6,763
VIEWS

คำต่อคำกับ “ฤทธิ์ ธีระโกเมน” “เอ็มเค กรุ๊ป จะเติบโตด้วยแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอที่แข็งแกร่ง”

Oct 08, 2019 R.Somboon

“การมีแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอที่แข็งแกร่ง เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจอาหาร ซึ่งกลยุทธ์การเติบโตของเอ็มเค กรุ๊ป จะมุ่งไปที่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ โดยการขยายการเติบโตจะมีตั้งแต่ การสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา การซื้อแฟรนไชส์ และการร่วมทุนกับแบรนด์ที่มีโอกาสในการเติบโตที่ดี และสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งกับแบรนด์ที่มีอยู่เดิม”

นั่นคือคำกล่าวของ ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่สะท้อนให้เห็นภาพ Strategic Growth ของเอ็มเค กรุ๊ป ได้เป็นอย่างดี โดยเขาบอกว่า การเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ต้องคำนึงถึงเรื่องของการสร้างผลตอบแทนทั้งตัวผู้ถือหุ้น และการตอบแทนให้กับสังคม การเติบโตด้วยการมีแบรนด์พอร์ต ฟอลิโอ ที่แข็งแกร่ง จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตได้แบบยั่งยืนในระยะยาว

คุณฤทธิ์ เปิดเผยถึงเบื้องหลังในการเข้าไปซื้อหุ้น 65% ของแหลมเจริญซีฟู้ด ว่า คือตัวอย่างหนึ่งที่เข้ามาตอบคำถามถึงกลยุทธ์การเติบโตของเอ็มค กรุ๊ป ได้เป็นอย่างดี เขาบอกว่า แนวคิดในการเข้าไปซื้อหุ้นครั้งนั้น เป็นการมองเห็นโอกาสทางการตลาดของร้านอาหารประภทซีฟู้ด ที่ในพอร์ตของเอ็มเค กรุ๊ป ยังขาดอยู่ โดยเขาบอกว่า การได้แบรนด์อย่างแหลมเจริญ ซีฟู้ด เข้ามารวมอยู่ในพอร์ตที่ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะแหลมเจริญซีฟู้ด เป็นแบรนด์ที่ยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมากจากสาขาในปัจจุบันที่มีอยู่ 26 สาขา

“เมื่อมองมาที่ตัวแบรนด์หลักคือเอ็มเค สุกี้ พบว่า มันเติบโตมานานแล้ว แม้ว่ายังมีการเติบโตที่ดีอยู่ แต่การได้แบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเสริม น่าจะทำให้การเติบโตในภาพรวมของทั้งกลุ่มมันออกมาดีขึ้น การเข้าไปซื้อหุ้นแหลมเจริญซีฟู้ดถือเป็นวิน วิน ที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เพราะตัวเจ้าของแบรนด์แหลมเจริญ ยังคงทำหน้าที่บริหาร โดยเอ็มเค กรุ๊ป จะเข้าไปช่วยเสริมระบบหลังบ้านให้แข็งแกร่งขึ้น สามารถรองรับการขยายสาขาได้แบบก้าวกระโดด รวมถึงเรื่องของการทำแบรนด์ ที่เอ็มเค กรุ๊ป มีความเชี่ยวชาญ และเรื่องของการเสริมบุคลากรที่จะเข้ามารองรับกับการขยายสาขาหลังจากนี้ไป”

ร้านอาหารประเภทซีฟู้ด ยังมีเทรนด์การเติบโตที่ดี โดยเฉพาะในเรื่องของการขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ เพราะอาหารประเภทนี้เป็นที่นิยมในแทบทุกประเทศ การมีระบบบริหารจัดการหลังบ้านที่ดีจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้ค่อนข้างมาก โดยเอ็มเค กรุ๊ป เอง หลังจากร่วมทุนทำโลจิสติกส์ที่เป็น “โคลด์ เชน” กับ เชน โค กรุ๊ป โฮลดิ้ง คัมปะนี จากประเทศญี่ปุ่น เป็นตัวเติมเต็มที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดการสินค้าที่ต้องคุมอุณภูมิได้เป็นอย่างดี โดยประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการขยายสาขาเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนในเรื่องของโลจิสติกสได้อีกด้วย

คุณฤทธิ์ บอกกับเราว่า หากมองมาที่พอร์ต ฟอลิโอของเอ็มเค กรุ๊ป แล้ว จะพบว่า ยังมีส่วนที่ต้องเติมเต็มอีก โดยเฉพาะในกลุ่มของร้านอาหารต่างประเทศที่ไม่ใช่ QSR. (Quick Service Restaurant) ยกตัวอย่างเช่น อาหารอิตาลี ที่ปัจจุบันคนไทยรู้จักอาหารประเภทนี้เป็นอย่างดี โดยสิ่งที่เอ็มเค กรุ๊ป มองก็คือ การหาแบรนด์ที่เหมาะสมกับการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ระดับกลาง โดยจะใช้ราคาที่สมเหตุ สมผล หรือจับต้องได้ เป็นแกนหลักในการเข้าตลาด

