44,254
VIEWS

กระทิง พูนผล “ถ้าคุณจะเปลี่ยน Culture องค์กร อย่างแรกคุณต้องเปลี่ยน Mindset ของ Leader”

Oct 07, 2019 S.Vutikorn

เรืองโรจน์ พูนผล หรือที่เราคุ้นเคยในชื่อ “กระทิง” ถือเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีท่านหนึ่งของไทย แถมยังพ่วงท้ายด้วยความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพราะมีพื้นฐานจากการที่เคยทำงานในกลุ่มสินค้า FMCG มา ก่อนจะผันตัวเข้าสู่วงการเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้ง 500 TukTuks กองทุนที่เปิดตัวขึ้นมาเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพของไทยให้ไปแจ้งเกิดในเวทีโลก

ต้นปีที่ผ่านมา คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งประธาน Kasikorn Business Technology Group หรือ KBTG หน่วยงานที่ดูแลด้านเทคโนโลยีของเครือธนาคารกสิกรไทย

การข้ามห้วยจาก Tech Company มาสู่ FinTech อย่าง KBTG ในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามไม่น้อย

BrandAge OnLINE มีโอกาสอัพเดทการทำงานของคุณกระทิงมาให้รับรู้กัน

กระทิง เริ่มต้นการสนทนาด้วยการเล่าถึงวัฒนธรรมองค์กรเดิมที่แข็งแรง และส่วนที่จะเข้ามาเริ่มให้ฟังว่า KBTG มีวัฒนธรรมองค์กรที่ Blend ระหว่างเทคโนโลยีกับความเป็นธนาคาร คือมีเรื่องของ Governance เข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุผลเพราะธุรกิจธนาคารทั้งหมดคือเรื่องของความเสี่ยง

“เรื่องของความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมาก เราเรียนรู้ว่าการทำเทคโนโลยีหลายๆ อย่าง เราต้องระมัดระวังกับมัน เพราะเราต้อง Protect ทั้งเงิน ทั้ง Protect ข้อมูลของลูกค้า และตอนหลัง Mobile Banking ก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้น พอเทคโนโลยีเข้ามาปุ๊บ เราต้องทำให้เกิด Speed หรือความเร็ว แต่ทำนองเดียวกัน ก็ต้องมีทั้ง Secure และ Stable ด้วย ซึ่งมันต้องเอาวิธีการใหม่ๆ ขึ้นมา

และอีกอย่างคือ เราไม่สามารถ Compromise เรื่องของกฎหมายได้ คือเราจะเห็นว่า หลายๆประเทศ เวลาเขาทำกฎหมาย หลาย Tech Startup ก็เรียนรู้ แต่บางรายก็ละเมิดกฎหมายไปก่อน เพราะกฎหมายตามไม่ทันโน่นนั่นนี่ สุดท้ายก็ต้องมาปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายอยู่ดี ดังนั้นเราเลยบอกว่า ปีนี้ Theme ของเรา คือ ทำยังไงให้ KBTG เป็น Technology Organization ที่แน่นอนว่า มันยังอยู่ในกรอบของทั้ง Regulation ให้ได้ คือทั้งใหญ่ เร็ว เสถียร และปลอดภัย นี่คือความยากมาก”

 

กระทิง ยังกล่าวเสริมอีกว่า KBTG มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมจากบุคลากรที่เก่ง เมื่อมารวมกับการลงทุนที่มีอย่างต่อเนื่อง คือปีละกว่า 5,000 ล้านบาท ก็ยิ่งทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

ส่วนเหตุผลที่กลุ่มธนาคารทั่วโลกต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอย่างมาก มีสาเหตุมาจากการเกิดคู่แข่งรายใหม่ที่ไม่ได้มาจากกลุ่มธนาคารด้วยกันเองหรือ Non-Bank ซึ่งจุดแข็งที่แตกต่างกัน

