3,014
VIEWS

“องุ่น” ยึดหลักพัฒนาแบบ 360 องศา บทพิสูจน์น้ำมันพืชคุณภาพที่แตกต่างจากตลาด

Mar 06, 2020 -None-

แม้น้ำมันพืชจะเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่หากแบรนด์นั้นๆ ยึดหลักของคุณภาพและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ย่อมเป็นบทพิสูจน์ได้ถึงความแตกต่างท่ามกลางแบรนด์น้ำมันพืชที่มีอยู่มากมายในตลาด เช่นเดียวกับแบรนด์ “องุ่น” ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในฐานะผู้นำตลาดน้ำมันพืช และแบรนด์น้ำมันพืชอันดับ 1 จากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2020

คุณชาญวิทย์ วิทยฐานกรณ์  Executive Vice President บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืชตราองุ่น กล่าวถึงปัจจัยความสำเร็จของแบรนด์ “องุ่น” ไว้ว่าเกิดจากการพัฒนาและการประสานพลังจากหน่วยงานต่างๆ ในองค์กร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การตลาด การขาย การขนส่ง รวมถึงการบริการหลังการขายภายใต้กลยุทธ์แบบ 360 องศา เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคุณภาพสินค้าและบริการที่เป็นเลิศ

“เราใช้หลักการบริหารองค์กรแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ด้วยการสร้างกระบวนการทำงานภายในองค์กรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด โดยหนึ่งในความต้องการสูงสุดของลูกค้า คือเรื่องคุณภาพสินค้า ดังนั้นเราจึงนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง “นาโนเทคโนโลยี” มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาคุณภาพสินค้าให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเรายังคำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีและแปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคอยู่เสมอ เช่น การออกแบบพัฒนาปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยและสะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมีการพัฒนาระบบและช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคสำหรับรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคให้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

แน่นอนว่า การที่แบรนด์ๆ หนึ่งจะแข็งแกร่งได้ ไม่เพียงแต่สินค้าที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีการสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านการทำการสื่อสารทางการตลาดที่โดดเด่นอีกด้วย เพื่อให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึง และ “องุ่น” ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์นั้น

ที่ผ่านมา แบรนด์ “องุ่น” มีการทำกิจกรรมทางการตลาดควบคู่ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ภายใต้ Key Message “องุ่น ไม่เป็นไข ใสสะอาด” เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์และตรงกลุ่มเป้าหมาย ในส่วนของสื่อออฟไลน์นั้นยังคงเน้นที่สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ เพื่อตอกย้ำแบรนด์องุ่นให้อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภค รวมถึงการทำการตลาด ณ จุดขายทั่วประเทศ ทั้งการจัดกิจกรรมและการโฆษณา เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ “องุ่น” 

“ในรูปแบบของการสื่อสาร คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในวงการสื่อก็ถูกดิสรัปท์เช่นกัน โดยมีการเปลี่ยนจากสื่อดั้งเดิมมาเป็นสื่อดิจิทัลต่างๆ เช่น โซเชียลมีเดีย บล็อก หรือการสื่อสารโดยเปลี่ยนการใช้ผู้ทรงอิทธิพลจากดาราสู่ Micro Influencer มากขึ้น ปัจจุบันแบรนด์ “องุ่น” จึงเน้นการสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้ช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อการสื่อสารแบบ 360 องศา สำหรับทิศทางการทำตลาดและการสื่อสารในปี 2563 แบรนด์ “องุ่น” ยังคงใช้กลยุทธ์การตลาดแบบออมนิแชนแนล (Omni Channel Marketing) รวมออนไลน์และออฟไลน์ไว้ด้วยกัน ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นในทุกช่องทาง เช่น เฟสบุ๊คแฟนเพจ เว็บไซต์เป็นต้น  และจะนำฐานข้อมูลลูกค้าในระบบมาวิเคราะห์เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น และนำมาสู่การพัฒนาออกแบบสินค้าและบริการเพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้า

อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่บริษัทต้องเผชิญและเตรียมการรับมือกับคลื่น “ดิจิทัลดิสรัปชั่น” คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขึ้น ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนทำให้ตลาดหรือการแข่งขันนั้นแคบมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไปแล้วฉะนั้นทางบริษัทต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและสามารถแข่งขันได้ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล ทั้งนี้ทางแบรนด์ “องุ่น” ขอขอบพระคุณสำหรับความไว้วางใจจากผู้บริโภค คู่ค้าต่างๆ ที่สนับสนุนแบรนด์ “องุ่น” ด้วยดีเสมอมา เราสัญญาว่าจะพัฒนาสินค้าและการบริการที่มีคุณภาพเพื่อสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้บริโภคต่อไป”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.