7,041
VIEWS

ย้อนดูเส้นทางความสำเร็จของเรดบูล ทำอย่างไรถึงเขย่าโลก Energy Drink

Jan 02, 2020 R.Somboon

เบื้องหลังแห่งความสำเร็จของการก้าวข้ามจากแบรนด์ท้องถิ่นสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกของสินค้าแบรนด์ไทยหลายๆ แบรนด์แทบจะมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ การเริ่ม “ตั้งไข่” จากตลาดในประเทศก่อนที่จะข้ามเส้นแบ่งเขตแดนออกไปเป็นแบรนด์ระดับโลก ทุกแบรนด์ล้วนต้องผ่านกระบวนการ การสร้างแบรนด์ที่มีการลงลึกในรายละเอียดแตกต่างกันออกไป

มีบางแบรนด์ที่สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งที่วางขวางอยู่ได้ แต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ อุบัติเหตุแบรนด์เนมวันนี้ มีตัวอย่างที่น่าสนใจของแบรนด์เรดบูลที่ดังไกลไปทั่วโลก.....

เรดบูล

เขย่าโลก Energy Drink               

กระทิงแดง ผ่านบททดสอบในการสร้างแบรนด์จากตลาดในประเทศทุกบททดสอบ ก่อนที่จะสามารถก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีวางขายประกบกับแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำอย่างโค้กและเป๊ปซี่ได้อย่างไม่เป็นรอง

ถ้ามองตามกรอบแนวคิดของการสร้างแบรนด์แล้ว กระทิงแดงเกิดขึ้นมาตามบนพื้นฐานของแนวคิดในการสร้างแบรนด์อย่างเป็นระบบ แม้ในช่วงเกือบ 50 ปี ที่แล้ว ทฤษฎีการสร้างแบรนด์ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายเหมือนอย่างทุกวันนี้ แต่คุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ให้กำเนิดแบรนด์แบรนด์นี้ ก็ใช้หลักการแทบจะไม่แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้เท่าไร

การถือกำเนิดของเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์นี้ เริ่มต้นจาก การใช้ข้อมูลที่เป็น Consumer Insight เข้ามาเป็นตัวช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

Consumer Insight ของคุณเฉียว อยู่วิทยา ไม่ได้ใช้หลักการของการทำวิจัยอย่างเป็นทางการ แต่ใช้วิธีการนำสินค้าไปให้กลุ่มเป้าหมายคือคนขับรถบรรทุกได้ชิม เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องของรสชาติและคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่จะส่งมอบให้กับผู้บริโภคเป้าหมาย

กระทิงแดง จึงก่อกำเนิดมาจากความต้องการที่มาจากกลุ่มเป้าหมายจริงๆ....

ต่อจากเรื่องของตัวโปรดักต์ก็มาถึงในเรื่องของแบรนด์ คุณเฉลียว เลือกที่จะสื่อโดยใช้คีย์เวิร์ดสั้นๆ ง่ายต่อการจำ ตอบโจทย์ในเรื่องของฟังก์ชันนั่ลของสินค้าว่าเป็นเครื่องดื่มเพื่อให้พลังงาน โดยสื่อผ่านชื่อแบรนด์ ตัวโลโก้หรือสัญลักษณ์ของแบรนด์คือ กระทิงแดงที่มีความหมายถึงพลัง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันที่ใช้ในการทำตลาดทั่วโลก 

โลโก้ หรือสัญลักษณ์นี้ ยังเป็นตัวบ่งบอกถึงบุคลิกและตอกย้ำตำแหน่งของแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี

ถ้ายังพอจำกันได้ ในยุคแรกๆของแบรนด์กระทิงแดง จะมีการใช้  Tag Line หรือสโลแกน ว่า กระทิงแดง ซู่ซ่า ซูซ่า ที่บอกถึงฟังก์ชันนั่ล เบเนฟิต ได้ดี ว่า กระทิงแดงเป็นเครื่องดื่มที่ดื่มเพื่อให้พลังงาน เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่ให้คุณประโยชน์ที่จับต้องได้จริงๆ การทำตลาดในรูปแบบที่ว่านี้ ถูกส่งผ่านจากการทำตลาดในเมืองไทยสู่ตลาดโลกในช่วงเวลาต่อมา

 

