6,635
VIEWS

ส่องธุรกิจค้าปลีก รับมืออย่างไรจาก Covid-19

Apr 01, 2020 N.Rotchana

สถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการความรุนแรงของการแพร่ระบาดในแต่ละระยะ ทั้งนี้จากรายงานการศึกษาของ Nielsen พบว่าผู้บริโภคมีการตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาดเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความรุนแรงในแต่ละระยะคือ

1. ช่วงเริ่มมีการระบาดในวงจำกัด จากการเดินทางเข้ามาของกลุ่มคนในประเทศที่มีการติดเชื้อ นำไปสู่ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวกับการป้องกันสุขภาพ

2. ช่วงที่มีการแพร่ระบาดกันเองภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่จำเป็นสำหรับการป้องกันตัวเองมากขึ้นและต่อมาเมื่อการแพร่ระบาดภายในประเทศเพิ่มจำนวนมากขึ้นและมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมีการเตรียมการกักตุนสินค้าจำเป็น โดยมีการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากเกินกว่าช่วงเวลาปกติ

3. ช่วงที่มีการแพร่ระบาดในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง โดยที่ทางการเริ่มนำเอามาตรการฉุกเฉิน เช่น การกักกันการอยู่อาศัยมาใช้ การปิดเมือง และมีการกักกันการเดินทาง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการซื้อสินค้าผ่านทางช่องทาง online มากขึ้น รวมถึงอาจเริ่มมีปัญหาสินค้าบางชนิดขาดแคลนจนอาจส่งผลกระทบต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าบางหมวดที่ขาดตลาด

4. ช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายจนกลับมาสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระมัดระวังสุขภาพมากขึ้นและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย หันมาซื้อจากช่องทาง online เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จากรายงานการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคดังกล่าวย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในแต่ละประเภทในระดับที่แตกต่างกันขึ้นกับประเภทสินค้าและช่องทางการขาย ซึ่งภาคค้าปลีกต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ในระยะต่าง ๆ

นอกจากนี้ ผลกระทบโดยรวมยังจะมีระดับความรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วและความเข้มข้นของการดำเนินมาตรการรับมือของแต่ละประเทศด้วย    

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคจากสถานการณ์โรคระบาดย่อมจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการใช้จ่ายสินค้าและบริการแต่ละประเภทในระดับที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคจะมีพฤติกรรม panic buy ในสินค้าจำเป็นบางหมวด ขณะที่สินค้าไม่จำเป็นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

ผู้บริโภคเลี่ยงทำกิจกรรมนอกบ้าน หันมาซื้อสินค้าออนไลน์และทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงต่างๆ ในบ้านมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคในเอเชีย 6 ประเทศรวมทั้งไทยพบว่า

  • 30% ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจมีความกังวลว่าสินค้าจำเป็นอาจมีไม่เพียงพอและมีความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
  • 30% มีการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้บริการส่งอาหารเพิ่มขึ้น  ขณะเดียวกันผู้บริโภคมีการหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้านและลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลง โดยพบว่า 50%  ของผู้ตอบแบบสำรวจลดการทำกิจกรรมสันทนาการและทานอาหารนอกบ้านลดลง ขณะเดียวกันยังลดการซื้อสินค้าบางประเภทลงด้วย อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าฟุ่มเฟือย เนื้อสัตว์และอาหารทะเล นอกจากนี้ หากพิจารณาผลกระทบต่อสินค้าต่าง ๆ และการฟื้นตัวหลังวิกฤติ

จากกรณีศึกษาโรคระบาดในอดีต (SARS และ MERS) ของ Bain & Company จะพบว่าระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภทแตกต่างกันโดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภคจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากจากความตื่นตระหนก (panic buy) และแม้ในช่วงที่ยังมีการระบาดที่ผู้บริโภคอาจโดนคำสั่งจำกัดการเดินทาง แต่ความต้องการสินค้าเหล่านี้ก็ยังชะลอตัวลงไม่มากนัก ขณะที่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายความต้องการจะทรงตัวกลับสู่ภาวะปกติ

2. สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อกักตุนไว้ใช้ในยามวิกฤติ อาทิ อุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรค และอุปกรณ์ทำความสะอาด
จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะสั้นและจะปรับลดลงหลังวิกฤติ

3. สินค้าไม่จำเป็น อาทิ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ จะมีความต้องการลดลงอย่างรุนแรง ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวหลังวิกฤติ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมปรับ product mixed ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