“ความตั้งใจของผม คือ Bring it to the Next Level คือทำให้เป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดใน Southeast Asia คือแต่ก่อนเราอาจจะแข่งกันในกลุ่มธนาคารด้วยกันเอง แต่คู่แข่งในโลก Financial Service ในโลก Disruption มันมาจากคนที่อยู่นอก Industry เสมอ ตัวอย่าง เช่น ธุรกิจสื่อ คู่แข่งก็คือ Google, Facebook หรือคู่แข่งของแบงก์ตอนนี้ก็คือ Facebook, Apple หรือ Alibaba พวกนี้คือ Non-Bank Player ดังนั้นหน้าที่ผมคือ ทำยังไงให้ KBTG เป็นองค์กร Tech Organization ที่อยู่ใน League เดียวกันกับ Non-Bank Internet Player ได้

ดังนั้น ผมถึงบอกว่า เราต้องเร็วขึ้น แต่เราไม่สามารถประนีประนอมในแง่ของความเสถียรของระบบ และความปลอดภัยได้ด้วย

ถึงตรงนี้ทีมงานอยากรู้ว่าวิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ต้องทำอย่างไรบ้าง

กับคำถามนี้ กระทิง อธิบายว่า ขั้นตอนแรกที่เริ่มทำไปแล้วก็คือ ONE KBTG หรือการทำ Innovation Runway และRestructure องค์กร โดยพยายามลงความเป็นไซโลออกไปให้มากที่สุด

“สิ่งที่ผมทำ อันดับแรกคือ Transform Culture ตัดไซโลที่มีการทำงาน Cross Functional เป็นทีมเล็ก แต่ Speed เร็วมากขึ้น สอง ก็คือ Dual Track IT คือ แยก Track Innovation แล้วทำ Innovation Platform ลดขั้นตอนการออกนวัตกรรม ทำให้เร็วขึ้น 10 เท่า โลกสมัยใหม่มันต้องการสปีดที่เร็ว พอสปีดที่มันเร็ว เราต้องเร็วขึ้น แต่ก่อนเราแข่งกับธนาคารด้วยกันเราเร็วมาก แต่พอเราไปอยู่ในโลกที่เราต้องแข่งกับ Non-Bank เราต้องเร็วขึ้น ดังนั้นอันดับที่ 1 ต้องเพิ่มความเร็วด้วยการสร้าง Innovation Runway ขึ้นมา

อีกเรื่องที่สำคัญคือ นวัตกรรมมันจะออกได้เร็วขึ้นต้องมีการทำงานเป็นทีมมากขึ้น Cycle ต้องเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามทำตลอด ทลาย Silo ในการ Restructure ผ่าน ONE KBTG คือทำอย่างไรให้มันทำงานข้ามกันได้ดีมากขึ้น สุดท้ายคือเรื่อง Modernized Architecture ที่ทำอย่างต่อเนื่อง การขยาย Capacity เราจะมี Capacity เพิ่มขึ้น 2 เท่าของโหลดที่เราต้องรับ หมายความว่า เรามีท่อเพียงพอสำหรับ Transaction ในอนาคต”

ประธาน KBTG กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา 6 เดือน การปรับองค์กรโดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมมีความคืบหน้าไปมาก และเริ่มเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา แต่ทั้งหมดก็ถือเป็นเพียงการเริ่มต้น เหตุผลเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรใหม่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา

 “สิ่งที่เราต้องทำอีกเรื่องคือ Leader is Culture ถ้าคุณจะเปลี่ยน Culture คุณต้องเปลี่ยน Mindset ของ Leader เปลี่ยนวิธีการที่เขา Lead กิจกรรมที่เราลงมือทำไปแล้วเรียกว่า Coffee Coaching กับ Middle Management 200 คนของ KBTG 

 

KBTG เป็นองค์กรที่มีพนักงาน 2,000 คน ผมลงไปโค้ช Middle Management 200 คนด้วยตัวเอง และผมมีทำอีกอันหนึ่งคือ Employee Voice พูดง่ายๆ เขาสามารถส่ง Voice ตัว Concern ของเขามาได้ให้ผมโดยตรง อันนั้นคือสิ่งที่ผมทำ นอกจากการไปโค้ช และผมมี Employee Lunch ผมเรียกว่า Employee Empathy คือ ทำยังไงเหมือนเอา Design Thinking มาใช้กับอันนี้ มาใช้กับพนักงานภายในให้มี Employee Empathy ผมลงไปทานข้าวกับพนักงานสิบกว่าคนแล้วนั่งคุยกัน ผมจดออกมาเต็มไปหมดเลยว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และอีกอันผมก็วัดด้วย Quantitative คือมี Employee Voice เข้ามา เป็น OnLINE Portal  ให้เขาส่งเข้ามาทุกเดือน ผมก็มานั่งบอกว่า อันนี้มีปัญหานี้นะ เราโหวตกันมา 200 กว่าคนมีปัญหานี้ ผมก็แก้ให้ แล้วมารีวิวว่าอะไรที่ผมแก้ได้ เพราะวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่เป็นเรื่องของ Transparency”

