ไทยพาณิชย์พร้อมรุก CLMV+2 ดันเมียนมาเชื่อมตลาดภูมิภาค

Apr 10, 2020 P.Narata

จากบทวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปี 2562 ได้ระบุถึงสถานการณ์ทิศทางการลงทุนของโลกทยอยมุ่งหน้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยเป้าหมายหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือกลุ่มประเทศ CLMV (Cambodia, Lao PDR, Myanmar และVietnam) ด้วยเพราะมีปัจจัยเอื้อที่โดดเด่นหลายเรื่อง ได้แก่

1)อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จากความพร้อมทั้งด้านแรงงาน ทรัพยากร และเสถียรภาพทางการเมือง 2) พึ่งพาภาคต่างประเทศสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของไทยที่มีข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเป็นทุนเดิม และ 3) ภาคการเงินยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก เป็นจุดที่ธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน และการธนาคารของไทย สามารถเข้าไปขยายการลงทุนได้ง่าย

ทางด้านผู้ประกอบการในประเทศไทย ก็มองตลาด CLMV เป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจเช่นกัน โดยประเภทธุรกิจไทยที่นิยมเข้าไปลงทุนใน CLMV ก็คือภาคการผลิต และภาคการเงิน

สำหรับภาคธุรกิจการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ล่าสุดธนาคารไทยพาณิชย์เปิดฉากบุกลุยตลาดเมียนมา โดยได้รับอนุมัติในการจัดตั้งธนาคารลูก (Subsidiary Bank) ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เตรียมแผนให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอี และรายย่อยครบวงจร

โดยเป้าหมายสำคัญ คือ การผลักดันให้เมียนมาเป็นประเทศกลยุทธ์ที่จะสร้างการเติบโตให้เครือข่ายธุรกิจต่างประเทศ พร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างไทย-เมียนมา และต่อยอดสู่เครือข่ายการค้าระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมกลุ่มประเทศ CLMV+2 รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในระยะยาว คาดว่าจะตั้งธุรกิจแล้วเสร็จพร้อมให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและธุรกิจอันดับต้นๆ ของภูมิภาคที่นักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจ โดยใน 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการขยายตัวของจีดีพีเฉลี่ยประมาณ 6-7% และมีมูลค่าการลงทุนตรงจากประเทศไทย (FDI) ที่ได้รับการอนุมัติแล้วจนถึงปัจจุบันที่ 11 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ และจีน

ประเทศไทยยังเป็นคู่ค้าในลำดับที่ 2 รองจากจีน ซึ่งในปี 2562 มีมูลค่าการค้า 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยศักยภาพดังกล่าว ธนาคารไทยพาณิชย์จึงมีความตั้งใจที่จะขยายธุรกิจเข้าไปยังเมียนมาอย่างจริงจัง โดยเริ่มต้นให้บริการผ่านสำนักงานผู้แทนธนาคารในเมียนมาตั้งแต่ปี 2555 และวันนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางเมียนมาให้จัดตั้งธุรกิจแบบจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลตามกฎหมายเมียนมา (Subsidiary Bank)

“วันนี้เราสามารถเปิดธนาคารในรูปแบบบริษัทลูกที่มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้น 100% และสามารถประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบเสมือนธนาคารท้องถิ่นในเมียนมา โดยภายใต้ Subsidiary License ทำให้ธนาคารสามารถเปิดสาขาในแหล่งธุรกิจที่สำคัญได้ถึง 10 สาขา ในระยะแรกธนาคารจะมุ่งตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนแล้วและที่ต้องการเข้าไปขยายธุรกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุนในเมียนมา ด้วยโซลูชั่นทางการเงินเพื่อธุรกิจการค้าครบวงจร อาทิ สินเชื่อ อัตราแลกเปลี่ยน ธุรกรรมการค้า ซัพพลายเชน และบริหารเงินสด เป็นต้น”

ด้วยแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในทุกภาคอุตสาหกรรม และจุดเด่นที่ทำให้เมียนมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างชาติอีกประการหนึ่ง คือ ค่าแรงของแรงงานเมียนมาอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่จะเข้ามาใช้เมียนมาเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปทั่วภูมิภาคได้

ณ ปัจจุบันมีลูกค้านักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนที่เมียนมา และมีความสนใจใช้บริการกับธนาคารแล้วกว่า 100 ราย จากกลุ่มอุปโภคบริโภค พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมการเกษตร โดยธนาคารตั้งเป้าประมาณการวงเงินสินเชื่อ 7,000 ล้านบาท ภายในปี 2567

ธนาคารยังได้รับอนุญาตให้บริการทางการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยของเมียนมาได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ซึ่งตลาดลูกค้ารายย่อยของเมียนมานั้นถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับธุรกิจธนาคาร ด้วยประชากรกว่า 54 ล้านคนถือเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพที่ธนาคารจะพัฒนาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานให้แก่ชาวเมียนมา ทั้งนี้ ธนาคารวางแผนที่จะพิจารณาการให้บริการลูกค้ารายย่อยชาวเมียนมาด้วยผลิตภัณฑ์ทางด้านเงินฝาก สินเชื่อบุคคล ดิจิทัลแบงกิ้ง และกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งอีกด้วย

“การได้รับอนุมติในการจัดตั้งธนาคารลูกเพื่อสามารถเข้าทำธุรกิจเมียนมาครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมของธนาคารไทยพาณิชย์ทางด้านเครือข่ายต่างประเทศที่สมบูรณ์ครอบคลุมกลุ่มประเทศ CLMV+2 ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน และสิงคโปร์ และธนาคารไทยพาณิชย์พร้อมเป็นสะพานเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างภูมิภาคให้กับนักลงทุนจากทุกชาติที่ต้องการขยายการค้าการลงทุนมายังประเทศไทย เมียนมา ตลอดจนประเทศอื่นในลุ่มแม่น้ำโขง” อาทิตย์ กล่าว  

แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีทิศทางชะลอตัวลง กลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ประเทศกัมพูชา (Cambodia) สปป.ลาว (Lao PDR) เมียนมา (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam) ยังคงเติบโตได้อย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ประเทศกลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะ และปัจจัยสนับสนุนใดที่ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.