Wongnai กับจุดเช็คพอยท์บนเส้นทางTech Company สัญชาติไทย จี้ติดบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติยักษ์ใหญ่

Dec 03, 2019 -None-

คนไทยมีการติดตั้งแอพพลิเคชั่นในมือถือเฉลี่ยคนละ 32 แอพ[1] โดยจำนวนครึ่งหนึ่งเป็นแอพที่เลือกติดตั้งเอง และในจำนวนนั้นมีเฉลี่ยเพียง 8 แอพ  เท่านั้นที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวัน

นี่คือขนาดของสมรภูมิที่บริษัทผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างกำลังบุกเพื่อเป็นหนึ่งใน 8 แอพ  บนสมาร์ทโฟนของคนไทย แต่… สัดส่วนของสมรภูมินี้ถูกท้าทายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคมีพื้นที่จำกัดและยังถูกจับจองไปก่อนแล้วโดยแอพโซเชียล มีเดีย, เกม และแอพสำหรับส่งข้อความ ซึ่งเป็นแอพที่มีสถิติความถี่ในการใช้งานสูงสุดและมีความจำเป็นในการใช้ชีวิตของคนยุคนี้ นั่นคือการเชื่อมต่อกับผู้อื่นและการเล่นเพื่อความบันเทิง

เพราะฉะนั้น พื้นที่ที่เหลืออยู่คือความท้าทายของ Lifestyle App อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Banking, Retail หรือ Search & Review ที่จะต้องช่วงชิงเวลาของผู้บริโภคและกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่ง Wongnai คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่ลงสนามนี้

ท่ามกลางคู่แข่งมากมายทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะแอพต่างประเทศที่มีจุดแข็งคือเรื่องเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าซึ่งมาจากมันสมองของทีมวิศวกรซอฟต์แวร์เก่งๆ ในบริษัทที่มีจำนวนมาก จุดนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้ Wongnai ต้องเร่งฝีเท้าจี้ติดบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ สำหรับบทความนี้ บอย-ภัทราวุธ ซื่อสัตยาศิลป์ Chief Technology Officer หนึ่งในผู้กุมบังเหียนทีมเทคโนโลยีของ Wongnai จะมาเล่าให้ฟังถึงจุดเช็คพอยท์บนเส้นทาง Tech Company สัญชาติไทย เพื่อเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ที่ดีและแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้กับคนไทยด้วยเทคโนโลยีบนแอพ   

เทคโนโลยี AI เพิ่มความฉลาดของแอพ  ตอบโจทย์ผู้ชอบอ่านรีวิวและดูรูปภาพ

เป้าหมายของ Wongnai คือการครองใจผู้ใช้งาน แอพ จึงต้องถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มความสามารถและการนำเสนอเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันกับแอพ จากบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ พร้อมกับสร้างความแตกต่างขึ้นมาให้เกิดการได้เปรียบด้วยเช่นกัน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทีมผู้พัฒนาได้มีการนำเทคโนโลยี AI ในหลายๆ ด้านมาใช้ควบคู่กับคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีอยู่ อย่างรูปภาพและรีวิวจากผู้ใช้งานจริงซึ่งเป็นจุดเด่นของ Wongnai เพื่อช่วยทำให้ประสบการณ์การค้นหาร้านของผู้ใช้ดีขึ้น ใช้เวลาการตัดสินใจเลือกร้านสั้นลง โดยไม่จำกัดแค่การปรับปรุงอัลกอริทึมในการจัดอันดับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงการแสดงผลในทุกส่วน ซึ่งหากได้เห็นถึงเบื้องหลังว่ากว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ขึ้นมาแสดงบนหน้าจอต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง หลายคนคงต้องประทับใจว่ามี Tech Company ของไทยที่สามารถนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาใช้อย่างเหมาะสมและใช้งานได้จริง

ยกตัวอย่าง การแสดงผลการค้นหาร้าน ซึ่งเป็นหน้าสำคัญที่ผู้ใช้งานใช้เปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกร้านที่อยากไปทานหรือร้านที่อยากสั่งอาหารมาทานในยุคที่การสั่งอาหารกลายเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคอย่างมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยในการเลือกร้านแล้วพบว่าเรตติ้งของร้านไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่สำคัญ ร้านที่มีรูปอาหารที่สะดุดตา บรรยากาศดี ถึงแม้เรตติ้งจะไม่ดีแต่บางครั้งก็ทำให้อยากไปลอง ในขณะเดียวกัน ร้านที่อาหารอร่อยแต่รูปที่นำมาแสดงไม่สวยหรือไม่น่าดึงดูดก็อาจจะข้ามร้านนั้นไปเช่นกัน รูปภาพที่แสดงในผลการค้นหาจึงมีส่วนสำคัญมากในการตัดสินใจเลือกร้าน จึงเป็นที่มาของโจทย์ว่าจะทำอย่างไรให้ร้านอาหารจำนวนกว่า 2 แสนร้านบน Wongnai มีภาพไฮไลท์ที่สวย ดึงความน่าสนใจ และสามารถอธิบายร้านได้ดีที่สุดขึ้นมาแสดงได้ ทำให้ผู้ใช้แอพ สามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ผู้ใช้แอพ เท่านั้นแต่ยังรวมถึงตัวร้านอาหารเองอีกด้วย