ที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรที่มักจะเจอก็คือ Generation Gab ทำให้ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่าการปรับโครงสร้างของ KBTG เจออุปสรรคนี้มากน้อยเพียงใด

กระทิง อธิบายว่าเรื่องของการเปลี่ยน Mindset เป็นเรื่องของวิธีคิดมากกว่าเรื่องอายุ ดังนั้นวิธีการที่ทำแล้วได้ผลคือ ต้องเชื่อมคนเข้าหากันผ่านวัฒนธรรม หรือ Collective Behavior

“Mindset อายุไม่เกี่ยว อายุคนบางคนเด็กๆ เลย แต่ Mindset เหมือนคนแก่ก็มี ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยึดติด สุดท้ายเป็นเรื่องข้างในทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องไม่ยึดติด Level ว่านี่เป็นคน Legacy นี่คือคนเก่า นี่คือ องค์กรเราต้อง Move ไปตรงนี้ทั้งหมด บางคนอาจจะ Move ไปก่อน บางคนอาจจะ Move ได้เร็ว บางคนอาจจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว บางคนไม่ก็ต้องค่อยๆ จูงมือเขาไปด้วยกัน แค่นั้นเอง

อันดับแรก เราต้องไม่ Stereotype คนเสมอ จำไว้เลย ทำให้เป็นกฎตายตัว และต้องไม่ Judge คนแบบ ทุกคนมีข้อดีข้อเสีย ข้อได้เปรียบ Mindset ทุกคนไปเร็วไปช้า บางคนไปแล้ว”

เท่าที่ฟังดูเมื่อว่า KBTG จะรันองค์กรเหมือน Startup? ทีมงานสงสัย

 “KBTG คือ Big Startup เหมือนตอนผมอยู่ Google Google เป็นองค์กรใหญ่มาก แต่มันรันเหมือนสตาร์ทอัพ อีกอันหนึ่ง เราเอาสิ่งที่เรียกว่า Tech Excellence มาใช้ คือ KBTG มีคนจาก Apple จาก Google จาก Facebook เราเอา Learning พวกนี้ขึ้นมา ทั้งวิธีการทำงานทั้ง Culture เราเอาสิ่งเหล่านี้ มาสเกลใช้ทั้ง KBTG เราเรียกว่า Tech Excellence ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี ซึ่งมันเป็นทั้งคน เทคโนโลยี วิธีการทำงาน กระบวนการทำงาน และ Tools”

 

ถึงบรรทัดนี้แล้ว ทีมงานอยากรู้ว่า แต่ละองค์กรที่ผ่านงานมา เขาเรียนรู้อะไรจากแต่ละที่บ้าง ซึ่ง กระทิงก็เล่าย้อนความอย่างละเอียดว่า

“ผมเรียนวิศวะ จุฬา สอนเรื่องการคิดเป็นระบบ การแก้ปัญหา Problem Solving และ Systematic Thinking ครั้งมาทำ P&G คือสอนเรื่อง Culture สอนเรื่อง Leadership และเรื่อง Process การทำงาน P&G เป็นหนึ่งใน 3 องค์กรที่รันได้ดีที่สุด เสร็จปุ๊บ ผมก็ไปเรียนที่สแตนฟอร์ด สแตนฟอร์ดหลักๆ เลยคือ ยกระดับกระบวนการคิด คือได้เห็นโลกว่าเขาคิดกันอย่างไร เรื่องนวัตกรรม เรื่องระบบนิเวศของ Silicon Valley กระบวนการสร้างนวัตกรรม มันเป็นอย่างไร เสร็จปุ๊บผมไปฝึกงานที่ McKinsey & Company อันนี้ก็ Shape ผมเยอะมาก McKinsey เก่งมากเรื่องของ Strategy การมองภาพใหญ่ มันเหมาะมาก เพราะมันร้อยทุกอย่างมาเป็นยุทธศาสตร์ พอย้ายมาทำงาน Google คือเรื่อง Innovation เรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของ Startup เรื่องของ Organization & Tech Organization ที่ดีต้องรันยังไง คือเรื่อง Innovation Organization

