22,457
VIEWS

เปิดไอเดีย “เชียร์-การ์ตูน” ทำธุรกิจจากสิ่งที่ชอบ จนกลายเป็นธุรกิจที่ใช่

Jul 25, 2017 P.Narata

แม้ว่าอาชีพดารานักแสดงจะเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำ แต่ความเด่นดัง และความนิยมก็เป็นสิ่งไม่แน่นอน วันนี้เราจึงเห็นดารานักแสดงรุ่นใหม่ๆ หันมาทำธุรกิจเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตกันอย่างมากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกันทุกราย เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่นำชื่อของตัวเองมาเข้าหุ้นกับเพื่อนๆ หรือเครือญาติ เพราะที่สุดแล้วธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้น ก็ต้องลงทุนลงแรง พร้อมกับศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวกับธุรกิจนั้นๆ ด้วยตนเองไปด้วย การทำธุรกิจจึงจะไปรอด

โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีดารานักแสดงจำนวนมากได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของการทำธุรกิจ หลายคนเปลี่ยนบทบาทเป็นนักธุรกิจ เป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีให้เห็นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านเบเกอรี่ ร้านดอกไม้ แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ตุ๊กตา ฟิตเนส และที่มากที่สุดก็คือ ธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอาง

วันนี้เรามีตัวอย่างของ 2 ดาราสาวเพื่อนซี้ “เชียร์-การ์ตูน” ที่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ชาเม่” (CHAME’) ที่มาพูดคุยถึงมุมมองการทำธุรกิจในขณะที่ยังคงสถานภาพความเป็นดาราที่มีชื่อเสียง ว่าเป็นเรื่องง่ายจริงหรือไม่ เพื่อนดาราถึงได้หันมาทำธุรกิจกันจนกลายเป็นกระแส เฉพาะแค่ในหมวดธุรกิจเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ปัจจุบันยังทำตลาดอยู่ก็มีไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์  ยังไม่นับรวมธุรกิจอื่นๆ ที่มีอีกมากมายจริงๆ

ผลิตภัณฑ์ชาเม่ ทำตลาดมาแล้วกว่า 7 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 8 ด้วยแผนการตลาดที่เข้มข้นมากขึ้น ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ชาร์มมิ่งเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย นันท์ฐณิชา ศิริปรีดาวัชร์ หรือ “การ์ตูน-อินทิรา” ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และ ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หรือ “เชียร์” ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร

วันนี้ 2 บิ๊กบริหารสาวคนเก่ง จะมาแชร์ไอเดียให้ฟังว่า ทำไมจึงสนใจทำธุรกิจทั้งๆ ที่การเป็นนักแสดงก็มีรายได้ที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว 

Q: ความสนใจทำธุรกิจเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด

การ์ตูน: อาชีพนักแสดงอาจมีสีสันในการใช้ชีวิต แต่เรามองในแง่ความมั่นคงมากกว่า ซึ่งการทำธุรกิจสามารถสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นได้หากเริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเมื่อมีปัญหา หรือข้อผิดพลาดบางอย่างก็ยังลุกขึ้นมาทำใหม่ได้ ในช่วงที่อายุยังน้อย แต่ถ้าเรารอให้ชื่อเสียงน้อยลงแล้วค่อยมาทำธุรกิจอาจจะช้าไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ลุกขึ้นมาทำธุรกิจตั้งแต่เมื่อ 7 – 8 ปีก่อน

