5,903
VIEWS

บันได 3 ขั้นของภาวิต จิตรกร ในการนำพาจีเอ็มเอ็ม มิวสิคสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุค Disruption

Mar 12, 2020 S.Vutikorn

ถือเป็นการปิดงบประมาณประจำปีด้วยตัวเลขรายได้ที่มีท่วงทำนองที่แสนจะไพเราะจริงๆ สำหรับจีเอ็มเอ็ม มิวสิค เพราะสามารถฝ่าวิกฤตและสร้างการเจริญเติบโต แบบสวนกระแสทำรายได้รวมสูงถึง 4,014 ล้านบาท มากที่สุดในรอบ 10 ปี มีกำไร 472 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกำไรที่ 13.2%

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงเบื้องหลังความสำเร็จของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ในครั้งนี้ ว่ามาจากการปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนผ่านบันได 3 ขั้น

เริ่มจากบันไดขั้นที่ 1 คือ Restructure - Refocus - Restabilize

ลงลึกในรายละเอียด ภาวิต อธิบายว่า การปรับโครงสร้างองค์กร (Restructure ) ครั้งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนฐานธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการปรับโครงสร้างที่ถูกต้องและมีผู้คนที่ถูกต้องในการปรับโครงสร้าง

“การปรับนี้ไม่ได้แปลว่าเห็นคนใหม่ดีกว่าคนเก่า แต่การปรับโครงสร้างคือการสร้างความร่วมมือระหว่างความเชี่ยวชาญเดิมและความเชี่ยวชาญใหม่เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด มี Function ที่ชัดเจนเอื้อต่อยุทธศาสตร์ทางธุรกิจและสามารถเดินร่วมกันไปสู่ความสำเร็จที่เป็นไปได้”

สิ่งที่จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ทำไปพร้อมๆ กับการโครงสร้าง ก็คือ ทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด (Refocus) เป็นการส่งเสริมและจัดระบบให้ทีมงานทำในสิ่งที่สำคัญและขับเคลื่อนองค์กร โฟกัสสิ่งเดียวทำให้ดีที่สุด เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้ธุรกิจเดินทางคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายที่วางไว้

จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ยังสร้างเสถียรภาพของรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว (Restabilize) จากการบริหารธุรกิจที่มีอยู่ให้เติบโต รวมถึงการมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ อาทิ การเปิดตลาด Digital Music, ธุรกิจ Showbiz และธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์

ผลของการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่นี้เองทำให้ในปีที่ผ่านมาจีเอ็มเอ็ม มิวสิค สามารถทำรายได้สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีแรงส่งสำคัญจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่ถือได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญของแหล่งรายได้ที่เพิ่มขึ้น คือ

                1. ธุรกิจ Digital Music เติบโตสูงถึง 31% และมียอดรายรับสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งแผนกทะลุ 1 พันล้านบาท เป็นครั้งแรกโดยมีรายรับที่ 1,123 ล้านบาท    

                2. ธุรกิจ Showbiz เติบโตขึ้น 36% มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มธุรกิจเพลง โดยมียอดรายรับที่ 524 ล้านบาท

                3. ธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์ เติบโตขึ้น 25% และมียอดรายรับที่ 313 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่ได้ทำการบริหารจัดการ

ทั้งนี้สัดส่วนรายได้ของจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ในปี 2562 ประกอบด้วย

  • ธุรกิจ Sponsorship & Artist Management มีรายได้ 1,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Digital Music มีรายได้ 1,123 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Showbiz มีรายได้ 524 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ การบริหารลิขสิทธิ์ มีรายได้ 313 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ Trading มีรายได้ 301 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7% ของธุรกิจ
  • ธุรกิจ อื่นๆ มีรายได้ 345 ล้านบาท คิดเป็นส่ดส่วน 9% ของธุรกิจ

 

ภาวิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิคกำลังก้าวสู่บันไดขั้นที่ 2 คือ Build - Invest - Aggregate

                “3 ปีที่ผ่านมา จีเอ็มเอ็ม มิวสิค อาจจะไม่ได้พูดถึงการสร้างศิลปินใหม่หรือการสร้างธุรกิจใหม่มากนัก เพราะการสร้างสิ่งใหม่ในวันที่ธุรกิจยังมีความไม่นิ่ง จีเอ็มเอ็ม มิวสิค มีผู้ถือหุ้น มีพนักงาน 600 คน และมีศิลปินกว่า 300 ชีวิต ที่ต้องดูแลให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้ไปให้ได้ จนวันนี้เราสามารถผ่านพ้นมาได้อย่างสง่างามและพร้อมจะเดินเข้าสู่เส้นทางการสร้างใหม่เหมือนตลาดโลกที่มีการปรับตัว เติบโตดีขึ้นที่ 9.7% เช่นกัน”

                เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ภาวิต อธิบายว่า บันไดขั้นที่ 2 นี้ จะถูกใช้เป็นแผนแม่บทที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของจีเอ็มเอ็ม มิวสิคในอีก 5 ปีข้างหน้า (2020 - 2025) ซึ่งประกอบไปด้วย 7 ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน คือ

               

1. New Content Strategy & New Artist Development 

จีเอ็มเอ็ม มิวสิค มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้อุตสาหกรรมเพลง มีความคึกคัก เจริญก้าวหน้าและสามารถมอบความสุขให้กับสังคม โดยนโยบาย 5 ปีต่อจากนี้ เราจะเน้นที่ 2 เรื่องหลักคือ

- New Content Strategy การสร้างศิลปินและแนวเพลงให้มีประสิทธิภาพทุกหมวดหมู่ ครอบคลุมทุก Segment การลงทุนทำ Full Album จะถูกนำกลับมาทำอย่างเต็มรูปแบบ ทุกแนวเพลงดนตรี โดยแบ่งเป็น Mega Album และ Digital Album ซึ่งการทำ Full Album ดังกล่าวบริษัทไม่ได้ยึดติดการทำแต่ศิลปินเฉพาะในจีเอ็มเอ็ม มิวสิค แต่หมายถึงความสามารถในการร่วมมือได้กับศิลปินทุกค่ายทั้งตลาดด้วย Business Model ที่เป็นธรรมและมีความยืดหยุ่นในการบริหารลิขสิทธิ์  นอกจาก Segment POP, Rock, ลูกทุ่ง และ Indie แล้ว เราจะเพิ่ม Sub Segment อย่างเช่น Original Sound Track ให้กับละครและภาพยนตร์ทั้งตลาด เปิด Segment Big Name, Teen Idol, Superstar และ Hip Hop

- New Artist Development การสร้างศิลปินใหม่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จีเอ็มเอ็ม มิวสิคจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพื่อ Recruit Develop และออก Album ให้กับศิลปินรุ่นใหม่ ทั้งนี้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิคจึงมีแผนการที่จะร่วมมือกับบริษัทพัฒนาศิลปินระดับโลกเพื่อยกระดับคุณภาพให้กับศิลปินรุ่นใหม่ให้มีทักษะและความสามารถที่สามารถแสดงผลงานได้ในระดับสากล

2. Showbiz Expansion

ขยายธุรกิจ Showbiz อย่างไร้ขีดจำกัด โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบของการขยาย ได้ดังนี้

                1. ขยายธุรกิจ Music Festival ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ทุกภาค ทั่วประเทศ

                2. ขยายธุรกิจ Solo Concert ครอบคลุมทั้งศิลปินปัจจุบันที่มีความพร้อม ศิลปินหน้าใหม่ที่ต้องการโอกาส และศิลปินกลุ่มเรโทรที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น

                3. ขยายธุรกิจ Theme Concert ด้วยการร่วมมือกับ Creator ใหม่ๆ ที่มาจากอุตสาหกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย

                4. ขยายธุรกิจสู่การเป็น Promoter ในการจัด International Showbiz ในประเทศไทย

“เรามั่นใจว่าธุรกิจ Showbiz ของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค สามารถยืนหนึ่งในการเป็นผู้นำในตลาด Showbiz ได้อย่างมั่นคง และยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากการที่เรามีศิลปินและแฟนคลับที่มีคุณภาพแล้ว เรายังมีทีมงานที่มีคุณภาพที่หาตัวจับได้ยากเช่นกัน

เรามีทีมการตลาดที่แข็งแรงที่สุดในตลาด โดยโฟกัสแต่การทำธุรกิจ Showbiz เพียงอย่างเดียวจึงมีความเชี่ยวชาญทั้งการวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง การตั้งราคาที่เหมาะสม และการหาจุดต่างในการแข่งขัน รวมไปถึงมีทีม Marcom ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Social Media มีความเข้าใจในเรื่องของ Community Insight ในทุก Social Platform เป็นอย่างดี ทำให้เราตอบสนองแฟนคลับได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมือนคนรู้ใจที่ใกล้ชิด”

