3,284
VIEWS

BAM ยื่นทำ IPO ย้ำจุดแข็งบริหารสินทรัพย์ใหญ่สุด เปิด 3 ยุทธศาสตร์มั่นใจพร้อมโตทุกสภาพเศรษฐกิจ

Oct 09, 2019 M.Pussapol

BAM  ย้ำมั่นใจศักยภาพระยะยาว หลังยื่น Filing ทำ IPO ด้วยสถานะบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่สุด ชี้จุดแข็งสร้างโอกาสธุรกิจได้ทุกภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ผสานนโยบายปันผลจูงใจ ผลักดันการเติบโตมั่นคงยั่งยืน

ทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)-BAM  ให้ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”)

หุ้นที่เสนอขายประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 280 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเดิมจำนวนไม่เกิน 1,255 ล้านหุ้น และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 230 ล้านหุ้น รวมทั้งสิ้นจำนวนไม่เกิน 1,765 ล้านหุ้น คิดเป็น 54.4 % ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (กรณีมีการใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัททั้งจำนวน)

ประธานกรรมการ BAM ให้ข้อมูลว่า เงินจากการระดมทุนจะนำไปขยายธุรกิจโดยซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในอนาคต ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ออกโดยบริษัท และ/หรือตั๋วเงินจ่ายที่ถึงกำหนด และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

“BAM เชื่อมั่นในศักยภาพ และจุดแข็งของบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี มีแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง”

 โดยผลประกอบการ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิต่อเนื่องปีละกว่า 4,500 ล้านบาท สินทรัพย์เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี มีเครือข่ายทั่วประเทศมากที่สุดรวม 26 แห่ง 

3 จุดเด่น 

ประธานกรรมการ BAM  ชี้ให้เห็นภาพที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งคือ  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์มีโอกาสเติบโตในทุกภาวะเศรษฐกิจ

ช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น ลูกค้าต้องการลงทุนเพิ่ม ก็เข้ามาหาทรัพย์สินของ BAM ก็ขายได้ราคา รวมถึงลูกหนี้มีศักยภาพชำระหนี้ สร้างรายได้ให้บริษัท

ช่วงเศรษฐกิจขาลง  บริษัทสามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้ในต้นทุนที่เหมาะสม

จุดเด่นอีกเรื่องที่นักลงทุนน่าจะสนใจคือ นโยบายจ่ายเงินปันผล  ที่ผ่านมา BAM  จ่ายสม่ำเสมอ มีนโยบายจ่ายอัตราไม่น้อยกว่า 40 %  ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ของงบการเงินเฉพาะกิจการ และภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย ช่วง 3 ปีหลัง (ปี 2559-2561) อัตราการจ่ายเงินปันผล อยู่ที่ 80.79% 97.77% และ 60% ตามลำดับ

 

โอกาสของ ธุรกิจหลัก

ธุรกิจการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในระบบธนาคารมีอัตราการเติบโต (CAGR) เฉลี่ย 12.8% ประกอบกับราคาประเมินที่ดินล่าสุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยโดยภาพรวมทั้งประเทศที่ 27.7% (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมธนารักษ์)

ประธานกรรมการ กล่าวว่า จากโอกาสทางธุรกิจข้างต้น BAM กำหนดยุทธศาสตร์สานต่อการเติบโต 3 ข้อ ประกอบด้วย  

1. ขยายฐานทรัพย์สิน  BAM ติดตามการขาย NPLs และ NPAs อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายสินทรัพย์ และ คัดเลือกสินทรัพย์ ที่มีศักยภาพสูง โดยใช้งบประมาณในเรื่องดังกล่าวปีละประมาณ 10,000-12,000 ล้านบาท  โดยบริษัทบริหารต้นทุนการได้มาซึ่งสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สมพร มูลศรีแก้ว กรรมการผู้จัดการใหญ่ ยกตัวอย่าง การบริหารจัดการ NPAs ว่า ต้องเป็น “ทรัพย์พร้อมอยู่ ที่ดินพร้อมใช้” BAM จะนำทรัพย์ที่มีศักยภาพมา Renovate ซึ่งไม่ใช่แค่ทาสี เปลี่ยนสีใหม่