แม้กระทิงแดงจะไม่ใช่แบรนด์แรกในฐานะผู้บุกเบิกตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของบ้านเรา เพราะก่อนหน้านั้น ลิโพวิตัน – ดี เครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังจากญี่ปุ่น ถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกตั้งแต่ปี 2508 แต่กระทิงแดง ก็ได้ชื่อว่า เป็นเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตัวทำตลาดกับกลุ่มผู้บริโภคระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประเทศ ในฐานะผู้บุกเบิกที่มีการทำตลาดบนจุดขายที่ชัดเจนของแบรนด์ ทำให้กระทิงแดง ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เบื้องหลังของการความสำเร็จของกระทิงแดง เกิดจากการตอกย้ำในเรื่องของคุณประโยชน์ของสินค้าที่ให้กำลังงาน มาพร้อมกับข้อความที่สื่อตรงๆ ถึงคุณประโยช์ของสินค้า สั้นกระชับ และเข้าใจง่าย 

ความสำเร็จของกระทิงแดงจนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนในระดับรากหญ้านั้น เป็นที่สนใจของนักลงทุนจากต่างประเทศหลายราย  โดยเฉพาะ มร.ดีทริช มาเตสชิต (Dietrich Mateschitz) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเรดบูล ซึ่งถือเป็นมิสเตอร์เรคบูล No 2 รองจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา ผู้ปลุกปั้นกระทิงแดง ที่มีโอกาสคลุกคลีกับคุณเฉลียว ในฐานะพาร์ทเนอร์ที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมกัน

ย้อนหลังไปเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มร.ดีทริช มาเตสชิต (Dietrich Mateschitz) มีโอกาสได้รู้จักกับคุณเฉลียว จากการทำธุรกิจร่วมกันซึ่งในตอนนั้น มร.ดีทริช มาเตสชิต เป็นมาร์เก็ตติ้ง ไดเร็กเตอร์ให้กับยาสีฟัน เบลนแด๊กซ์ ที่คุณเฉลียวนำเข้ามาขายในประเทศไทย

เช้าวันหนึ่งที่ริมสระน้ำโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล  มร.ดีทริช มานั่งทบทวน และมองเห็นโอกาสว่า เครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์กระทิงแดง น่าจะไปได้ดีในตลาดโลก ถ้ามีการทำการตลาดอย่างจริงจัง

จากแนวคิดดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH ขึ้นในประเทศออสเตรียในปี 2527 เพื่อเป็นฐานในการทำตลาดในยุโรปและอเมริกา โดยคุณเฉลียวถือหุ้น 51% ขณะที่ มร.ดีทริช ถือหุ้น 49%

ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมเฮดออฟฟิศของเรดบูลที่เมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย เมื่อร่วม 10 ปีที่แล้ว และได้ฟังการบอกเล่าของ มาเตสชิต โดยเขาบอกว่าต้องใช้เวลากว่า 3 ปีในการทำตลาดแบบใต้ดิน ไล่ตั้งแต่การขออนุญาตจาก FDA การวิจัยตลาดที่รวมถึงการวิจัยผู้บริโภค ที่ขาดไม่ได้ก็คือการวิจัยคู่แข่งขันในตลาด ก่อนที่จะแนะนำสินค้าอย่างเป็นทางการในปี 2530

เรดบูล ถูกส่งลงตลาดด้วยการวางตำแหน่งสินค้าเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานหรือ Energy Drink ซึ่งเป็นจุดขายที่แทบจะไม่แตกต่างจากการแจ้งเกิดกระทิงแดงครั้งแรกในประเทศไทย

แต่ข้อแตกต่างระหว่างกระทิงแดงกับเรดบูลก็คือ กระทิงแดง เป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคในระดับรากหญ้า ขณะที่เรดบูลเป็น Luxury Product ราคาพรีเมียม และเป็น Lifestyle Product ที่ตอบสนองกลุ่มคนรุ่นใหม่ การแจ้งเกิดของเรดบูล ไม่ใช่แค่เป็น New Brand แต่เป็นการสร้าง New Category ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในตลาดโลก เครื่องดื่มที่มีอยู่เดิมในตลาด เช่น โคล่า Positioning จะอยู่ที่การดับกระหาย มีลูกเล่นในตลาดก็คือการเติมกลิ่น รสชาติ และคาร์บอเนต

ขณะที่เรดบูลจะขายจุดขายในเรื่องของการให้กำลังงาน ซึ่งเป็นจุดขายที่แตกต่างเครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาด เป็นการนำเสนอ Product Innovative ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

