7,558
VIEWS

“ส่งออกปี 19 โต 8% เป็นไปได้หรือ? “

Jan 17, 2019 BrandAge Team

ปี 2018 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีเกินคาดจากภาคต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยมูลค่าการส่งออก 11 เดือนแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21,145 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ทำให้หลายฝ่ายมองว่ายอดการส่งออกในปี 2019 จะยังขยายตัวดีต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น (1) ฐานการส่งออกในปี 2018 ที่สูง (2) สภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และ (3) ความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยังดำเนินอยู่ 

ในมิติด้านตลาด จะเห็นได้ว่าในเดือน ต.ค. 2018 IMF ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี 2019 ลงจาก 3.9% เหลือ 3.7% ซึ่งจะทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยลดลง ประมาณ 0.5% จากกรณีฐาน โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ล่าสุด พบว่าผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งในตลาดหลักและตลาดรองมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจมากขึ้น
 
ในส่วนมิติรายสินค้านั้น จะเห็นได้ว่าในไตรมาสที่ 4/2018 สินค้ากลุ่มใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อมูลค่าการส่งออกไทยมาก เช่น สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เริ่มชะลอตัวลง/หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ และหากพิจารณาแนวโน้มในอนาคตแล้ว จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของการส่งออกสินค้าของไทยไม่สดใส จากปัจจัยลบเฉพาะตัวของสินค้าส่งออกแต่ละกลุ่ม เช่น ราคาสินค้าเกษตรที่ยังหดตัว วัฐจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงเชิงนโยบายที่กระทบภาคยานยนต์ ทำให้ภาคการส่งออกไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น
 
SCBS Wealth Research คำนวณความเสี่ยงด้านลบของการส่งออกของไทย  โดยใช้สมมุติฐานหลักจากการคาดการณ์อัตราการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่คำนวณโดย IMF เป็นหลัก พบว่าในปี 2019 การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงด้านลบจากประมาณการของ ธปท. อยู่ประมาณ 0.8-1.2% โดยจะขยายตัวได้ประมาณ 2.6-3.0% ต่อปี จากประมาณ 3.8% ต่อปี ในประมาณการเดิม

การส่งออกที่ชะลอลง อาจลดทอนอัตราการขยายตัวของ GDP ของไทยในปีนี้ประมาณ 0.20-0.25% จากประมาณการเดิม เป็นไปได้ว่า การส่งออกที่ชะลอลงอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้เพียง 3.75%-3.80% ต่อปี

อาจกล่าวได้ว่า ปี 2018 ที่ผ่านไปนั้น เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีเกินคาดจากภาคต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยใน 9 เดือนแรกของปี 2018 ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ประมาณ 4.3% ต่อปีนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการส่งออกสินค้าและบริการที่ขยายตัวถึง 4.2% ต่อปี

และหากพิจารณาในมูลค่าการส่งออกในภาพรวม ยอดส่งออก 11 เดือนแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21,145 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน (รูปที่ 1) โดยในมิติตลาด การส่งออกขยายตัวทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่ในมิติรายสินค้า ขยายตัวทั้งสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งยอดการส่งออกปี 2018 ที่ดีทำให้หลายฝ่ายมองว่ายอดการส่งออกในปี 2019 จะยังขยายตัวดีต่อเนื่อง นับจากกระทรวงพาณิชย์ที่คาดว่าจะขยายตัว 8.0% ต่อปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดไว้ที่ 3.8% ต่อปี ใกล้เคียงกับ SCB EIC ที่ให้ 3.4% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2019 เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญความท้าทายหลายประการ

1.การส่งออกในปี 2019 จะอยู่บนฐานปีที่แล้วที่สูง
2.สภาวะเศรษฐกิจในตลาดหลักเริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
3.ความเสี่ยงจากสงครามการค้าที่ยังดำเนินอยู่ 

ทำให้ SCBS Wealth Research กังวลว่าเป้าการส่งออกที่หลายฝ่ายตั้งไว้ เป็นไปได้หรือไม่และหากไม่สามารถขยายตัวได้ตามคาดแล้วจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

ในการวิเคราะห์ทิศทางของมูลค่าการส่งออกของสินค้า เราสามารถวิเคราะห์ได้ใน 2 มิติ คือ

1.  มิติด้านตลาด และ

2.  มิติรายสินค้า

มิติด้านตลาด

จะเห็นได้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความสำคัญมาก โดยหากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทยอ่อนแรงลง ก็จะส่งผลให้การส่งออกไทยแย่ลงเช่นกัน โดยในเดือน ต.ค. 2018 IMF ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปี 2019 ลงจาก 3.9% เหลือ 3.7% และปรับประมาณการการขยายตัวของการค้าโลกลงจาก 4.5% เป็น 4.0%

จากการคำนวณของ SCBS Wealth Research พบว่า หากเศรษฐกิจโลกชะลอลง 1% การส่งออกของไทยจะชะลอลงถึง 2.4% ดังนั้น เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกว่า 0.2% จะทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง ประมาณ 0.5% จากกรณีฐาน ทั้งนี้ จากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ล่าสุด พบว่าผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งในตลาดหลักและตลาดรองมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและธุรกิจมากขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงของการส่งออกของไทยเช่นกัน

มิติรายสินค้า

จะเห็นได้ว่าในระยะหลัง (เช่น ไตรมาสที่ 4 ปี 2018) สินค้ากลุ่มใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อมูลค่าการส่งออกไทยมาก เช่น สินค้าเกษตร-อุตสาหกรรมเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เริ่มชะลอตัวลง/หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าสำคัญที่มีสัดส่วนใหญ่ เช่น ข้าว ยาง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์นั่งและรถกระบะ เป็นต้น ซึ่งการชะลอ/หดตัวของสินค้าสำคัญเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อัตราการขยายตัวในของการส่งออกในภาพรวมชะลอตัวลง

