เอสซีจีแถลงผลประกอบการปี 2561พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เสริมแกร่ง มุ่งสร้างโซลูชั่นครบวงจร-โมเดลธุรกิจใหม่

Feb 01, 2019 -None-

ผลประกอบการเอสซีจีปี 2561กำไรลดลงจากธุรกิจเคมิคอลส์ ขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีแนวโน้มดีขึ้น พร้อมมุ่งเดินหน้า2กลยุทธ์หลักในปี 2562เน้นสร้างเสถียรภาพทางการเงินและบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาวโดยการส่งมอบโซลูชั่นครบวงจรและโมเดลธุรกิจใหม่ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ด้วยการสร้างความร่วมมือกับสตาร์ทอัพชั้นนำในหลากหลายภูมิภาคและสถาบันวิจัยทั่วโลกพร้อมเร่งสร้างโอกาสใหม่ๆให้ตอบโจทย์ตรงใจลูกค้าทั่วภูมิภาค
 
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจีประจำปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี44,748ล้านบาท แต่ลดลงร้อยละ 19จากปีก่อน จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนและเงินบาทแข็งค่าจึงส่งผลต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี
 
โดยปี2561 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA)184,965 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ5จากปีก่อนคิดเป็นร้อยละ39ของยอดขายรวมโดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า4,674ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ1ของยอดขายรวม
 
สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2561เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 117,223ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงแต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของตลาดในประเทศของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างโดยมีกำไรสำหรับงวด10,468ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากไตรมาสก่อน จากเงินปันผลรับจากเงินลงทุนของธุรกิจเคมิคอลส์และการลงทุนในธุรกิจอื่นแต่ลดลงร้อยละ 17จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ลดลง ทั้งนี้ เอสซีจีมีรายได้จากการส่งออก 130,895ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 6จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
สำหรับผลการดำเนินงานของเอสซีจี นอกเหนือจากประเทศไทยในปี 2561 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน 118,014ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25ของรายได้จากการขายรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 11จากปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 86,155 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18รายได้จากการขายรวม
 
สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31ธันวาคม2561 มีมูลค่า 589,787ล้านบาท โดยร้อยละ 28 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน
 
ผลการดำเนินงานในปี 2561 แยกตามรายธุรกิจดังนี้
 
ธุรกิจเคมิคอลส์ในปี 2561 มีรายได้จากการขาย 221,538ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7จากปีก่อน จากปริมาณการขายและราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นโดยมีกำไรสำหรับปี29,166ล้านบาท ลดลงร้อยละ 29จากปีก่อน จากวัฏจักรอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงรวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมลดลง

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2561ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 53,905ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน จากราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด5,415ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 43 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมลดลงและมีการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ
 
ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างในปี 2561 มีรายได้จากการขาย 182,952ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน ตามการขยายตัวของความต้องการใช้ซีเมนต์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์และการขยายตัวของการก่อสร้างในภูมิภาคโดยมีกำไรสำหรับปี5,984ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อน สาเหตุหลักจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีในไตรมาสที่3ปี 2561ทั้งนี้เมื่อไม่รวมการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีกำไรสำหรับปีจะเท่ากับ7,304 ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 45,728ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของการก่อสร้างในประเทศไทยและในภูมิภาค โดยมีกำไรสำหรับงวด1,558ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 488 จากไตรมาสก่อน ผลจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีใน
ไตรมาสที่3ปี2561และเพิ่มขึ้นร้อยละ49 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นในไทยและภูมิภาคอาเซียน
ธุรกิจแพคเกจจิ้งในปี 2561 มีรายได้จากการขาย 87,255ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี6,319ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 จากปีก่อน จากโครงการลดต้นทุนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ
ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 21,283ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายที่ลดลงทั้งในธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยมีกำไรสำหรับงวด1,492ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
 
รุ่งโรจน์กล่าวว่า“ปี 2562 นี้ เอสซีจียังคงเน้น2กลยุทธ์หลักคือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงิน (Stability)ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงทีเพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีโดยรวมในปี 2561 อยู่ที่ร้อยละ9ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม อีกทั้งฐานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่งเช่นกันโดยมีสัดส่วนNet Debt to EBITDA อยู่ที่1.7เท่าขณะที่เงินกู้เกือบทั้งหมดเป็นเงินบาทและเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่กว่าร้อยละ 90ส่วนกระแสเงินสดมีเสถียรภาพจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่มั่นคง
 