สิ่งที่เรดบูลนำเสนอให้กับตลาดนั้น เป็นการทำให้ คุณประโยชน์ของสินค้าที่นำเสนอสามารถจับต้องได้ นั่นคือ สารอาหารที่นำเสนอนั้น สามารถให้ผลตามที่บอกไว้ทุกประการ และด้วยการผสมผสานการวางสินค้าเป็น Luxury และการทำการตลาดที่มี Unique ผ่านแคมเปญ Body & Mind หรือร่างกายและจิตใจรวมกันเป็นหนึ่ง

เรดบูล ใช้โฆษณาเข้ามาช่วยให้ผู้บริโภคเข้ามาจับต้องคุณประโยชน์ของสินค้า โดยแยกรูปแบบการสื่อสารไปยังแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ การทำตลาดกับกลุ่มผู้หญิงที่ไม่กล้าดื่ม จะทำโฆษณาเป็นหนังการ์ตูนล้อตัวเขาเองว่า ไม่เคยเชื่อเลยว่าจะมีเครื่องดื่มชนิดนี้ นั่นคือกลุ่มเป้าหมายแรก

ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่เป็นกลุ่มที่ชอบลองของใหม่ กลุ่มนี้เมื่อเกิดการลองก็จะติดใจในรสชาติและนำมาสู่การเกิด Loyalty กลุ่มนี้ลองเรดบูลตั้งแต่แรก ปัจจุบันเติบโตเป็นนักธุรกิจ นายธนาคาร ก็ยังคงดื่มเรดบูลต่อ ส่วนกลุ่มที่ 3  จะเป็นพวกซุบซิบว่าจะได้ผลเหรอ ยิ่งซุบซิบมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดการอยากลองมากเท่านั้น ส่งผลให้เรดบูลเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

 

การยึดมั่นในคุณภาพรวมกับการมี Creativity ทางการตลาดทำให้เรดบูลประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เมื่อเริ่มต้นได้อย่างสวยหรูออสเตรีย เรดบูลก้าวสู่ประเทศข้างเคียงในยุโรปโดยเริ่มจากฮังการีในปี 2535 จนถึงปัจจุบันเรดบูลวางจำหน่ายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

เรดบูลมีส่วนแบ่งตลาด ไล่ตั้งแต่ 60 – 90% ในแต่ละประเทศ การทำตลาดในแต่ละทวีปจะแยกกันอย่างเด่นชัดระหว่างเรดบูลออสเตรียกับเรดบูลไทย โดยออสเตรียจะรับผิดชอบในทวีปยุโรปและอเมริกา ส่วนไทยจะรับผิดชอบตลาดในเอเชียเป็นหลัก         

สิ่งหนึ่งที่เรดบูลยึดมั่นและปฏิบัติมาตลอดก็คือ การทำตลาดทั่วโลกด้วย Global Marketing ที่มีการปรับใช้อย่างเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ การเข้าตลาดแต่ละประเทศจะมีการวิจัยตลาดอย่างลึกซึ้งทั้งที่เป็นแม็คโครและไมโคร รวมถึงการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเรดบูลจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในทุกช่องทางทั้งที่เป็นออฟพรีมีสหรือร้านค้าทั่วไป และ ออนพรีมีส หรือร้านอาหารผับบาร์

อย่างการเข้าตลาดอเมริกา เนื่องจากเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีราคาค่อนข้างแพง ทำให้ดิสทริบิวเตอร์ไม่มั่นใจว่าจะไปได้ดีหรือไม่ ทางเรดบูลจึงต้องมีการระดมทีมงานเข้าไปทำพรีเซลส์ในทุกช่องทางขายเพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดของเรดบูล

จากรัฐสู่รัฐ ทำให้เรดบูลกลายเป็นที่รู้จักและได้รับการตอบรับอย่างดี จนทำให้ตลาดอเมริกา กลายเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลยุทธ์การตลาดที่เรดบูลนำมาใช้ คือตัวผสานความสำเร็จสู่การเป็นเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การวางสินค้าเป็น Lifestyle Product ทำให้กลยุทธ์การตลาดที่ถูกนำมาใช้ต้องช่วยเสริมภาพดังกล่าวให้เด่นชัดขึ้น กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบของ IMC ถูกนำมาใช้ผ่านทางกิจกรรมที่เป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะในเรื่องของกีฬาและบันเทิง ที่เรดบูลเองมีทีมงานในการติดต่อประสานงานให้สินค้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตัวภาพยนตร์ดังๆ จากฮอลลีวู้ด ในลักษณะของการ Tie In รวมถึงการทำ Product Placement

