3,655
VIEWS

ทดสอบสนามจริง 5G กับไชน่า โมบายล์ โอเปอเรเตอร์ระดับแนวหน้าของโลก

Nov 26, 2019 S.Vutikorn

กลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น และไชน่า โมบายล์นั้นเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กันมาตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2557 แล้ว จากการที่ไชน่า โมบายล์ เข้ามาถือหุ้นในกลุ่มทรูคิดเป็น 18% ด้วยมูลค่าประมาณ 28,600 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มทรูได้ประกาศความร่วมมือกับไชน่า โมบายล์ ในการพัฒนาระบบสื่อสาร 5G ในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนความร่วมมือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เริ่มต้นมาเมื่อ 5 ปีก่อน

ความร่วมมือครั้งนี้ จึงถือเป็นการฉลองครบรอบ 5 ปี ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มทรูและไชน่าโมบายล์ อีกด้วย

เพื่อให้เข้าใจถึงพัฒนาการของระบบ 5G ซึ่งมีความซับซ้อนกว่า 4G หลายเท่า กลุ่มทรูได้มีการเชิญสื่อมวลชนจากประเทศไทยไปสัมผัส Use Case จริงที่ใช้เทคโนโลยี 5G ของพันธมิตรรายสำคัญอย่างไชน่าโมบายล์ ที่เมืองเฉิงตู และเซี่ยงไฮ้ ในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

 

5G Next Chapter

ก่อนจะลงลึกไปถึง Use Case ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า 5G มีความสำคัญกับธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมอย่างไร และการเปิดให้บริการของ 5G ในไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจากการประมูลคลื่นและเปิดให้บริการได้ในปีหน้านั้น

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร?

ความเป็นจริง 5G หรือ 5th Generation คือการอัพเกรดระบบสื่อสารขึ้นมาจาก 4G เพียงแต่ว่าพัฒนาการในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างมหาศาล

ในภาพรวมประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไปแบบเต็มๆ ก็คือ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่เฉลี่ยแล้วมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นกว่าระบบ 4G ถึง 20 เท่า

หลักๆ แล้วการใช้งานของ 5G สามารถแบ่งได้เป็น 3 แกนหลัก คือ

1. Enhanced Mobile Broadband (eMBB) เป็นการใช้งานในลักษณะที่ต้องการการส่ง ข้อมูลความเร็วสูงในระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งการใช้งานลักษณะนี้ตอบสนองความต้องการการส่ง และรับข้อมูลที่มีปริมาณมากขึ้น

ความเร็วที่เพิ่มมากขึ้นนี้มีหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการอัพเกรดนี้ อาทิ อุตสาหกรรมผลิตคอนเทนต์ อาทิ เกมมือถือ ความเร็วของ 5G และความหน่วงที่ลดลงจะทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเพิ่มลูกเล่นและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สมจริง อาทิ AR และ VR ให้กับผู้เล่นเกมในหลายรูปแบบ

2. Massive Machine Type Communications (mMTC) เป็นการใช้งานที่มีการเชื่อมต่อของ อุปกรณ์จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน โดยมีปริมาณมากถึงระดับล้านอุปกรณ์ต่อตารางกิโลเมตร การส่งข้อมูลของอุปกรณ์ในการใช้งานลักษณะนี้ จะเป็นการส่งข้อมูลปริมาณน้อยๆ ที่ไม่ต้องการความเร็วสูง หรือความหน่วงเวลาต่ำ อุปกรณ์โดยทั่วไปมีราคาถูก และมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่มากกว่าอุปกรณ์ทั่วไป ซึ่งความสามารถของ 5G จะทำให้อุปกรณ์ IoT ทำงานได้ดีและนานขึ้น

3. Ultra-reliable and Low Latency Communications (URLLC) คือการใช้งานที่ต้องการ ความสามารถในการส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงเวลา (Latency) หรือความหน่วงในการ ส่งข้อมูลต่ำในระดับ 1 มิลลิวินาที ความสามารถนี้เหมาะกับการใช้งานระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง (Critical Application) เช่น การผ่าตัดทางไกล การควบคุมเครื่องจักรในโรงงาน หรือการควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