ทั้งนี้ หากพิจารณาแนวโน้มในอนาคตแล้ว จะเห็นได้ว่าแนวโน้มของการส่งออกสินค้าของไทยไม่สดใส โดยในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว จะเห็นได้ว่าประเด็นด้านราคามีผลมาก เพราะแม้ว่าจะผู้ส่งออกจะสามารถส่งออกได้ในปริมาณมาก แต่หากราคาถูกลง มูลค่าการส่งออกก็จะลดลง ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า ราคาสินค้าเกษตรส่งออกของไทยในไตรมาส 3/2018 หดตัวต่อเนื่อง ทั้งข้าวขาว 5% ยางพารารมควันชั้น 3 แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาลในตลาดล่วงหน้า ลดลงในระดับ 9-13% ต่อปีทั้งสิ้น ในขณะที่ในปี 2019 IMF คาดการณ์ว่าราคาสินค้าเกษตรสำคัญโดยเฉพาะข้าว จะหดตัวประมาณ 6.6% ต่อปีตามการหดตัวลงของราคาน้ำมัน

ในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

ในระยะต่อไปเผชิญกับความเสี่ยงทั้งจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและวัฐจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มเป็นขาลง โดยหากพิจารณาจากรูปที่ 5 จะเห็นได้ว่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐ ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของความต้องการอิเล็กทรอนิกส์โลกได้ดีระดับหนึ่งนั้น เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจนในเดือน ก.ย.-ต.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่สงครามการค้าเริ่มรุนแรงขึ้น (สหรัฐเก็บภาษี 25% ในสินค้านำเข้าขั้นกลาง และ 10% ในสินค้าสำเร็จรูปจากจีนโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์) ขณะที่เมื่อพิจารณาจาก PMI ของประเทศต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าชะลอตัวรุนแรงขึ้นในไตรมาสที่ 4/2018 เช่นกัน

ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์

ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากความเสี่ยงเชิงนโยบาย (Policy Risk) ทั้งจากภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐ ที่จะทำให้ต้นทุนราคาของรถยนต์แพงขึ้น ทั้งจากการคุมเข้มการปล่อยก๊าซคาร์บอนของทางการหลายประเทศ ทั้งในยุโรปและจีนและจากความต้องการซื้อทั่วโลกที่จะชะลอลงตามทิศทางเศรษฐกิจ จะทำให้ยอดส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบชะลอลง เห็นได้จากยอดส่งออกรถยนต์นั่งในไตรมาส 4/2018 ที่หดตัวถึง 23% ต่อปี และเป็นส่วนสำคัญที่ลดทอนอัตราการขยายตัวของการส่งออกโดยรวมให้เหลือเพียง 3.7% ต่อปี (จากที่ควรขยายตัว 4.7%)

กล่าวโดยสรุป ปัจจัยลบเฉพาะตัวของสินค้าส่งออกแต่ละกลุ่ม เช่น ราคาสินค้าเกษตรที่ยังหดตัว วัฐจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้าที่กระทบภาคยานยนต์ ทำให้ภาคการส่งออกไทยมีความเสี่ยงมากขึ้น

 

 

 

เมื่อพิจารณาทั้ง 2 มิติ อันได้แก่มิติด้านตลาด และมิติรายสินค้าแล้ว จะพบว่าความเสี่ยงด้านลบของการส่งออกของไทยในปี 2019 มีมากขึ้น

ดังนั้น SCBS Wealth Research จึงคำนวณความเสี่ยงด้านลบของการส่งออกของไทย  โดยใช้สมมุติฐานหลักจากการคาดการณ์อัตราการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย 5 กลุ่มประเทศ ที่คำนวณโดย IMF เป็นหลัก โดย 5 กลุ่มประเทศดังกล่าวได้แก่ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของไทยรวมกันประมาณ 48%

ทั้งนี้ จากการคำนวณอัตราการขยายตัวของดัชนีการนำเข้าของกลุ่มประเทศดังกล่าวกับการขยายตัวของการส่งออกไทยในอดีต พบว่ามีความสัมพันธ์กันประมาณ 76.4% และหากใช้การคาดการณ์การขยายตัวของการนำเข้าของกลุ่มดังกล่าวมาเป็นปัจจัยพิจารณาการส่งออกของไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้าแล้วนั้น พบว่าในปี 2019 การส่งออกของไทยมีความเสี่ยงด้านลบจากประมาณการของ ธปท. อยู่ประมาณ 0.8-1.2% (ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 2019 จะขยายตัวได้ประมาณ 2.6-3.0% ต่อปี จากประมาณ 3.8% ต่อปีในประมาณการเดิม) ขณะที่ระยะต่อไป การส่งออกของไทยจะชะลอลงต่อเนื่องจนไม่ขยายตัวในปี 2023

นอกจากนั้น จากการคำนวณของ SCBS Wealth Research พบว่า หากมูลค่าการส่งออกชะลอลงในระดับดังกล่าว จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของไทยมีความเสี่ยงด้านลบมากขึ้น และอาจลดทอนอัตราการขยายตัวของ GDP ในปีนี้ประมาณ 0.20-0.25% จากประมาณการเดิม โดยหากพิจารณาประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. ในปีนี้ที่ 4.0% เป็นฐาน ในการคำนวณแล้ว เป็นไปได้ว่า การส่งออกที่ชะลอลงอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้เพียง 3.75%-3.80% ต่อปี

SCB

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.