ส่วนในวงการกีฬา เรดบูลเองก็มีการเข้าไปซื้อสโมสรชั้นนำทั้งวงการแข่งรถ และวงการฟุตบอล ส่วนหนึ่งมองถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจกีฬา แต่อีกส่วนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เข้ามาเป็นสื่อชั้นดีในการสื่อสารแบรนด์เรดบูล

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วของเรดบูล ทำให้บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ระดับโลกทั้งโค้กและเป๊ปซี่ต้องหันมามองและเข้ามาร่วมชิงชัยในตลาด แต่ก็ไม่สามารถตีเรดบูลได้ เพราะว่าไปแล้ว เรดบูลไม่ใช่แค่เป็นผู้สร้าง Category ใหม่ให้เกิดขึ้นบนโลกเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างมาตรฐานของตลาดนี้ขึ้นมา ขณะที่การทำการตลาดที่เป็น โกลบอล มาร์เก็ตติ้ง และมี Unique ทำให้ เรดบูลค่อนข้างจะแข็งแกร่งจนตีได้ลำบาก

อีกจุดหนึ่งที่ทำให้คู่แข่งอย่างโค้กและเป๊ปซี่ ไม่สามารถเข้ามาแชร์ตลาดได้มากนักก็คือ การขาด Unique โค้กลงตลาดด้วยการส่งหลากหลายแบรนด์ เพื่อทำตลาดแต่ละพื้นที่ เช่น แบรนด์ เบิร์น ในประเทศออสเตรเลีย และแบรนด์ ลิฟท์ ในเอเชีย เป็นต้น ขณะที่เรดบูลเอง วางตลาดในทั่วโลกภายใต้แบรนด์ เรดบูล เพียงแบรนด์เดียว การทำตลาดจึงมีเอกภาพมากกว่า

ถ้าเทียบเส้นทางเดินระหว่างโค้ก เป๊ปซี่ กับเรดบูลแล้ว จะเห็นได้ว่าต่างกันสิ้นเชิง เพราะทั้งโค้กและเป๊ปซี่ต่างก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งศตวรรษในการก้าวสู่การเป็น World Class Brand ที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ขณะที่เรดบูลเองกลับใช้เวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษดีนัก ก็สามารถเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

เรดบูล สู่กระทิงแดง               

หลายคนจะสงสัยว่า เรดบูล เป็นแบรนด์ของคนไทยหรือคนออสเตรียกันแน่ เพราะเวลาอ่านข่าวเจอทีไร ก็มักจะพบว่า แบรนด์นี้ถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดโลกโดยบริษัทสัญชาติออสเตรีย ซึ่งครั้งหนึ่งผู้บริหารของกระทิงแดงเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า  เป็นความตั้งใจของคุณเฉลียว ที่ต้องการให้ภาพออกมาอย่างนั้น เพราะในอดีตถ้าเป็นสินค้าจากประเทศไทย การยอมรับจากทั่วโลกจะเกิดได้ยาก ขณะที่ถ้ามีภาพของความเป็น International จะทำได้ง่ายกว่า นั่นคือเหตุผลว่า ทำไม จึงต้องเริ่มต้นจากออสเตรีย

ความสำเร็จที่สะท้อนกลับเข้ามาในการทำตลาดภายในประเทศนั้น  นอกจากการสื่อสารผ่านข้อความที่ว่า “กระทิงแดงของไทย มีขายในทั่วโลก” ซึ่งเป็น Theme ของการสื่อสารการตลาดในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว กระทิงแดงยังมีการนำภาพของความเป็น World Class Brand มาช่วยในการทำตลาดกับเรดบูล เอ็กซ์ตร้า ซึ่งเป็นการสร้าง New Segment New Target กับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นวัยรุ่น กลยุทธ์การตลาดที่เป็นโกลบอล ถูกนำมาใช้ในการสร้างตลาดเรดบูล เอ็กซ์ตร้า Energy Drink ในแพ็กเกจจิ้งกระป๋อง

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาพแวดล้อมของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในบ้านเราเปลี่ยนไป กระทิงแดงก็ต้องเปลี่ยนตาม กลยุทธ์ล่าสุดที่ถูกนำเสนอออกมาจึงเป็นความพยายามในการขยายฐานการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะมีทั้งการใช้โปรดักต์เดิม แต่เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารใหม่ และการใช้โปรดักต์ใหม่ เพื่อจับกลุ่มคนดื่มใหม่ๆ อาทิ ตัวเรดดี้ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งใหม่สำหรับค่ายเครื่องดื่มชูกำลัง ที่สร้างการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ด้วยการขยายกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เครื่องดื่มชูกำลังยังไม่ได้เข้าถึง รวมถึงตัวเรดดี้ ซ่าส์ ที่อัดคาร์บอเนต เพื่อจับกลุ่มคนที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มในสไตล์ของน้ำอัดลม เป็นต้น                 