เชียร์: เรามองเห็นโอกาสเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว ที่ตลาดอาหารเสริมยังไม่มีมากขนาดนี้ซึ่งวันนี้มีแบรนด์อาหารเสริมเกิดขึ้นมากมายบนโลกโซเชียล โดยส่วนตัวเชียร์ยังคงสภาพความเป็นนักแสดง ตรงนี้มีข้อดีคือเหมือนเป็นความสว่าง ที่เวลาคนมองเห็นเราและอาจทำให้คนนึกถึงโปรดักต์ เหมือนเราเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่มีภาพลักษณ์ในแง่ของการสื่อสารให้กับโปรดักต์เราไปในตัว เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นดาราเราก็ต้องเลือกนักแสดงคนใดคนหนึ่งขึ้นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ดี ตรงนี้เราก็สามารถใช้ตัวเองที่จะมาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อีก จึงเป็นเหมือนสองแรงบวกในแง่การตลาดที่มาช่วยซัพพอร์ตภาพลักษณ์ของสินค้า แต่ในแง่ของการเป็นนักแสดงอยู่ก็จะช่วยทำให้คนจดจำแบรนด์ได้ และรับรู้เรื่องของแบรนด์ได้อีก

Q: ทำไมจึงเลือกทำธุรกิจอาหารเสริม

การ์ตูน: ตรงนี้มาจากความชอบส่วนตัวของตูนเองเลย เพราะก่อนที่จะทำธุรกิจอะไรต้องดูว่า เราชอบอะไร เรารักอะไร เพราะเราจะอยู่กับสิ่งนั้นไปได้นาน ทำให้เราอยากที่จะเรียนรู้เพิ่ม พอเราอยากเรียนรู้เพิ่มก็จะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ ยกตัวอย่าง ถ้าตูนชอบกีฬาก็อาจทำธุรกิจที่เกี่ยวกับกีฬา หรือทำฟิตเนส แต่ตูนชอบความสวยความงาม และศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เราชอบศึกษาดูงานวิจัย หรือทุกครั้งที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ หรือไปที่ไหนๆ ก็แล้วแต่ เราจะดูแต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ดูสารสกัด ดูแพ็กเกจ ดูทุกอย่างของแบรนด์นั้นๆ จนวันหนึ่งถ้าคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างก็คงต้องทำจากสิ่งใกล้ตัว เป็นสิ่งที่เรารักจริงๆ เป็นความหลงใหล เป็น Passion และเป็นสิ่งที่เรามีความรู้ด้วย

เชียร์: แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ดีแต่เรื่องของความสวยความงามก็ยังไปได้ ซึ่งตลาดความสวยความงามโตสวนกระแสทุกปี และทำให้เราเติบโตแบบก้าวกระโดดมา 3 ปีซ้อนแล้ว เพราะวันนี้เรื่องของความสวยความงามก็เหมือนสมาร์ทโฟนที่เราต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกคนรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้จึงกลายเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

Q: เมื่อต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “นักแสดง” มาสู่การเป็น “นักธุรกิจ” มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง

เชียร์: ถ้าถามว่ายากไหม เชียร์ว่า ไม่ยากจนเกินที่จะเรียนรู้ได้ เพราะมันเกิดจากสิ่งที่เราสนใจจริงๆ และมีความถนัดอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะพัฒนา และต่อยอด หรือปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันกับแต่ละสถานการณ์ที่เข้ามาจึงไม่ใช่เรื่องยาก เราก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน และเรียนรู้กันไป เพราะเราทำบนพื้นฐานของความสุขกับสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ก็เหนื่อยนะ แต่ก็ไม่เหนื่อยจนท้อ หรือรู้สึกว่ายากจนเกินไป ซึ่งการเป็นนักแสดงในแง่การรับรู้ เราค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเห็นภาพได้กว้างกว่าในแง่การทำพีอาร์ เราอาจได้เปรียบตรงที่ว่า เรามีภาพของความเป็นดารา เวลาเราทำอะไรก็มีคนเห็นในวงกว้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการพัฒนาตัวแบรนด์ก็ต้องมีด้วยเช่นกัน 

Q: การ Branding สำคัญหรือไม่ เมื่อตัวเราก็คือดาราที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