แม้ว่าในระยะแรกของ 5G กลุ่มที่ได้ประโยชน์ ก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมหรือ Use Cases แบบ Vertical แต่เอาเข้าจริงๆ ปลายทางอย่างผู้บริโภคก็ได้รับประโยชน์ไม่แพ้กันในระยะยาว เพราะการสื่อสารที่ทำได้รวดเร็วขึ้น ทำให้คนทั่วไปสามารถรับถึงข้อมูลในคุณภาพที่ดีขึ้น ซึ่งมาตรฐานการรับชมคอนเท้นต์ของ 5G ก็คงหนีไม่พ้นความชัดระดับ 4K

ที่สำคัญคือ 5G มี latency หรือ ค่าความหน่วงต่ำ ใช้เวลาในการตอบสนองต่อการรับ-ส่งสัญญาณที่น้อยกว่า 4G ถึง 10 เท่า เหมาะกับการใช้งานแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากกับภาคธุรกิจ

 

ไชน่า โมบายล์

กลุ่มไชน่า โมบายล์ ถือเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และของโลกทั้งในแง่ของเครือข่ายและฐานผู้ใช้งาน โดยปัจจุบันนี้มีคนจีนกว่า 925 ล้านคน เป็นลูกค้าของกลุ่มไชน่า โมบายล์ ในส่วนของเครือข่ายไชน่า โมบายล์ มีสถานีฐานมากกว่า 2,400,000 สถานี ครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศจีน

ในตลาดโลกกลุ่มไชน่า โมบายล์ ทำธุรกิจผ่านบริษัทลูก คือ บริษัทไชน่า โมบายล์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CMI) โดยในปัจจุบันซีเอ็มไอมีธุรกิจอยู่ใน 22 ประเทศในทุกภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการร่วมทุนกับกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น

กลับมาที่ประเทศจีน...

ปัจจุบันนี้ ประเทศจีนมีการแบ่งการปกครองเป็น 22 มณฑล ซึ่งทริปนี้คณะผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมกิจการและศูนย์วิจัยของไชน่า โมบายล์ ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน (Sichuan)

มลฑลเสฉวนปัจจุบันมีประชากรประมาณ 84 ล้านคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของไทยที่มีประมาณ 69 ล้านคน ก็ประมาณว่า 1 มณฑลของประเทศจีนจะมีตลาดเทียบเท่ากับประเทศไทยทั้งประเทศ

ที่สำคัญคือ เฉิงตู เพิ่งจะเปิดให้บริการ 5G อย่างเป็นทางการไปไม่กี่วันก่อนที่คณะผู้สื่อข่าวจะเดินทางไป

เพราะฉะนั้น ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกลยุทธ์การเปิดตัว รวมถึง Use Case ของ 5G ในระดับมณฑลของไชน่า โมบายล์ จึงน่าสนใจและมีอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย

 

 

ดร.นริศ รังษีนพมาศ ที่ปรึกษาด้านเทคนิค บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้อธิบายถึงความร่วมมือระหว่าง 2 องค์กรให้เห็นภาพว่า นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กลุ่มทรู และไชน่า โมบายล์ มีการร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ให้กันมาตลอด โดยสามารถสรุปความร่วมมือได้เป็น 6 เรื่องสำคัญ คือ

1. ผลิตภัณฑ์, บริการเสริม, คอนเทนต์

2. ธุรกิจระหว่างประเทศ

 3. เครือข่าย

4. การจัดซื้อดีไวซ์

5. การจัดซื้อทั่วไป

6. ทรัพยากรบุคคล

“ผมยกตัวอย่างเรื่องของ Network หลังการร่วมทุนเราสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้เรื่องกลยุทธ์การตลาด หรือเรื่องวิธีการในการเลือกวางระบบ Network รวมถึงความรู้ทางด้านเทคนิคอื่นๆ มากมาย หรือจะเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง การมีพันธมิตรอย่างไชน่า โมบายล์ ทำให้กลุ่มทรูมีความสามารถในการต่อรองที่มากกว่าค่ายอื่นๆ

เรื่อง Device ทุกวันนี้เราก็รู้อยู่ว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ล้วนผลิตในประเทศจีน ซึ่งเวลาไชน่า โมบายล์ ดีลเรื่องการผลิตมือถือในแต่ละรุ่น จะดีลในปริมาณมหาศาล ความร่วมมือตรงนี้สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ สมัยก่อนทรูมีทำมือถือ House Brand บางรุ่นที่เราจำหน่ายก็เป็นรุ่นเดียวกับที่ทางไชน่า โมบายล์ ผลิตขึ้นมาเพื่อป้อนตลาด ซึ่งกลยุทธ์นี้เรายังคงต้องใช้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงการเปิดตัวการให้บริการของระบบ 5G ด้วยเช่นกัน”