บัญญัติ 4 ประการ

สร้างแบรนด์กระทิงแดง

ความมั่นคงในวิถีปฏิบัติของการสร้างแบรนด์ที่ถูกบัญญัติไว้เป็นแม่บทที่กระทิงแดงยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ต้น มีส่วนอย่างมากในการทำให้แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังของไทยแบรนด์นี้ กลายเป็นแบรนด์ที่โด่งดังไปทั่วโลก เนื่องจากคุณเฉลียว อยู่วิทยา จะยึดแนวทางการปฏิบัติที่เปรียบเสมือน บทบัญญัติของการสร้างแบรนด์กระทิงแดงไว้ตั้งแต่เริ่มต้นจนแม้แบรนด์นี้จะเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติแบบเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งผู้เขียนสรุปบทบทบัญญัติ ในสร้างแบรนด์กระทิงแดง ออกมาเป็นข้อๆ คือ

บทบัญญัติแรก รับฟังผู้บริโภค เพื่อรับรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของเขา ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่กระทิงแดงยึดมาตั้งแต่ต้น เหมือนอย่างที่คุณเฉลียวนำกระทิงแดงไปให้กลุ่มเป้าหมายที่ขับรถบรรทุกได้ทดลองชิมก่อนที่จะวางตลาดจริง เพื่อที่จะสามารถปรับให้สินค้าเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจริงๆ

บทบัญญัติที่ 2  ยืดหยุ่นและมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตลาด เป็นข้อแตกต่างของกระทิงแดงกับแบรนด์ระดับโลกหลายๆ แบรนด์ที่มักจะยึดในรูปแบบเดียวกันในการทำตลาดในทั่วโลก แต่กระทิงแดงจะมีการปรับให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ อย่างในยุโรป และอเมริกา เรดบูลเป็นเครื่องดื่มที่อัดคาร์บอเนตตามความ ชอบของคนดื่ม ขณะที่ในไทยและเอเชีย กระทิงแดง ไม่มีการอัดคาร์บอเนต เพราะคนในย่านนี้ ไม่นิยมดื่มแบบอัดคาร์บอเนตแบบนั้น เป็นต้น

บทบัญญัติที่ 3 ตอบโจทย์ในเรื่องของคุณประโยชน์ของสินค้า ให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่าเป็นสินค้าประเภทไหน พร้อมตอกย้ำอย่างต่อเนื่องถึงคุณค่าจากฟังก์ชันนั่ลของสินค้าที่จะได้รับ ซึ่งการเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ของสินค้านี้ กลายเป็นการฝังการรับรู้ของผู้บริโภคถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้าที่แม้ในช่วงหลังมานี้จะโดนข้อจำกัดในเรื่องของการสื่อสารการตลาดทำให้ไม่สามารถพูดถึงรายละเอียดของตัวสินค้าได้มากนัก แต่ด้วยการเน้นย้ำถึงฟังก์ชันนั่ลของสินค้ามาตั้งแต่ต้นและผู้บริโภคก็มี Experience กับเรื่องที่ตอกย้ำมานาน ทำให้กลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งในการแข่งขัน   

บทบัญญัติสุดท้าย เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำที่พร้อมจะเดินหน้าต่อไป ยกตัวอย่างเช่น การเป็นรายแรกที่ให้ความร่วมมือกับ อ.ย.ในการยกเลิกการจัดรายการโปรโมชั่นใต้ฝา แล้วหันมาทำในเรื่องของแบรนด์อย่างจริงจัง ที่แม้ในช่วงแรกจะมีผลต่อยอดขาย แต่ในท้ายที่สุดก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดหันมาพูดถึงเรื่องแบรนด์มากกว่าการใช้โปรโมชั่นเข้ามาผลักดันเหมือนเช่นในอดีต

บทบัญญัติที่กระทิงแดงวางไว้ ถูกนำมาใช้ในการทำตลาดทั้งในและนอกประเทศจนกลายเป็นไบเบิ้ลสำคัญที่มีส่วนต่อความสำเร็จของแบรนด์นี้.....   

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.