3. Artist Product

การสร้างสินค้าศิลปินนั้นต้องพูดให้ชัดเจนเลยว่าสินค้าที่พูดอยู่นี้ไม่ใช่ Merchandising แต่เป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ของศิลปินที่ศิลปินเป็นเจ้าของจริงๆ ได้รับกำไรขาดทุนจริงๆ โดยที่มีจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะทำการเปิดตัวบริษัทใหม่ในเร็ววันนี้ ที่สำคัญการสร้างผลิตภัณฑ์นี้จะโฟกัสเฉพาะศิลปินที่อยู่ภายใต้สังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้ทำการทดลองออกสินค้าศิลปินไปแล้ว 1 ตัวเมื่อปีที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม และปีนี้จะต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยการออกสินค้าใหม่อีก 4 SKUs ซึ่งคาดว่าการเติบโตของธุรกิจประเภทนี้จะสามารถทำตัวเลข 9 หลัก ได้ภายใน 2 ปี

 

4. Industry Aggregation

เดินหน้า Aggregate รวบรวมพันธมิตรในวงการเพลงเพื่อสร้างประโยชน์ทางรายได้จากทุกช่องทางการค้าร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่องทาง Digital Platform, Karaoke Platform หรือการสร้างโปรเจ็กต์ร่วมกันก็ได้ ซึ่งการ Aggregate นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยปัจจุบันทางจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้ร่วม Aggregate กับค่ายเพลงต่างๆ เกือบทุกค่ายแล้วเพียงแต่จะอยู่ในธุรกิจของการทำ MP3 เพียงเท่านั้น ฉะนั้นการเดินหน้าจับมือกับทุกค่ายเพลงก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ในการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันและยังสามารถสร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับค่ายเพลงทุกค่าย

5. Media Partnership

ปีนี้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จะร่วมมือกับสื่อชั้นนำทั่วประเทศแบบครบวงจร รวมถึง Platform รายใหญ่เพื่อการขยายฐานการเข้าถึงและการรับรู้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สื่อทีวี, สื่อวิทยุ, สื่อ Outdoor และสื่อโรงภาพยนตร์

 

6. M&A

Mergers & Acquisitions เป็นแผนยุทธศาสตร์การเข้าซื้อกิจการที่สามารถสร้างโอกาสในการเกิด Leap Growth เพื่อการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดทางธุรกิจ โดยบริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจนในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะเข้าซื้อภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้

 

7. Data Creativity

ปัจจุบัน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พัฒนาเรื่องของการทำ Data และมีทีม Data Scientist ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเพลงโดยเฉพาะ เรามองเรื่องของ Data ในมุมของความสร้างสรรค์มากกว่าแค่เพียงสถิติและความเป็นไปได้ เราสามารถหยิบเรื่องของ Data มาสร้างสรรค์โอกาสมากมายในการทำการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงและเรากำลังจะเดินเข้าไปสู่ในเรื่องของการทำ Personalization เพื่อทำให้เกิด New Product Experience มากขึ้น เรื่องของ Data Prediction ถูกนำมาใช้ในการคำนวณโอกาสของการสร้างเพลงฮิต การสร้าง Concert ที่น่าจะ Sold Out หรือการสร้างยอดขายของ Merchandising ที่แม่นยำ เป็นรูปธรรม แถมยังสามารถเข้าใจและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงต่อการตัดสินใจซื้อของแฟนคลับ รวมถึงเรื่องพฤติกรรมของแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินมากกว่า 1 คน หรือ Brand สินค้าและ Media ที่แฟนคลับศิลปินชื่นชอบ จึงทำให้เกิดประโยชน์และก่อให้เกิดการซื้อขายทั้งระบบการค้า

“เราเชื่อว่าธุรกิจเพลงจะยั่งยืนเติบโตได้ในยุคนี้ต้องมีทั้งคุณภาพ (Quality) และมีขนาดปริมาณที่ใหญ่เพียงพอ (Scale) คุณภาพเป็นสิ่งที่เราโฟกัสมาตลอดการทำงานมากว่า 36 ปี แต่หากพูดถึงธุรกิจแห่งอนาคต เราจำเป็นจะต้องมีจำนวนในปริมาณที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน จึงจะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้ทันท่วงทีในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ซึ่งคำว่าปริมาณที่ว่านั้นจะต้องครอบคลุมทุก Segment”

สำหรับบันไดขั้นที่ 3 ที่ประกอบไปด้วย Infrastructure - Recurring – Sustainable นั้นเป็นแผนงานธุรกิจในระยะยาวที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

violet porno xxx phim sex 2020 lawnjinsi Filmes Pornô PuttanaHD Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos xn----4mcbuj2htacf75kha.com pornolegende Free Desi Scandal xxx e videos pornos www.grandexxx.com www.xxxarabtube.com www.zwartporno.com www.echterporno.com www.nubepornogratis.com www.perlasesso.com videos de sexo 3gp