6,078
VIEWS

สืบสานพระราชปณิธาน ภาคธุรกิจ ยึดหลักการทรงงาน

Mar 07, 2017 BrandAge Team

แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานให้กับคนไทยไว้เมื่อหลาย 10 ปีก่อนนี้ มีหลักการที่เหมือนกับแนวคิดการทำธุรกิจที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน คือ Sustainable Development หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น คือการพัฒนาในทุกด้านเพื่อให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนบนโลกนี้ดีขึ้น โดยที่การพัฒนาดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อคนรุ่นหลังหรือในอนาคต หรือหากจำเป็นต้องมีก็ต้องส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด

หลักๆ แล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งทางองค์การสหประชาชาติพยายามผลักดันนั้นจะเน้นการพัฒนาไปพร้อมๆ กันในสามมิติ (Triple Bottom Line) คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม หรือ Profit-People-Planet

นอกเหนือจากหลักทรงงานในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังพระราชทานหลักทรงงานที่เป็นประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทยไว้อีกมากมาย

ในโอกาสนี้ทาง BranndAge Online ได้คัดเลือกเอา 10 หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มรดกที่พระองค์มอบให้กับคนไทย ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมานำเสนอ พร้อมกับหยิบยกกรณีศึกษาของภาคธุรกิจที่มีแนวคิดตรงกันกับหลักทรงงานทั้ง ๑๐ แนวคิด คือ

๑.เศรษฐกิจพอเพียง

"เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปบน "ทางสายกลาง" และเมื่อภายหลังได้ทรงย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

๒.ระเบิดจากข้างใน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน มีพระราชดำรัสว่า "ต้องระเบิดจากข้างใน" ซึ่งหมายความถึง การมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่เข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก ในเชิงธุรกิจก็เปรียบได้กับการสร้างรากฐานขององค์กรให้แข็งแรงเป็นอันดับแรก

๓. แก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมองปัญหาในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุดเล็กๆ (Micro) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม ซึ่งสอดคล้องกับการทำธุรกิจที่ไม่สามารถละเลยจุดเล็กๆ ไปได้แม้แต่น้อย เพราะจากปัญหาเล็กๆ อาจลุกลามไปเป็นปัญหาใหญ่ได้ หากไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที

๔. องค์รวม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) ทรงมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร มองทุกสิ่งเป็นพลวัตที่ทุกมิติเชื่อมต่อกัน ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการหนึ่งนั้น ทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยงกัน จะว่าไปแล้วก็เปรียบได้กับการวางแผนการบริหารงานแบบบูรณาการ

๕.การมีส่วนร่วม + ประโยชน์ส่วนรวม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งสาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้เข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็น และร่วมกันทำงานโครงการพระราชดำริ อีกทั้งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจและการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนา และช่วยเหลือ พสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ล้วนทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ การมองประโยชน์ส่วนรวมนี้ เปรียบเสมือนกับการทำธุรกิจที่ต้องเข้าใจและเปิดโอกาสให้ Stakeholder ทุกกลุ่มมีส่วนร่วม

๖.ขาดทุน คือ กำไร

“ขาดทุน คือ กำไร (Our loss is our gain) การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้าและการที่คนอยู่ดีมีสุข ซึ่งนับเป็นมูลค่าเงินไม่ได้” พระราชดำรัส ดังกล่าว คือหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อพสกนิกรไทยเกี่ยวกับ “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎรมานานหลายสิบปี จนปัจจุบันแนวความคิดนี้ ภาคเอกชนได้เริ่มนำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ในรูปแบบของกิจการเพื่อสังคม  หรือ Social Enterprise

๗.ไม่ติดตำรา

หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีลักษณะการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาของชุมชน เป็นการใช้ตำราอย่างอะลุ่มอล่วยกัน ไม่ผูกติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสม คือ "ไม่ติดตำรา" ถ้าเป็นตำราการตลาดก็เหมือนกับการคิดนอกกรอบ หรือ Differentiate

๘.ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเข้าใจถึงธรรมชาติ และต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมองปัญหาธรรมชาติอย่างละเอียด โดยหากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

๙.ปลูกป่าในใจคน

การเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เปรียบได้กับทุกองค์กรที่ต้องมีธรรมาภิบาล

๑๐.การให้

การให้เป็นหลักการทรงงานอย่างหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยพระองค์ทรงใช้  "หลักสังฆทาน" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้ง คือ "ให้เพื่อให้" เป็นการให้โดยไม่เลือก ให้เพื่อให้จริงๆ ไม่ได้ให้เพื่อคิดหวังผลตอบแทน  ซึ่งสอดคล้องกับการทำธุรกิจในยุคนี้ที่ต้อง Give & Take ไปพร้อมๆ กัน

แนวคิดในการดำเนินการทางธุรกิจในลหายองค์กรได้มีการนำหลักทรงงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานให้กับคนไทยมาใช้ในองค์กร ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้

BrandAge Online จึงขอหยิบเอาวิธีการคิดในรูปแบบขององค์กรธุรกิจ มานำเสนอเป็นกรณีศึกษา เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในด้านบริการ และการจัดการนั้น พระองค์ทรงมีพระราชอัจฉริยภาพไม่แพ้กับพระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรี, พระราชอัจฉริยภาพด้านการกีฬา, พระราชอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ, พระราชอัจฉริยภาพด้านภาษาและวรรณกรรม

ส่วนการที่แต่ละองค์กรจะน้อมนำเอาพระราชดำรัส หรือหลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปประยุกต์กับธุรกิจในมิติใด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางธุรกิจ ล้วนเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดมรดกของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สกู๊ปข่าวพิเศษนี้ จะนำเสนอบุคคลและภาคธุรกิจที่ยึดหลักแนวคิดของพระองค์มาถ่ายทอดหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อนำแนวความคิดดังกล่าวไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย นั่นจึงเป็นการดำรงซึ่ง "มรดกทางความคิด" ที่พระองค์ทรงมอบให้กับคนไทยตราบนานเท่านาน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.