 

5G Use Case

ความเป็นจริงทางไชน่า โมบายล์ เริ่มมีการวางระบบและทดสอบ 5G มาพักใหญ่แล้ว ก่อนที่จะมีการเปิดตัวการให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันมานี้

การวางระบบเครือข่าย 5G ของไชน่า โมบายล์ นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นติดตั้งสถานีฐานในเขตชุมชนที่หนาแน่น อาทิ แหล่งท่องเที่ยว, ศูนย์การค้า, โรงแรม, มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาล, สนามบิน, สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ฯลฯ โดยอาศัยข้อมูลที่ Big Data ที่เก็บมาตั้งแต่เป็นระบบ 4G โดยขณะนี้ทางไชน่า โมบายล์ เริ่มมีการขยายเน็ตเวิร์คไปแล้วประมาณ 40 เมือง ซึ่งแผนการขยายเน็ตเวิร์ค 5G ก็คงทยอยเผยแพร่ออกมาเรื่อยๆ

ในวันที่คณะสื่อมวลชนมีโอกาสได้ไปทดสอบสัญญาณที่สถานีรถไฟใต้ดินในย่านใจกลางเมือง ก็พบว่าความเร็วของการดาวน์โหลดเฉลี่ยแล้วสามารถทำได้ราวๆ  700 ไปจนถึง 1,000 Mbps ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับ 4G

แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องของความเร็วก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง Use Case ที่จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในทริปนี้ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้เห็น Use Case ที่ถูกนำมาใช้จริงและ Case ที่กำลังพัฒนาอยู่ในห้องทดลองในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น

ในอุตสาหกรรมการเงินและธนาคารก็มีการนำเอาระบบ AI และ Big Data เข้ามาใช้เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการบริการลูกค้า

ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เมืองจีนก็เริ่มมีการนำเอา 5G มาประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อความรวดเร็วและความปลอดภัย ด้วยการให้คนงานเหมืองแร่ขับรถผ่านเทคโนโลยีสื่อสารจากห้องคอนโทรลในส่วนกลางที่มีความหน่วงต่ำทำให้มีความแม่นยำสูง

ในอุตสาหกรรมการเกษตรก็เริ่มมีการเอาระบบโดรนกับ AI เข้ามาผสมผสานกันเพื่อทำการเกษตรโดยสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของฟาร์มพืชที่ปลูกและฟาร์มปศุสัตว์ได้แม่นยำมากขึ้น

ในอุตสาหกรรม Content ก็สามารถเพิ่มลูกเล่นและรายละเอียดของ Content ในหลายประเภท เพื่อสร้างสีสันและความบันเทิงมากขึ้น

ในอุตสาหกรรมการแพทย์ก็มีการใช้ระบบ 5G มาประยุกต์ในการรักษาคนไข้ทั้งส่วนที่เป็นเคสทั่วไป เช่น ให้คำปรึกษา, การแนะนำ ไปจนถึงเคสใหญ่ เช่น การให้คำแนะนำระหว่างผ่าตัดเป็นต้น

ในงานสาธารณภัยปัจจุบันก็เริ่มมีการนำเอา 5G ไปประยุกต์ใช้ด้วยการติดตั้งกล้อง, อุปกรณ์สื่อสาร และ SIM เข้าไปในหมวกนิรภัย เพื่อที่ส่วนกลางสามารถเห็นภาพสดขณะออกปฏิบัติงานเพื่อที่จะให้คำแนะนำและวางแผนได้

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการนำเอา 5G เข้ามาประยุกต์ใช้ในแต่ละอุตสาหกรรมในประเทศจีนที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว

 

ดร.กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่ได้ดูในทริปนี้หลายเรื่องที่นำกลับไปใช้ในประเทศไทยได้ โดยบางเรื่องก็ไม่ได้ต่างกับสิ่งที่ทางกลุ่มทรูคาดการณ์ไว้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยเห็นสิ่งที่เป็นรูปประธรรมเราอยากเห็นอยู่แล้วว่า 5G จะเป็นประโยชน์อะไรกับแต่ละอุตสาหกรรมต่างๆ

“อย่างในเรื่องของ Smart City เราได้เห็นระบบป้องกันเกี่ยวกับทางด้านสาธารณภัย ได้เห็นในเรื่องของ Smart Security ได้เห็นการแชร์ข้อมูลแบบทันทีทันใดได้เห็นการเจาะข้อมูลในระดับบุคคลซึ่งเป็นประโยชน์กับเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัยของเมืองต่างๆ เราได้เห็นในเรื่องของการแก้ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