แม้ว่าธุรกิจค้าปลีกโดยรวมจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ยังมีบาง segment ที่ยังสามารถเติบโตได้ในช่วงวิกฤติ อาทิ ร้านสะดวกซื้อและอีคอมเมิร์ซ โดยร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากและหันไปใช้บริการในร้านค้าปลีกขนาดเล็กแทน หรือหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

ทั้งนี้จากกรณีศึกษาผลกระทบของ COVID-19 ในจีนจากรายงานการศึกษาของ Kantar World Panel เกี่ยวกับยอดขายสินค้า FMCG ในจีนจากช่องทางต่าง ๆ พบว่า ยอดขาย FMCG ในช่วง 1 เดือน (ก่อนและหลังตรุษจีน 2 สัปดาห์) หดตัวจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2019 ราว 12% โดยมาจาก traffic ของยอดขายที่ร้านที่ลดลง

ทั้งนี้หากพิจารณาแต่ละช่วงจะพบว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกก่อนตรุษจีนยังคงมีการเติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับการเติบโตในปี 2019 แต่หลังจากที่มีการประกาศปิดเมืองอู่ฮั่นส่งผลให้สัปดาห์ตรุษจีนและหลังตรุษจีน 1 สัปดาห์หดตัวลงราว -24% และ -41% ตามลำดับ

เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในช่วงตรุษจีนปี 2020 (25 ม.ค.-7 ก.พ. 2020) เทียบกับช่วงตรุษจีนในปี 2019 พบว่าร้านค้าที่มียอดขายลดลงส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าขนาดใหญ่อย่าง ไฮเปอร์มาร์เก็ต (-15%) ซูเปอร์มาร์เก็ต (-12%) ขณะที่ช่องทางการขายที่มียอดขายเพิ่มขึ้นคือ ร้านค้าขนาดเล็กอย่างร้านสะดวกซื้อ (+12%) รวมถึงอีคอมเมิร์ซ (+22%) และโซเชียลคอมเมิร์ซ อาทิ WeChat (+35%) สะท้อนให้เห็นว่าการมีช่องทางการขายผ่าน Omni-channel คือออฟไลน์ควบคู่กับออนไลน์จึงมีความสำคัญและเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกอยู่รอดได้ในยุคนี้

สำหรับผลกระทบจาก Covid-19 ต่อธุรกิจค้าปลีกของไทยจะส่งผ่านมาทาง 3 ช่องทางหลัก คือ

1. การท่องเที่ยวที่หดตัวอย่างรุนแรง

เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาที่ภาวการณ์บริโภคในประเทศ มีแนวโน้มชะลอตัวลงจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะชาวจีนซึ่งเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การใช้จ่าย shopping ของนักท่องเที่ยวโดยรวมเติบโตราว 2% ต่อปีหรือเฉลี่ยอยู่ที่ราว 12,000 บาทต่อทริป ดังนั้น การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกค่อนข้างมาก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้าซึ่งพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวโดยเฉลี่ยราว 10% แต่ในบางทำเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอาจมีสัดส่วนมากถึงราว 20-30%

นอกจากนี้ ร้านค้าประเภท Duty free เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเนื่องจากรายได้หลักจะมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยว รวมถึงร้าน specialty store บางประเภทที่เน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยว ได้แก่ สินค้า health & beauty สินค้างานฝีมือ ร้านขายของที่ระลึกรวมถึงร้านที่ขายสินค้ายอดนิยมของชาวจีนอย่างเช่น หมอนยางพารา ขนมของฝากต่าง ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ EIC ได้ประเมินเบื้องต้นว่าหากนักท่องเที่ยวในปี 2020 ปรับลดลงราว 67% จาก 39.8 ล้านคนในปี 2019 มาอยู่ที่ 13.1 ล้านคนคาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของธุรกิจค้าปลีกที่มาจากภาคการท่องเที่ยวหายไปราว 2.7 แสนล้านบาท

สมมติฐานว่าสถานการณ์การติดเชื้อคลี่คลายในไตรมาส 3 และนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส 4 แต่เศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวลงมากคาดว่าจะส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในส่วนของการ shopping มีแนวโน้มลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจาก 12,000 บาทต่อทริปมาอยู่ที่ราว 10,000 บาทต่อทริป

2. ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลง คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าตลาดค้าปลีกในปี 2020 หดตัวลงราว -14%