การ์ตูน: การที่เราเป็นดารานักแสดงเป็นแค่จุดเริ่มต้น เป็นการจุดประกายเหมือนการจุดพลุ จากนั้นแบรนด์จะอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของแบรนด์เอง ตัวสินค้า และกลยุทธ์ที่เราวางไว้เป็นหลัก เราจะไม่เอาตัวเราเข้าไปอยู่ในแบรนด์เพราะนั่นไม่ใช่การสร้างแบรนด์ที่ถูกต้องและยั่งยืน เพียงแต่ตอนนี้ที่เห็นภาพเรามันคือจุดเริ่มต้นที่เรากำลังจะพัฒนาต่อๆ ไป เราจึงใช้เอเยนซีใหญ่เจดับบลิวทีในการวางโครงสร้างของแบรนด์ วางอัตลักษณ์ของแบรนด์ทั้งหมดให้ไปในทิศทางที่ชัดเจนขึ้น มีความเป็นสากลมากขึ้น เพราะเราไม่ได้มองตลาดแค่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่เรามองไปถึงตลาดระดับโลก ดังนั้นการ Branding เราจึงไม่ได้ยึดติดกับภาพของคนใดคนหนึ่ง เพราะการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนแบรนด์จะต้องสตรองในแบบของเขาเอง ต้องมีตัวตนอยู่ในตลาด นึกถึงชาเม่นึกถึงอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่เรากำลังสร้างอยู่ในตอนนี้

เชียร์: เรากำลังพัฒนาในเรื่องของการสร้างแบรนด์ เราไม่อยากให้คนจำแค่ว่า นี่คือครีมเชียร์ หรือแบรนด์เชียร์ เพราะเราก็มองว่า การเป็นดารามันก็มีอายุของมัน ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงรีบเข้ามาทำธุรกิจเร็ว เหมือนกับวันนี้ที่เราก็ต้องรีบสร้างแบรนด์ของเราให้แข็งแรงขึ้นมาให้ได้ก่อน ปีนี้เราจึงมีเรื่องของการ Branding มากขึ้น และมีการทำตลาดในวงกว้างมากขึ้น ก็เพื่อให้คนจดจำ และรู้จักแบรนด์ชาเม่มากขึ้น เรายังมีแผนระยะยาวที่ยังต้องทำอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ รวมถึงเรื่องการทำซีเอสอาร์ที่ต้องมี เพราะเราชอบช่วยเหลือสังคม อยากช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้เขามีโอกาสแบบเรา เพราะบางคนแค่มีโอกาสเขาก็ไปต่อได้อีกไกล หรือบางคนมีศักยภาพแต่ขาดโอกาส ในอนาคตเราอาจทำเอง หรือเป็นกระบอกเสียงเพื่อดึงคนมาทำร่วมกับเรา

Q: หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ หรือการสร้างแบรนด์ คืออะไร

การ์ตูน: ข้อแรก แบรนด์เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของตัวบุคคล หรือเป็นเหมือนคนๆ หนึ่ง เรามองชาเม่มีชีวิต มีการเติบโตตอนเริ่มต้นที่เราทำเขาอายุ 18 ตอนนี้เราเดินทางมาจนเขาอายุ 20 กว่าๆ จะ 30 ปีแล้ว เขามีตัวตนที่ค่อนข้างชัดเจนมีความสมัยใหม่ ดูเฟรนด์ลี่ ใจดี รักษ์โลก เราอยากสร้างให้เขามีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน เวลาพูดถึงชาเม่นึกถึงการสร้างเสน่ห์ หรือถ้าคิดถึงการสร้างเสน่ห์ต้องนึกถึงชาเม่ นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่