ในเรื่องของระบบสาธารณสุขก็เป็นเรื่องสำคัญในเรื่องของการแพทย์แล้วก็เห็นอยู่แล้วว่าบุคลากรทางการแพทย์มีค่อนข้างจำกัด ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย แต่เป็นทั่วโลก เพราะฉะนั้นระบบสาธารณสุขและการแพทย์เน็ตเวิร์คของ 5G จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำให้หมอเก่งๆ ที่อยู่ในเมืองใหญ่สามารถช่วยแก้ปัญหาชุมชนต่างๆ ที่อยู่รอบนอกประเทศได้ แม้กระทั่งเรื่องการเอา 5G ไปติดตั้งในรถพยาบาลเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เช่น โรคหลอดเลือดสมองสามารถทำให้หมอได้เห็น Case คนไข้แบบ Real Time และสามารถให้คำแนะนำได้ทันที ตรงนี้ 5G จะมีบทบาทที่สำคัญมาก”

 

5G Thailand

แม้ว่าเราจะใช้เทคโนโลยี 5G เดียวกันกับประเทศจีน แต่การเปิดให้บริการ 5G ของประเทศไทยกับจีนนั้นมีความแตกต่างกันในเรื่องของสัมปทาน กล่าว คือ ประเทศจีนใช้วิธีการให้สัมปทานกับผู้ประกอบการทุกรายแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ทุกโอเปอเรเตอร์ไม่ต้องลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งคลื่นความถี่ แต่ประเทศไทยนั้นใช้วิธีการให้ผู้ประกอบการยื่นซองประมูลคลื่น ซึ่งทำให้มีต้นทุนในการทำธุรกิจ 5G สูงกว่าประเทศจีน

“เรื่องการลงทุน 5G ของ China Mobile โมเดลการลงทุนจะไม่เหมือนกับประเทศไทย เพราะคลื่นความถี่ที่จีนผู้ประกอบการได้มาโดยไม่ต้องลงทุนในเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐบาลเห็นความสำคัญและต้องการขับเคลื่อน 5G ให้เป็น Case ของโลก เขามองว่า 5G เป็นเรื่องของ Infrastructure ของประเทศจริงๆ เพราะฉะนั้นเงินส่วนใหญ่จึงถูกลงทุนไปในเรื่องของ Use Case และการขยาย Network ไม่ต้องเสียค่าสัมปทานเหมือนกับบ้านเราเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนในประเทศ

ฉะนั้น การเกิดขึ้นของ 5G ในบ้านเราทางรัฐบาลอาจจะต้องดูตัวอย่างการเกิดของแต่ละประเทศ ไม่เช่นนั้นกำลังเงินจะต้องหมดไปกับการประมูลคลื่นแทนที่จะหมดไปกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อได้สินค้าที่ตอบโจทย์กับประเทศชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุขระบบสาธารณภัย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่ประเทศไทย ภาครัฐและภาคเอกชน ควรจะลงทุนในส่วนของ R&D มากกว่าส่วนของค่าสัมปทาน”

แม้ว่าจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันตามนโยบายของทางภาครัฐ แต่ทางผู้บริหารของกลุ่มทรูก็มองว่า การได้เป็นพันธมิตรกับทางกลุ่มไชน่า โมบายล์ นั้นสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในประเทศไทยได้ในหลายด้าน

ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คือ เรื่องของการจัดซื้ออุปกรณ์จำเป็นเพื่อมาติดตั้งในระบบ 5G

ตัวอย่าง เช่น การสั่งซื้ออุปกรณ์ติดตั้ง Network ซึ่งสเกลของการสั่งซื้อของไชน่า โมบายล์ นั้นพูดกันเป็นระดับแสนหรือล้านสถานี การเป็น Partner ทำให้กลุ่มทรูสามารถจัดซื้ออุปกรณ์ในราคาที่ต่ำกว่ามาตรฐานได้มากพอสมควร

“ความได้เปรียบของเราจึงมี 3 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องของราคาเรื่องของกลยุทธ์ และเรื่องของเทคโนโลยี ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่เกิดขึ้นหลังจากการร่วมมือกันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในเรื่องของความร่วมมือที่ทางจีนส่งคนมานั่งประจำในประเทศไทย เราขอคนจากทางไชน่า โมบายล์ 2 คน มาช่วยงาน ซึ่งเกิดประโยชน์มากๆ 2 คนแรกที่มีความเชี่ยววชาญเรื่องเน็ตเวิร์คตอนนี้กลับไปแล้ว เราขอ 2 คนใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องกลยุทธ์การตลาด ว่าเราจะต้องขายอะไรอย่างไรจะทำให้เกิดอย่างไร เพื่อรับทราบมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์     