ผมก็กลับมาเมืองไทยเรื่อง Disrupt สอนให้ผมเป็นโค้ชที่ดี คือผมโค้ชเด็ก Startup มา 1,500 คน ช่วงแรกๆ บอกตรงๆ ว่า ไม่ได้เป็น Good Coach แต่หลังๆ มันก็สอนว่า การเป็น Coach การเป็น Mentor ที่ดี ต้องเป็นอย่างไร พอมา dtac ผมว่า dtac สอนผมเรื่องการทำงาน Culture ของคนไทยอีกครั้ง อีกเรื่องคือ dtac เป็นองค์กรที่ Balance ดีมากระหว่างเทคโนโลยีกับ Empathy และสอนผม ในการสร้างนวัตกรรมในกรอบของ Highly Regulated Organization หรืออุตสาหกรรมที่มันถูกกำกับดูแล ต้องมีใบอนุญาต พอมาทำแบงก์มันถึงไม่ช็อก และพอมาทำกองทุน 500 TukTuks กองทุนสอนผมเรื่องของการมองแนวโน้มอนาคต มองแนวโน้มอนาคตให้ออก สอนผมเรื่อง Disruption และทุกอย่างมันต่อยอดกันได้แบบลงตัวมาก พอมา KBTG หลายอย่างเลยช่วยได้เยอะ” 

กระทิง ยังได้ฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางต่อไปของ KBTG ว่า ปัจจุบันนี้ KBTG ถือว่า Beyond Mobile ไปสู่การเป็น Ecosystem Player แล้ว ตัวอย่าง เช่น K Plus ที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ของเครือธนาคารกสิกรไทย ก็ไป joint Venture กับ LINE เป็น Kasikorn LINE Bank ขึ้นมา เพื่อสร้างธนาคารบน Social Network หรือจะเป็นการลงทุนใน Grab ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Ecosystem

“อนาคตจะมีอีกหลาย Ecosystem เลย เช่น เราเป็น Partner กับปตท. เรากำลังจะออก Wallet กับเซ็นทรัล อีกอันคือ เราเป็นเจ้าแรกที่ Facebook เลือกนอกอเมริกาเป็น Payment Partner นี่คือ อันดับ 2 ของโลก ก็คือ โคตรเจ๋ง เขาเลือก KBank เขาเลือก KBTG เพราะเทคโนโลยีเราทันสมัยที่สุด เราเป็นพาร์ทเนอร์ที่มีความพร้อมเรื่องเทคโนโลยีมากที่สุด

KBank ตอนนี้เราเน้นการเป็น Ecosystem เราต้องไปอยู่ในทุกที่ K Plus ก็เป็นหนึ่งใน Ecosystem เราต้องมอง Ecosystem ทั้งหมด ผมว่ามันใหญ่กว่า Platform มันคือระบบนิเวศน์ มันคือ Ecosystem

 

อนาคตเราต้องไม่เรียก K Plus เพราะ K Plus เป็นแค่หนึ่งใน Platform ต้องเรียกมันว่า KBank จะเป็นอย่างไรมากกว่า ถ้าเรายังตั้งโจทย์ว่า K Plus จะเป็นอย่างไรมันไม่ใช่แล้ว ต้องตั้งว่า KBank จะเป็นอะไร KBank จะเป็น Ecosystem ระบบนิเวศ เหมือน Alibaba เพราะ Alibaba ไม่ได้มี App เดียว 

Alibaba คือ Ecosystem ทั้งหมดเลย ซึ่งผมว่าเอเชีย มันคือเรื่องของ Ecosystem หรือ อย่าง LINE ก็มีทั้ง LINE Man, LINE TV ไม่ได้มี LINE เดียว ไม่ได้มี LINE แอพเดียว เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า LINE TV จะเป็นยังไง ไม่ใช่ LINE TV เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ LINE Ecosystem”