จากการที่ภาคการบริโภคที่มีความเปราะบางอยู่แล้วจากรายได้ทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่มีทิศทางชะลอตัว รวมถึงการชะลอตัวของการส่งออก ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงและยังถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจาก Covid-19 ที่ส่งผลให้บางกลุ่มธุรกิจประสบปัญหาการลดจำนวนชั่วโมงทำงานหรืออาจถึงขั้นปิดกิจการ ซึ่งส่งผลให้การว่างงานเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจค้าปลีกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือ ร้านค้าปลีก non-grocery ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม่จำเป็น อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านเสื้อผ้า ร้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ร้านสินค้าความงาม รวมถึงร้านสินค้าเกี่ยวกับบ้านที่ได้รับผลกระทบจากทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคและการชะลอตัวของตลาดที่อยู่อาศัย

ขณะที่ร้านค้าปลีก grocery ได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังเป็นสินค้าจำเป็นและผู้บริโภคยังมีความตื่นตระหนกและมีพฤติกรรมกักตุนสินค้าด้วย ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น

ทั้งนี้จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลให้ภาครัฐมีคำสั่งปิดศูนย์การค้าเป็นการชั่วคราวโดยให้มีการเปิดบริการได้แต่เพียงร้านขายสินค้าจำเป็นบางประเภท อาทิ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา คาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของธุรกิจค้าปลีกหดตัวลดลงอย่างมาก ซึ่งแม้ว่ายอดขายบางส่วนจะชดเชยด้วยยอดขายออนไลน์ แต่การขายสินค้าออนไลน์ยังมีสัดส่วนเพียงราว 2-3% ของมูลค่าตลาดค้าปลีก

ดังนั้น หากรวมผลกระทบจากทั้งจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวที่หายไป ในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ส่งผลให้ EIC คาดการณ์มูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2020 จะหดตัวราว -14% หรือคิดเป็นเม็ดเงินที่หายไป ราว 5 แสนล้านบาทจากมูลค่าตลาดค้าปลีกปี 2019 ที่อยู่ที่ราว 3.5 ล้านล้านบาท

สมมติฐานว่าธุรกิจค้าปลีกปิดดำเนินการประมาณ 2 เดือนและสถานการณ์การติดเชื้อเริ่มคลี่คลายจนสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติในไตรมาส 3 แต่ยอดขายยังอาจชะลอตัวในช่วงแรกจากความไม่มั่นใจของผู้บริโภค แต่จะเริ่มกลับมาเร่งตัวได้มากขึ้นในไตรมาส 4

3. Supply disruption

จากการที่สต็อกสินค้าที่อาจขาดแคลนหากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่มีการปิดเมือง ขณะที่
สต็อกสินค้าที่ผลิตในประเทศ แม้ว่ายังมีเพียงพอแต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามหากสถานการณ์การระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลให้การกระจายสินค้ามีความล่าช้าได้

ทั้งนี้จากกรณีการปิดเมืองของจีนที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสต็อกสินค้าของร้านค้าปลีกในไทยบางประเภท อาทิ ร้านขายสินค้าแฟชั่นเนื่องจากไทยนำเข้าเสื้อผ้าและรองเท้าจากจีนเป็นอันดับ 1 โดยหากมีการนำเข้าจากแหล่งผลิต
ที่ประสบปัญหาอย่างเช่น มณฑลหูเป่ย์ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มอันดับ 3 ของจีนอาจส่งผลให้สินค้ามีความล่าช้า

นอกจากนี้ ร้านค้าประเภทอื่น ๆ เช่น ร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ร้านขายสินค้า Home DIY ยังมีการนำเข้าสินค้าจากจีนค่อนข้างสูง ซึ่งหากไม่สามารถนำเข้าสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศอื่น ๆ ทดแทนได้ ก็อาจจะส่งผลให้สต็อกสินค้า
ไม่เพียงพอได้ในระยะสั้น

อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ลดลงในปัจจุบันส่งผลให้สต็อกสินค้ายังไม่น่าจะประสบปัญหามากนัก ขณะที่การผลิตในประเทศจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคเริ่มมีการกักตุนสินค้าบางชนิดโดยเฉพาะหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ส่งผลให้สต็อกสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ผลิตในประเทศยังให้ความมั่นใจว่าสินค้าต่าง ๆ จะมีเพียงพอสำหรับใช้ในยามวิกฤติ

ขณะที่สต็อกสินค้าที่ผลิตในประเทศ แม้ว่ายังมีเพียงพอ แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามหากสถานการณ์การระบาดแพร่กระจายในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นวงกว้างมากขึ้นอาจส่งผลให้การกระจายสินค้ามีความล่าช้าได้