ที่สำคัญคือ การทำ Monitor ว่าลงทุนไปแล้ว จะแปลงการลงทุนนั้นเป็นรายได้กับมาได้อย่างไร ทำอย่างไรถึงจะได้เงินกลับคืนมา ยกตัวอย่าง เช่น IoT ใครๆ ก็พูดถึง IoT พูดกันมาตั้งแต่ 3G, 4G จนจะเป็น 5G คำถาม ก็คือ IoT นี้ทำแล้วได้เงินจริงหรือไม่ อีกเรื่อง ก็คือ มาตรฐานในการทำ IoT ของไทยตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เราก็มาเห็นเคสจากทางไชน่า โมบายล์ ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้”

ในความคิดเห็นของผู้บริหารทรู การเกิดของ 5G ในประเทศไทย ก็น่าจะคล้ายกับประเทศจีน คือเริ่มต้นการให้บริการในเมืองหรือจังหวัดใหญ่ก่อน แล้วจึงตามด้วยจังหวัดรอง ส่วนการใช้งานก็จะเริ่มต้นกับภาคธุรกิจก่อน ส่วนประโยชน์ที่กลุ่มคอนซูเมอร์หรือลูกค้าทั่วไปจะได้รับก็จะมาจากการพัฒนาเซอร์วิสของแต่ละอุตสาหกรรมไป

“สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ตอนนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพ เพราะยังเป็นเรื่องของ Use Case ในอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่าคำว่าคนทั่วไปได้ใช้ไหม จะบอกว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่เพราะต่อให้เป็น Case ในอุตสาหกรรม อาทิ การแพทย์ก็เกี่ยวกับคนไข้ซึ่งก็คือ ผู้บริโภคอยู่ดี หรือจะเป็นเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุในบ้านก็เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคอยู่ดี                    

ในแง่ของงานสาธารณภัยก็ต้องคิดค้นตามลักษณะความต้องการของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยกับจีนก็แตกต่างกัน ตัวอย่าง เช่น ประเทศจีนมีพื้นดินไหวบ่อยเซ็นเซอร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหวก็อาจจะมีมากกว่าประเทศไทย เวลามีความเคลื่อนไหวอุปกรณ์ก็จะรีบแจ้งเตือนทันที ซึ่งก็เป็นการออกแบบตามความต้องการตามภูมิประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยอาจจะห่วงเรื่องของระดับน้ำ ห่วงเรื่องน้ำท่วมก็ต้องออกแบบการใช้งานเพื่อการจัดการน้ำที่ดี ซึ่งจะส่งผลกับเกษตรกรอีกทอดหนึ่ง คือเป็นการเอาเทคโนโลยีเข้าไปปรับใช้ให้ได้ผลกับทุกภาคส่วน”

เรียกว่า ความร่วมมือกับทางไชน่า โมบายล์ ทำให้กลุ่มทรูมีไกด์ไลน์ในการลงทุนระบบ 5G ที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และเรียนรู้ว่าจังหวะไหนควรจะลงทุน หรือควรจะลงทุนในลักษณะไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเกือบทุกครั้ง เรามักจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเสมอ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการเลือกวางกลยุทธ์ขององค์กร

คงพอจะจำกันได้ว่า ในช่วงที่เทคโนโลยีสื่อสารเปลี่ยนผ่านจาก 2.5G มาเป็น 3G, 4G กลุ่มทรูก็ทำสำเร็จมาแล้วในการเบียดคู่แข่งขันขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในท้องตลาด

ดังนั้น การมาของ 5G จึงเปรียบเสมือนรอยต่อที่ทุกค่ายมีโอกาสที่จะพลิกกระดานได้

เพราะฉะนั้น ในปีหน้า เราจะได้เห็นสงครามการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ในปีนี้เราเริ่มทยอยเห็นสงครามข่าวสารเกี่ยวกับ 5G ของผู้ประกอบการทั้ง 3 รายมาตลอดทั้งปี

งานนี้ คือการวัดกึ๋นอย่างแท้จริงว่าใครจะอ่านเกมได้ทะลุปรุโปร่งกว่ากัน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.