“เรามีทีมออกแบบ เรียกว่าทีมโครงการพิเศษ ตอนนี้มีประมาณ 5-6 ทีม เรามีทั้งสถาปนิก และวิศวกร In Houseนอกจากนั้น เรายังนำเทคโนโลยี IOT ใส่เข้าไปในบ้านที่มีศักยภาพ ทั้งหมดนี้ก็เป็นช่องทางที่ทำให้เราขาย NPA ได้เร็ว”

 

นอกจากนั้น จากการที่บริษัทมีถึง 26 สาขาทั่วประเทศ มีพนักงานที่มีประสบการณ์สูง มีความเข้าใจในตลาดอย่างดี ทำให้ประเมินศักยภาพและราคาทรัพย์ได้แม่นยำ

“เราทำให้ลูกค้าเห็นว่า เราให้ความสำคัญกับทุกจุดที่ต้องมีการประสานงาน สำนักงานของเรามีการปรับปรุงให้เป็นศูนย์บริการเจรจาแก้ไขหนี้อย่างสะดวกสบาย และเป็นศูนย์จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ด้วย”

2. ลดระยะเวลาดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้ให้เร็วขึ้น BAM ให้ความสำคัญกับการเจรจากับลูกหนี้ ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และให้ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ตามกำลัง พร้อมกันนี้  ยังทำการตลาดเชิงรุกโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น เว็บไซต์ และช่องทาง Social Media ขององค์กร

3. การพัฒนาคนเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร   

ผลประกอบการโดดเด่น

สันธิษณ์ วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  ให้ข้อมูลว่า  BAM ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานต่อเนื่อง ปี 2561 มีกำไรสุทธิรวมที่ 5,202.02 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.58% จากปี 2560

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2562 บริษัทได้ปิดบัญชีเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ (NPLs) ซึ่งคำนวณจากมูลค่าต้นทุนการซื้อไปแล้ว 90,562.65 ล้านบาท โดยเรียกเก็บเงินสดได้จำนวน 122,931.74 ล้านบาท

 ปี 2561 BAM มีเงินสดรับจากธุรกิจ NPLs และ NPAs รวม 16,569.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ทำได้ 13,515.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น  22.59 %  มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 5,202.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ทำได้ 4,500.82 บาท หรือเพิ่มขึ้น 15.58 %

 

ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562 BAM มีเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้สุทธิ(NPLs)  74,482.33 ล้านบาท ซึ่งหลักประกันของลูกหนี้ดังกล่าวมีมูลค่าอิงตามราคาประเมิน1,187,875.26 ล้านบาท มีทรัพย์สินรอการขายสุทธิ (NPAs) 21,731.04 ล้านบาท โดยมีมูลค่าอิงตามราคาประเมิน(1)  50,287.17 ล้านบาท

ปัจจุบัน BAM มีทุนจดทะเบียน 16,225 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 3,245 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 5 บาท และมีทุนที่ออกและชำระแล้ว 13,675 ล้านบาท โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(“FIDF”) ถือหุ้น 99.99% ทั้งนี้ หลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ FIDF มีนโยบายถือหุ้นในสัดส่วนต่ำกว่า  50% แต่ไม่ต่ำกว่า 45%

ทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ สรุปว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ทำให้สามารถระดมทุนและเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น  มุ่งมั่นที่จะเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกหลักของประเทศในการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพต่อไป

“BAM ตั้งเป้าเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำที่ดีที่สุดในประเทศ ลูกค้าของเรามีทั้งธนาคารพาณิชย์ SME ลูกค้าบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็น NPL วิธีการที่เราทำ คือ ดูแลทุกคนเหมือนเป็นลูกค้าชั้นดี ทั้งหมดก็เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ”

 

 

กองทุน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.