อีกกลยุทธ์ คือ การบริหารจัดการความเติบโตของธุรกิจในระยะยาว (Long-term Growth)โดยนอกจากจะให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืนแล้ว ปีนี้เอสซีจีจะมุ่งเน้นการส่งมอบโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบเบ็ดเสร็จ ครบครันยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโซลูชั่นของธุรกิจเคมิคอลส์เช่นการให้บริการสารเคลือบเตาเผาเพื่อประหยัดพลังงานสำหรับอุตสาหกรรมและการให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ติดตั้งและบริการหลังการขายธุรกิจแพคเกจจิ้งที่มุ่งเป็นผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรพร้อมขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่นการให้บริการออกแบบบรรจุภัณฑ์ร่วมกับลูกค้ากระทั่งการจัดเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตซ้ำอีกครั้งและธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเช่น โซลูชั่นการก่อสร้าง(Construction Solutions) ที่ผนวกความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าคุณภาพสูงพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมาพัฒนาเป็น 9 โซลูชั่นหลักเช่น Life-time Solutionที่ให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำก่อนออกแบบวิธีการดำเนินการต่อเติมและเสริมกำลังโครงสร้างให้เบ็ดเสร็จนอกจากนี้ เอสซีจียังมุ่งให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันให้ทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
 

สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ นั้น เอสซีจีจะมีทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า, Blockchainซึ่งเป็นระบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและคู่ค้าโดยอัตโนมัติ ให้สามารถแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การพัฒนา Robotic Process Automation (RPA) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) ที่ช่วยแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของระบบการผลิตให้สินค้าผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพและทันความต้องการของตลาด และการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง(Deep technology)ที่ตอบโจทย์เทรนด์อนาคตเช่น New advanced materials, Clean technology เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตตลอดValue chain ให้มีประสิทธิภาพลดต้นทุนได้มากขึ้น และเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานภายในไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศการทำงานที่ผสานการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Agile Organization)การส่งเสริมกระบวนการคิดเพื่อออกแบบสินค้าและบริการด้วยDesign Thinking ตลอดจนการส่งเสริมการทำงานแบบสตาร์ทอัพ เพื่อช่วยให้เข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว ผ่านโครงการ“Internal Startup” ซึ่งช่วยพัฒนาผู้มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าและธุรกิจที่มีกว่า 100 ทีม ให้สามารถพัฒนาโมเดลธุรกิจให้ตรงความต้องการของตลาดได้แล้วกว่า 40ทีมเช่น การทำแพลทฟอร์มรวบรวมกล่องอาหารเดลิเวอรี่พร้อมบริการสั่งทำโลโก้ที่เหมาะกับทุกรูปแบบธุรกิจ หรือระบบบริหารลูกค้าและติดตามการขายสำหรับร้านวัสดุก่อสร้าง
 
อีกด้านหนึ่ง คือ การมุ่งสร้างความร่วมมือกับภายนอก (Open Collaboration) ทั้งการลงทุนในสตาร์ทอัพชั้นนำในหลากหลายภูมิภาคที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมสอดคล้องกับ3 กลุ่มธุรกิจหลักผ่าน“AddVentures”พร้อมเข้าไปเสริมศักยภาพให้สตาร์ทอัพที่ลงทุนไปแล้วทั้งการลงทุนโดยตรงในสตาร์ทอัพ 10รายเช่น แพลทฟอร์มที่ช่วยค้นหาบุคลากรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเพื่อมาต่อยอดธุรกิจด้านดิจิทัล หรือบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนการลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพต่างๆ รวมถึงการต่อยอดโครงการร่วมมือเชิงพาณิชย์กับบริษัทด้านเทคโนโลยีเกือบ100โครงการเพื่อนำนวัตกรรมของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมาต่อยอดกับธุรกิจหลักหรือสร้างเป็นธุรกิจใหม่ของเอสซีจีตลอดจนการร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนา (R&D) ทั่วโลกโดยมีOpen Innovation Centerเป็นศูนย์กลางให้เกิดเครือข่ายการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดียิ่งขึ้น
 
นอกจากนี้ เพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาวเอสซีจีจะยังเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคต ทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตลอดจนตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ ด้วย”
 
อนึ่ง คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี2561ในอัตราหุ้นละ18.00บาทรวมเป็นเงินประมาณ21,600ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ48ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวมทั้งนี้บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ8.50บาทเป็นเงิน10,200ล้านบาทเมื่อวันที่22สิงหาคม2561และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ9.50บาทรวมเป็นเงินประมาณ11,400ล้านบาท
 
ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัทตามที่ปรากฏรายชื่อณวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่4เมษายน2562 (จะขึ้นเครื่องหมายXD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพุธที่3เมษายน2562) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันศุกร์ที่19เมษายน2562และให้รับเงินปันผลภายใน10ปี
 

ผลประกอบการ

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.