สอง เรื่องของคุณภาพของตัวโปรดักต์ที่เราพัฒนาออกมาทุกตัวจะต้องมีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่ออกมาแบบฉาบฉวย เพราะหากมีอะไรผิดพลาดจะเสียแบรนด์ทันที แบรนด์จะไม่ยั่งยืน หรือการออกโปรดักต์มาแบบตีหัวเข้าบ้าน แบบนี้ก็ไม่ใช่แนวเรา เราจะทำอะไรที่ยั่งยืน และต้องเป็นสินค้าที่อยู่ได้ยาวใช้ได้ทุกเพศทุกวัย มีความปลอดภัยสูง และให้ประโยชน์กับผู้บริโภคจริงๆ เราจะมองว่า เราจะนึกถึงผู้บริโภคก่อน คิดว่าผู้บริโภคได้อะไรจากสินค้าของเรามากกว่าเราได้อะไร รวมถึงเรื่องของการทำซีเอสอาร์ ที่จะทำให้แบรนด์ชาเม่แข็งแรงได้ในอนาคต

เชียร์: สิ่งที่การ์ตูนพูดเป็นการมองในแบบรูปธรรม แต่ในแง่นามธรรม คือ เมื่อคนจดจำแบรนด์เราได้ เราอยากให้เขาเกิดความประทับใจด้วย เพราะเมื่อเขาประทับใจแล้วความพึงพอใจก็จะเกิดตามมา และกลับมาเลือกผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับตัวเอง และกระจายไปสู่คนรอบๆ ตัวเขา เราพยายามทำสินค้าออกมาด้วยความตั้งใจ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภคอันนี้คือความจริงใจที่เราใส่ลงไป เราไม่มองแค่เรื่องการทำกำไรมากๆ เพราะข้อแตกต่างของชาเม่ คือเรื่องความปลอดภัยของสารสกัดต่างๆ ที่เราใส่เข้าไปเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภค

ต่อไปเมื่อเราแข็งแรงจากฐานตลาดในประเทศได้แล้ว เราจะเปิดออกไปให้คนในตลาดต่างประเทศรู้จักเรามากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยมากขึ้น เพื่อให้เขาเห็นว่าเป็นแบรนด์ไทยที่มาสร้างชื่อเสียงให้กับเมืองไทย นั่นคือสิ่งที่เรามองไปในอนาคต ไม่ได้มองแค่ว่าจะทำผลิตภัณฑ์ออกมาเพื่อขายให้ได้เท่านั้น ดังนั้นเรามั่นใจในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพสินค้า เรามีบริการที่ดี มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ชัดเจน เรามียุทธศาสตร์ในการวางแผนการตลาด ตรงนี้เป็นคีย์สำคัญในการสร้างแบรนด์ชาเม่

Q: แบ่งหน้าที่ดูแลงานกันอย่างไร

การ์ตูน: ตูนดูเรื่องการบริหารองค์กร ดูโอเปอเรชั่นต่างๆ รวมถึงเรื่องของการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนเชียร์ดูเรื่องการเงิน ภาพลักษณ์ งานพีอาร์ที่เขาจะถนัดกว่า ซึ่งการแบ่งหน้าที่กันโดยหลักๆ เชียร์เหมือนกับทัพหน้าส่วนการ์ตูนเป็นทัพหลัง

เชียร์: การ์ตูนเหมือนเป็นฝ่ายวางแผนคอยผลิตอาวุธออกมา ส่วนเชียร์ก็จะนำสิ่งเหล่านี้ออกไปให้คนเห็น โดยจะเลือกว่าเป็นที่ไหน ตรงไหน อย่างไร และอาจมีงานข้างหลังบ้านในเรื่องของตัวเลขบ้างเล็กน้อย เราแบ่งงานกันค่อนข้างชัดเจนเพราะเราถนัดกันคนละอย่าง ส่วนเรื่องของการสื่อสาร เชียร์มองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในช่องทางที่เรากำลังขยายไปยังมีสื่ออีกหลายรูปแบบที่เราต้องไปให้ถึง เราอยู่ในวงการนี้ เราจะรู้ดีว่าช่องทางไหนที่เหมาะกับเรา หรือช่องทางไหนที่เราไปได้ และขยายตลาดของเราไปในวงกว้างได้ เหมือนเราคลุกคลีอยู่ตรงนี้มานาน เราจึงจัดช่องทาง หรือวาง Positioning ที่เหมาะสมกับตัวเราได้