นอกจากนี้ ยังต้องจับตามองถึงสถานการณ์ Covid-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจนอาจส่งผลให้มีจำนวนธุรกิจที่ประสบปัญหาการเงินจนต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพารายได้เป็นรายวัน ขณะเดียวกันมีภาระต้นทุนส่วนใหญ่มาจากการเก็บสต็อกสินค้า ค่าเช่าพื้นที่ รวมไปถึงค่าจ้างพนักงาน ดังนั้น ในสภาวะที่การบริโภคชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องผนวกกับมาตรการปิดพื้นที่ศูนย์การค้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นระยะเวลานาน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในรายที่สภาพคล่องจำกัด เงินทุนหมุนเวียนน้อย รวมถึงมีภาระค่าใช้จ่ายหรือภาระหนี้สูง

ทั้งนี้หากดูจากข้อมูลจำนวนบริษัทค้าปลีกค้าส่งที่ปิดกิจการรวมถึงที่ประสบปัญหาการเงินในช่วงปี 3 ปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นสัญญาณที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบของกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงสัปดาห์ที่ 1-9 ของปี 2020 มีจำนวนบริษัทที่ปิดกิจการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1,717 บริษัทเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 1,445 บริษัท ทั้งนี้คงต้องจับตามองแนวโน้มการปิดกิจการของธุรกิจค้าปลีกในอนาคตจากผลกระทบของการระบาดของ Covid-19 ที่รุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลให้มีจำนวนธุรกิจค้าปลีกที่ประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ที่มีความเปราะบางและสภาพคล่องต่ำ

กลยุทธ์สำคัญในการรับมือช่วงวิกฤติ

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าและโลจิสติกส์

เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดหาสินค้าให้เพียงพอ จากกรณีศึกษาผลสำรวจจาก Nielsen พบว่า ปัญหาสินค้าคงคลังไม่เพียงพอและบริหารจัดการ supply chain เป็นปัญหาหลักของผู้ประกอบการค้าปลีก

ทั้งนี้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการที่จะผ่านพ้นวิกฤติไปได้อย่างดี สะท้อนได้จากผลสำรวจความคาดหวังของผู้ประกอบการที่ราว 46% มองว่าธุรกิจจะกลับมาฟื้นตัวหลังวิกฤติ โดยกว่า 38% มองว่าสามารถบริหารจัดการได้ดีกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

2. เน้นขายออนไลน์และเพิ่ม customer engagement ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

โดยที่ผู้ที่ยังไม่เคยขายผ่านช่องทางออนไลน์อาจต้องเริ่มหาลู่ทางการขายออนไลน์หรือผู้ที่มีช่องทางอยู่แล้วอาจต้องเตรียมรับมือกับการเพิ่มขึ้นของยอดขายอย่างฉับพลันโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น

จากตัวอย่างของจีนจะพบว่า 80% ของผู้บริโภคจีนหันมาซื้อสินค้า grocery ผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดย JD.Com ยังรายงานด้วยเลขยอดขายหลังจากการระบาดของ Covid-19 ส่งผลให้ยอดขายสินค้า grocery ผ่านช่องทางออนไลน์ในจีนเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงราว 215% YOY ในช่วงปลายมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมความพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ให้สามารถรองรับปริมาณ traffic ของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นมาก รวมไปถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า โดยอาจเพิ่มจำนวนผู้จัดส่งสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น

3.  ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคและพนักงานเป็นอันดับแรก

เน้นปรับปรุงการบริการต่าง ๆ เพื่อแสดงออกถึงความเอาใจใส่และห่วงใยต่อทั้งผู้บริโภคและพนักงาน ทั้งนี้ผู้ประกอบการอาจปรับเวลาทำการของร้านค้า เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความประทับใจจากผู้บริโภค

4. เตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการภายหลังจากที่สถานการณ์คลี่คลาย

ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของการบริหารจัดการสต็อกสินค้าและ supply chain เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาฟื้นตัวภายหลังวิกฤติ นอกจากนี้ ในกลุ่มของศูนย์การค้าหรือร้านค้าปลีกรายใหญ่ ๆ อาจใช้โอกาสที่มีผู้เข้าใช้บริการน้อยหรือในช่วงที่ต้องปิดการให้บริการในการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับการกลับมาเข้าใช้บริการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลาย

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.