ถอดบทเรียนการติดเชื้อระรอกใหม่ของสิงคโปร์ "การ์ดตกก็เจอสวน"

Apr 21, 2020 S.Vutikorn

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ รายงานในวันนี้ว่า ข้อมูลผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เพียงวันเดียวพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ถึง 1,426 ราย ส่งผลให้สิงคโปร์มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 8,014 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแซงหน้าอินโดนีเซีย  ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสม 6,760 ราย

บนความตื่นตระหนกนี้ ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดจะพบว่า ในจำนวนผู้ป่วยใหม่ที่ตรวจพบ มีเพียงไม่กี่รายที่เป็นชาวสิงคโปร์ หรือผู้พำนักอาศัยถาวร

หมายความว่า การติดเชื้อระรอกใหม่ หรือ Second Wave ของสิงคโปร์นี้มาจากกลุ่มแรงงานต่างด้าว

ปัจจุบัน สิงคโปร์มีแรงงานต่างด้าวมาทำงานและพำนักอาศัยบนเกาะมากกว่า 300,000 คน ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในพอพักคนงานที่มีอยู่ราว 43 แห่ง แต่ที่สำคัญ คือแรงงานเหล่านี้อยู่รวมกันในสภาพที่ค่อน ข้างจะแออัด เพราะสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีพื้นที่จำกัด โดยหอพักแต่ละอาคารต่อหนึ่งห้องจะมีคนพักรวมกัน 12-24 คน ตามขนาดของพื้นที่

สิงคโปร์มีการตรวจพบการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยเป็นแรง งานชาวบังกลาเทศ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลสามารถควมคุมการระบาดได้

กระทั่งวันที่ 30 มีนาคม สิงคโปรมีการตรวจพบการติดเชื้อของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งจำนวน 4 คน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดที่มีแรงงานต่างด้าวเป็นซูเปอร์สเปรดเดอร์

ทางรัฐบาลสิงคโปร์เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับซูเปอร์สเปรดเดอร์เคสนี้ และมีการออกมาตรการเสริมมาอย่างมากมาย เริ่มจาก

1. สั่งล็อกดาวน์หอพัก 43 แห่ง

2. ตั้งหน่วยงานพิเศษมาดูแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ

3. ทำเซอร์กิต เบรกเกอร์ ห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างหอพักอย่างเด็ดขาด

4. ใช้มาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวด

5. ทางรัฐบาลออกคำสั่งให้หยุดงาน แต่แรงงานยังคงได้รับค่าจ้างชดเชยทุกคน

6. จัดเพิ่มคลินิกคัดกรอง และสถานพยาบาลเพื่อคัดแยกคนไข้ในพื้นที่นั้นๆ

7. เคลื่อนย้ายแรงงานที่ติดเชื้อและรักษาหายแล้วไปพักอาศัยในเรือที่จอดอยู่กลางทะเล โดยสามารถรองรับคนได้ประมาณ 2,000 คน

ทั้งหมดนี้ คือมาตรการเร่งด่วนที่ทางสิงคโปร์จัดทำขึ้นมา เพื่อจัดการควบคุมโรคในส่วนของกลุ่มแรงงานต่างด้าว

 

กลับมาที่ประเทศไทย...

ตัวเลขจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน ในเดือนธันวาคม 2562 คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักรของไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 3,005,376 คน นี่ขนาดยังไม่รวมแรงงานที่ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

ตัวเลขดังกล่าว จึงถือเป็นอีกกลุ่มประชากรที่เราจะประมาทไม่ได้เลยในการป้องกันและควบคุมไวรัส COVID-19 ไม่ให้แพร่ระบาดเข้าไปยังคนกลุ่มนี้

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) อธิบายว่า ปัจจุบันทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเข้าไปดูแลกลุ่มคนดังกล่าวแล้ว ผ่านระบบสาธารณสุขต่างด้าวที่เข้าไปให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับไวรัสนี้โดยตรง

ถ้าดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่องหลายวันติดกัน หลายคนอาจจะคลายความเครียดลง และเริ่มคิดไกลไปถึงมาตรการณ์ผ่อนปรนการล็อกดาวน์ของทางศบค.

นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ที่เราควบคุมได้ดีถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะมีการประกาศพรก.ฉุกเฉินจนถึงสิ้นเดือนเมษายน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จะเริ่มผ่อนปรน ประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้การติดเชื้อระลอกใหม่ Second Wave จากหลายๆ ประเทศ เพื่อที่จะหาคำตอบว่าจะผ่อนคลายล็อกดาวน์ อย่างไรโดยไม่ให้เกิดปรากฏ การณ์ Second Wave

โฆษกศบค. ยังได้ยกตัวอย่างการผ่อนปรนในหลายประเทศให้เห็นภาพ เช่น ประเทศอิหร่าน ที่มีมาตรการค่อยๆ ผ่อนปรนให้ธุรกิจที่มีความเสียงต่ำกลับมาเปิดบริการได้ แต่มีมาตรการด้านความปลอดภัยใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามา เช่น รถแท็กซี่ต้องมีแผ่นฟิล์มกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสารทุกคัน หรือบางประเทศก็ใช้วิธีการขยายเวลาการล็อกดาวน์ออกไป เช่น สเปนขยายการปิดเมืองออกไปเป็นครั้งที่ 3 อีก 15 วัน จนถึง 9 พฤษภาคม หรือประเทศนิวซีแลนด์ก็เลื่อนเวลาการล็อกดาวน์ออกไป

สำหรับการพิจารณาการผ่อนปรนการล็อกดาวน์ของไทยนั้น ก่อนการปลดล็อกทางศบค. จะต้องทำความเข้าใจกับคนไทย 3 เรื่องหลัก คือ

1. ไม่ได้เป็นการยกเลิกมาตรการทั้งหมด แต่เป็นแค่การผ่อนปรน

2. การผ่อนปรนต้องมองที่ภาพใหญ่ว่าเป็นการป้องกัน และควบคุมทั้งประเทศ

3. แต่หากผ่อนปรนจะใช้จุดปฏิบัติการระดับจังหวัด ที่แตกต่างกันไปตามความรุนแรงของการแพร่ระบาด

นั่นหมายความว่า การผ่อนปรนจะเกิดขึ้นที่จังหวัดไหน เวลาใด ต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขการระบาดของจังหวัดนั้นๆ

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นนี้ ทางศบค. กับทางรัฐจะออกมาตรการการผ่อนปรนโดยตัดสินจากข้อมูล จากความคิดเห็นของนักวิชาการและภาคธุรกิจ เราเข้าใจว่าเรื่องสุขภาพสำคัญ เรื่องปากท้องก็สำคัญ ต้องไล่เลียงความสำคัญดีๆ ชีวิตต้องอยู่ได้ก่อน แล้วเรื่องปากท้องต้องตามมา วันนี้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อใหม่เราอยู่ในตัวเลข 2 หลักมาหลายวันแล้ว เราต้องทำตัวเลขให้ต่ำกว่า 10 คนติดต่อกัน 14 วัน ถึงจะเห็นหน้าเห็นหลังของสถานการณ์ ถ้ามีมาตรการผ่อนปรนออกมา เราจะต้องมี New Norm เช่น การบังคับให้ทุกคนต้องใส่หน้ากากอนามัย 100% เป็นต้น”

 

COVID-19

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.