เบื้องหลังการแก้ปัญหานี้ทีมงานใช้วิธีสร้าง AI มาวิเคราะห์ความ “สวย” ของรูปภาพในสายตาคนหมู่มาก ผ่านตัวบ่งชี้นิยามความสวยของภาพจากคลังรูปภาพบน Wongnai เพื่อหารูปที่มีความกลมกล่อมทั้งสีสันของภาพ การจัดวางองค์ประกอบของภาพ การตัดกันของสี และความชัดลึก-ชัดตื้น จนได้โมเดลคณิตศาสตร์ที่สามารถคัดสรรรูปภาพที่เหมาะจะเป็นไฮไลท์ให้กับร้านอาหารมากที่สุดสำหรับร้านจำนวนหลักแสนร้านได้โดยอัตโนมัติและไม่ต้องใช้คนในการคัดรูปอีกต่อไป

นอกจาก AI ที่มาช่วยเลือกรูปภาพไฮไลท์ของร้านแล้ว ข้อมูลตัวหนังสืออย่าง “รีวิว” ก็เป็นข้อมูลอีกประเภทที่มีจำนวนมากและเป็นจุดเด่นของ Wongnai ที่ผู้ใช้งานหลายคนเข้ามาอ่านก่อนตัดสินใจ ซึ่งเนื้อหารีวิวมีทั้งสั้นอ่านจบได้อย่างรวดเร็ว และเนื้อหายาวที่อธิบายร้านในหลายๆ ด้านแต่ต้องใช้เวลาอ่าน แน่นอนว่าผู้ใช้งานไม่อยากเสียเวลามากเกินไปในการทำความรู้จักร้าน โดยเฉพาะเมื่อลูกค้านั่งอยู่ที่ร้านแล้ว

ทีมงานจึงตัดสินใจสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อช่วยดึงเอาข้อมูลสำคัญที่คนพูดถึงบ่อยออกมาจากรีวิว ผู้ใช้แอพ เพียงกวาดสายตาอ่านคำเหล่านี้ก็สามารถเห็นสิ่งที่น่าสนใจของร้านได้ทันที ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคำว่า “เยอะมาก”​ ถูกพูดถึงในหลายรีวิวก็เป็นไปได้ว่าร้านนั้นเสิร์ฟอาหารจานใหญ่ ทั้งนี้ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ต่อ จริงๆ แล้วเทคโนโลยีแบบเดียวกันนี้สามารถเห็นได้จากเว็บไซต์ขนาดใหญ่อย่างเช่น Amazon, TripAdvisor แต่จะไม่ค่อยเห็นในแอพ ของคนไทยเท่าไหร่เนื่องจากจำเป็นต้องลงทุนค่อนข้างมากในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Natural Language Processing (NLP) เพื่อให้ทำงานกับภาษาไทยและข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งหากสิ่งนี้ไม่ใช่โฟกัสหลักของผลิตภัณฑ์ก็อาจจะไม่คุ้มค่า แต่สำหรับ Wongnai มองว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานี้จะช่วยมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้แอพ ได้ และยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาในส่วนอื่นๆ ได้อีกมากจึงลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของการพัฒนาแอพ  Wongnai ที่ใช้ทีมงานวิศวกรคนไทยช่วยกันนำเทคโนโลยี AI มาเสริมการทำงานของแอพให้ทำงานได้ดีขึ้น เกิดเป็นประสบการณ์การใช้งานใหม่ๆ ทัดเทียมกับแอพยักษ์ใหญ่จากต่างชาติที่อาจจะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนทับซ้อนกันอยู่ การเลือกนำเอาจุดเด่นที่ Wongnai มีอย่างรีวิวและรูปภาพมาพัฒนาต่อยอดจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบได้เป็นอย่างดี

Tech Talent ระดับแนวหน้า กับจุดแข็งที่เหนือกว่าคือความเข้าใจ Local อย่างแท้จริง

กองทัพสำคัญในการปลุกปั้นบริการบนแอพ คือ Tech Talent ในประเทศที่ ณ ตอนนี้มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีหลายแขนงมาพัฒนาสิ่งที่ตอบโจทย์คนไทยมากที่สุด อย่างไรก็ตามแค่ความรู้และทักษะอาจไม่เพียงพอ แต่จุดที่ทำให้ Thai Tech Talent แข็งแกร่งกว่าต่างชาติคือความเข้าใจวัฒนธรรม ภาษา และพฤติกรรมของคนไทยได้ดีที่สุด

“สิ่งที่ Wongnai มองเห็นและมองหาอยู่ตลอด คือ ‘ความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี’ ของ Tech Talent ไทยรุ่นใหม่ นอกจากเรื่องทักษะและความรู้เฉพาะด้านแล้ว ความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กัน ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทย ผมได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้ และผมเชื่อว่าคนเหล่านี้จะเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำให้เราผ่านจุดเช็คพอยท์ใหม่ๆ ที่เข้าใกล้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากต่างชาติมากขึ้น เป้าหมายที่จะเป็นซูเปอร์ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มสำหรับคนไทยกำลังใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าทีมงานทุกคนจะภูมิใจมากที่จะบอกทุกคนว่าแอพ นี้ Made in Thailand” ภัทราวุธ สรุป


[1] ผลสำรวจในหัวข้อ “Mobile App Usage Study” โดย Google และ TNS ออสเตรเลีย โดยสำรวจพฤติกรรมการใช้งานแอพพลิเคชั่นของคนไทย ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,000 คน อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 18-65 ปี

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.