่าสุด ทั้งโลกมีจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 2.4 ล้านคน และมีการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว ในหลายประเทศสำคัญทั่วโลก จึงเป็นที่มาของมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวด ส่งผลต่อการหยุดชะงัก (Sudden Stop) ของระบบเศรษฐกิจในหลายประเทศ

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกในปี 2563 จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักต่อการระบาด COVID-19 จากรายงาน ล่าสุดของ IMF WEO รอบเดือนเมษายน IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2563 จะหดตัวกว่า -3% (รูปที่ 3) ถือเป็นอัตรา หดตัวมากสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติ Great Depression ในปี 1930-1939 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ หากพิจารณาข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อด้านคำสั่งซื้อสินค้าส่งออก (Global PMI: Export orders) พบว่าดัชนีลดลงอย่างรวดเร็ว (รูปที่ 4) สะท้อนว่าการส่งออกของไทยในระยะข้างหน้า มีแนวโน้มหดตัวเพิ่มขึ้น นอกจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มหดตัวแล้ว การส่งออกของไทยยังมีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption โดยจากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดในหลายประเทศ ทำให้ส่งผลต่อภาคการผลิต และขนส่งสินค้า ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวจึงกระทบต่อการค้าของโลก โดยจะกระทบต่อภาคส่งออกไทยใน 2 ประเด็น ได้แก่

1) ไทยส่งออกสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางลดลง เนื่องจากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของหลายประเทศ โดย มาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศมีแนวโน้มสร้างอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าในประเทศดังกล่าว ดังนั้น เมื่อเกิด การหยุดชะงักของภาคการผลิตในประเทศต้นทาง ย่อมส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากไทยที่ลดลง

2) ไทยมีอุปสรรคในการผลิตสินค้าส่งออก เนื่องจากต้องพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบขั้นกลางจากหลายประเทศที่ได้รับ ผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งมีแนวโน้มหยุดการผลิตบางส่วนจากมาตรการควบคุมโรค จึงทำให้บริษัทไทยที่ต้องพึ่งพา วัตถุดิบขั้นกลางจากประเทศดังกล่าว ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เนื่องจากขาดวัตถุดิบ

ด้านราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการลดลงของมูลค่าส่งออกในปีนี้ โดยราคา น้ำมันดิบที่ปรับลดลงอย่างมาก โดยมีราคาต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราคาน้ำมันดิบ Brent) นับเป็นราคาที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2542 (1999) มีสาเหตุหลักจากการลดลงของอุปสงค์น้ำมันดิบโลก ตามภาวะเศรษฐกิจในภาพรวม รวมถึงความกังวลด้านการเพิ่มขึ้นของอุปทานน้ำมันดิบในช่วงก่อนหน้า

ล่าสุดมีข้อตกลงว่าจะมีการลดกำลังการผลิตบางส่วน ถึงกระนั้นการลดกำลังการผลิตก็ไม่สามารถชดเชย ผลจากการที่อุปสงค์หายไปได้ จึงทำให้คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง จะส่งผลต่อราคาสินค้า ส่งออกของไทยหลายประเภท อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทแล้ว ยังส่งผลต่อภาวะ เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มส่งออกน้ำมัน (Oil-exporter) ที่จะมีรายได้จากน้ำมันลดลง ขณะที่กลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน (Oil-importer) ก็จะไม่ได้รับผลประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงมากนัก เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ยังเป็น ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกต่อเนื่อง

ทั้งนี้จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ตัวเลขคาดการณ์ ส่งออกปีนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยกว่าปกติ โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดมีความเสี่ยงด้านต่ำ (Downside Risks) จากสถานการณ์การระบาดที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าคาด ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคาดการณ์มีความเสี่ยงด้านสูง (Upside Risks) เช่นกัน จากการที่บางประเทศเริ่มมี สัญญาณปรับดีขึ้นในส่วนของการแพร่ระบาด จึงอาจมีการผ่อนคลายมาตรการที่เข้มงวด ทำให้เศรษฐกิจเริ่มกลับมา ขยายตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งอาจทำให้มีอุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกของไทยกลับมาได้บางส่วนในระยะข้างหน้า โดย EIC จะทำการติดตามและประเมินสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป

บทวิเคราะห์จาก:  https://www.scbeic.com/th/detail/product/6779

วิเคราะห์โดย: ดร. กำพล อดิเรกสมบัติ (kampon.adireksombat@scb.co.th) ผู้อำนวยการอาวุโส และ หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ร่วมด้วย พนันดร อรุณีนิรมาน (panundorn.aruneeniramarn@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส และพิมพ์ชนก โฮว (phimchanok.hou@scb.co.th) นักวิเคราะห์

SCB

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.