ถ้าอย่างนั้นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่ K PLUS จะเป็น Regional Application ที่คนทั้งภูมิภาคนี้ใช้? ทีมงานยิงคำถาม

ประธาน KBTG ไม่ลังเลที่จะตอบว่า แน่นอนเพราะตอนนี้ เครือธนาคารกสิกรไทยมี KBank China, มีหุ้นใน Maspian Bank ในอินโดนีเซีย KBank มีทำ e-Visa ที่เพิ่งประกาศไป ดังนั้น ถ้าประกอบภาพออกมา K Bank จะครอบคลุมทั้ง Regional ที่ Beyond Thailand, Beyond App, Beyond Mobile และ Beyond Banking

“ลองนึกภาพ ลูกค้าใช้ LINE เขาทำธุรกรรม เขาใช้ LINE Make Sense กว่า เราก็อยู่ตรงนั้น

ต่อไป สมมติผมอยู่ใน Grab ผมเป็นคนขับรถ Grab ผมไม่อยากเข้าแอพใหม่ ผมก็กู้เงินในแอพได้เลย ก็คือ Omni-Present You’ll be Quickest อยู่ทุกที่ทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการ

หรืออย่างสาขา เราก็ใช้ความชาญฉลาดของ K Plus ที่มันเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า KADE ก็ไปช่วยสาขา คือลูกค้ามาที่ K Plus เสร็จปุ๊บแล้ว แต่มันยังไม่จบ เขาบอกว่ายังอยากคุยกับคน พนักงานที่สาขาเห็น ก็ต้องรู้แล้วว่า เขาอยู่ที่ K Plus นะ เขามีข้อมูลอย่างนี้ คือ ทุกคนต้องเห็นข้อมูลเดียวกัน”

มาถึงเรื่องเคล็ดลับในการบริการองค์กร เนื่องจาก KBTG เป็นที่รวมคนที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศ คุณกระทิงเล่าว่าวิธีบริหารจัดการคนเก่งอย่างไรให้เขาเป็น ONE KBTG ได้นั้น จะต้องมีพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้แสดงออกถึงความสามารถ

“คนพวกนี้เขาเน้น Impact ล้วนๆ ต้องให้เขาทำอะไรที่มี Impact ทำอะไรที่ได้ดึงศักยภาพเขาเยอะที่สุด สอง คนเหล่านี้ เขาเข้ามาเขาต้องการ Contribute หมายความว่า เขาไม่ได้ต้องการมาทำงานอย่างเดียว เขาต้องการมาสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้าง Impact ดังนั้น ผมบอกว่า ต้องการให้เขาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้องค์กร สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย”

เมื่อถูกถามถึงว่า ความท้าทายของ KBTG จากนี้ไปคืออะไร? คุณกระทิง ตอบคำถามนี้ว่า เป้าหมายของ KBTG คือต้องการเป็น No.1 Tech Organization ใน South East Asia ให้ได้ ภายใน 2021 ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายมากๆ

โดยหลักการแล้วจะต้องทำงานผ่าน 3’S Modernization คือ

1. Modernized Culture

2. Modernized Architecture & Infrastructure

3. Modernized Capability

“ทั้ง 3 อย่างต้องทำพร้อมกันหมด เพราะสุดท้าย เรา Modernized Culture แต่ Architecture Infrastructure เราไม่รองรับก็ไม่ได้ เรา Modernized Culture Architecture กับ Infrastructure แต่คนเราไม่มีความรู้ ก็ไม่ได้ ต้อง Modernized Capability ด้วย ถ้าเรา Modernized Capability Culture ฝั่งคนพร้อมหมด แต่ฝั่ง Architecture ไม่รองรับก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน เราต้องทำทั้ง 3 อย่างพร้อมๆ กัน

ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ถือว่าเพียงพอที่เราไปถึง 1 ใน 5 ได้ในปี 2021 นะ อันดับ 1 คงขาสั่น คือ ถ้าเราตั้งไว้ 3 ปีได้ 5 ปีมันก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเราตั้งไว้ 5 ปีมันก็อาจจะเป็น 10 ปี เราต้องตั้งให้มันท้าทาย”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.