หากมองเข้ามาที่พอร์ตร้านอาหารของเอ็ม เค กรุ๊ป จะพบว่า มีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งสุกี้ อาหารญี่ปุ่น ซีฟู้ด และอาหารไทย   ไล่ตั้งแต่ตัวสุกี้ที่เอ็มเค สุกี้ เอง มีการขยายออกไปตั้งแต่ตัวเอ็มเคสุกี้ ที่จับกลุ่มเป้าหมายครอบครัว เอ็มเค โกลด์ เจาะลูกค้าระดับบน และเอ็มเค ไลฟ์ ที่เจาะคนรุ่นใหม่ โดยเอ็มเคสุกี้ มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศถึง 448 สาขา ขณะที่เอ็มเค โกลด์จะมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 6 สาขา และเอ็มเค ไลฟ์ อีก 4 สาขา

เช่นเดียวกับหมวดร้านอาหารญี่ปุ่น กลุ่มเอ็มเค มีร้านยาโยอิที่เปรียบเสมือน “สตาร์” ของกลุ่ม มีจำนวนสาขา 184 สาขา ร้านฮากะตะ 4 สาขา และร้านมิยาซากิ 26 สาขา

ที่น่าสนใจก็คือ เอ็มเค มีแบรนด์ร้านอาหารไทยอยู่ในเครือถึง 2 แบรนด์คือ เลอสยาม มีสาขารวม 3 สาขา และร้านอาหารไทย ณ สยาม อีก 1 สาขา

“ร้านอาหารแต่ละรูปแบบมันมีข้อดี และข้อเสียแตกต่างกันออกไป อย่างการซื้อแฟรนไชส์ แม้จะมีข้อดีที่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในเรื่องของการบริหารจัดการ และแบรนด์ แต่มันก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แถมยังมีข้อจำกัดในการขยายการเติบโตออกไปยังต่างประเทศ ขณะที่ร้านอาหารไทย ขึ้นอยู่กับแม่ครัว และเรื่องของราคาที่ไม่คงที่ ซึ่งเราต้องทำทุกรูปแบบที่ทำให้เติบโตได้ เพราะต้องคืนประโยชน์ให้กับทั้งผู้ถือหุ้น และสังคมไปพร้อมๆ กัน”

ในมุมของการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารนั้น คุณฤทธิ์ มองว่า การแข่งขันจะเข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดร้านอาหารมีการเติบโต ยิ่งผู้บริโภคมีทางเลือกมากๆ ก็ยิ่งจะเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องของการออกมาทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งการที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงตรงนั้นได้ ต้องสร้างทางเลือกให้พวกเขา การมีแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ ที่หลากหลายคือคำตอบในเรื่องนี้

คุณฤทธิ์ ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจร้านอาหารที่อยู่มาตั้งแต่ยุคแรกๆ ซึ่งเขาบอกว่า น่าจะเป็น “ Last Samurai” ของวงการนี้ เขาจึงเตรียมการที่จะรีไทร์เพื่อถอยไปเป็นที่ปรึกษา พร้อมกับเปิดทางให้รุ่นใหม่ๆ เข้ามาบริหารแทน โดยค่อยๆ เริ่มถอยมา 3 – 4 ปีแล้ว

“ที่เอ็มเค จะมีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ 7 ปี ซึ่งในช่วง 5 ปีหลังมานี้ ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก จากการเข้ามาของดิจิทัล ดิสรัปชั่น ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ให้พกวเราเข้ามานั่งแก้ว่ามันจะมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจร้านอาหารมากน้อยแค่ไหน อย่างเรื่องของเทคโนโลยี AI มาแน่ในอีกไม่ช้า เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลของลูกค้า ทำให้เรารู้ว่าลูกค้าแต่ละคนอยากกินอะไร เราสามารถตอบโจทย์ความต้องการแบบ Personalize ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเมนูที่มีอยู่ในร้านก็สั่งได้ เพราะเรามีระบบโลจิสติกส์ และข้อมูลของพวกเขาที่สามารถนำมาปรับใช้ได้”

คุณฤทธิ์ ทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันนี้ ไม่มีแล้วเรื่องของลองเทอม แพลนนิ่ง เป็นช็อต เทอม แพลน ทั้งหมด เพราะทุกอย่างมันมาเร็วมาก เมื่อมันมาเร็ว ก็ต้องฉกฉวยให้ไว สิ่งที่เอ็มเค กรุ๊ป ทำก็คือ การเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อไม่ให้เสียโอกาส โดยเรามีการเตรียมพร้อมเพื่อรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

“วิธีการหนึ่งก็คือการทำไฟแนนเชียลให้แข็งแรง มีเงินกองทุนเพื่อรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้น การมีกองทุนเพื่อเตรีมพร้อมนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเงิน แต่มีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่จะเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาล การมองในเรื่องของเซฟตี้ต่างๆ และที่สำคัญก็คือ การทำธุรกิจด้วยการคิดถึงสังคม ทำดีให้กับสังคม ซึ่งจะเป็นตัวซัพพอร์ตที่ดีเวลาที่เราเกิดวิกฤติ” 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.