Q: อะไรคือความสำเร็จ ที่เราได้จากการทำธุรกิจในครั้งนี้

เชียร์: ในเรื่องของ Key Success เรามองไปในแง่ของการทำงานที่มีความสุข การทำงานที่ไม่เครียด และอยู่กับตัวเอง ส่วนการที่ทำธุรกิจ และประสบความสำเร็จมีคนตอบรับก็เป็นเรื่องดีที่เราได้กลับมา แต่การทำงานแบบสนุกไม่เครียด คือ ความโชคดีที่สุดแล้ว เราไม่ได้รับฟังแค่ผู้บริโภคแต่เรารับฟังคนในองค์กรด้วย เรากำลังจะทำออฟฟิศใหม่เราก็คำนึงถึงพนักงานเป็นหลัก เพราะเวลาทำงานเราจะเก็บข้อมูลของแต่ละคนมาตลอดว่าใครชอบ ไม่ชอบอะไร หรือต้องการอะไร ในวันที่เราเปิดให้เขาดูแพลนของออฟฟิศใหม่ว่าใครจะได้นั่งตรงไหน ทุกคนมีความสุขที่เขาได้เห็น และตรงกับสิ่งที่เขาเคยบอกเราไว้ เราจึงมองว่าการทำงานอย่างมีความสุข ไม่ใช่แค่เราสองคน แต่รวมถึงคนในองค์กรของเราด้วย

การ์ตูน: สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างทางที่เรากำลังสร้างแบรนด์ ความสุขไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่คือระหว่างทางที่เราเดินไป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมาแต่ละตัวเราระดมความคิดจากพนักงานของเราด้วย รวมถึงการทดสอบผลิตภัณฑ์ทุกตัวพนักงานทุกคนก็จะมีส่วนร่วม และเมื่อมันกลายเป็น Finish Product ออกมา ทุกคนก็จะภูมิใจมาก พอไปอยู่บนชั้นวางสินค้าแล้วขายดี ทุกคนก็มีความสุข 

Q: ดูเหมือนว่า เราใช้หลักการบริหารงานแบบคน Gen Y

การ์ตูน: ใช่ค่ะ เพราะพนักงานของเราเป็นคนรุ่นใหม่จึงต้องบริหารแบบคนรุ่นใหม่ ใส่ใจกับรายละเอียดต่างๆ รวมถึงการสร้างความสุขในองค์กร การทำงานไม่ต้องมีขั้นตอนมากมาย หรือต้องเจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนสมัยก่อน เราเข้าถึงง่าย และรับฟังทุกคน เราสองคนก็เป็น Gen Y จึงเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และยอมรับในสิ่งเหล่านั้น ต้องปรับตัวเร็ว และต้องเข้าใจพนักงานที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ บางคนเด็กกว่าเราลงไปถึงยุค Gen Z กันเลย เพราะเด็กรุ่นใหม่ต้องการอิสระในการทำงานค่อนข้างสูง ยิ่ง Gen Z เป็นเด็กที่เบื่อง่ายความอดทนน้อย ชอบโซเชียลเยอะๆ เราจึงต้องเรียนรู้วิธีว่าจะบริหารเขาอย่างไร ทำอย่างไรให้เขาทำงานอย่างมีความสุข รู้สึกสนุก และได้แสดงออกไอเดีย โดยไม่มีกรอบไปครอบเขามากมาย

เชียร์: แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมองเรื่องความถูกต้องที่เราต้องควบคุมไว้อยู่ อารมณ์ประมาณว่าพ่อแม่เข้าใจความต้องการอิสระของลูก แต่ก็ต้องควบคุมดูแลในระดับหนึ่ง ไม่ได้ปิดกั้นทั้งหมดแต่ก็ต้องมีการกำหนดให้เขาไปในทิศทางเดียวกัน อาจเป็นเพราะชีวิตการทำงานของเราเริ่มมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเชียร์ และการ์ตูนเริ่มเข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 17 ปี เราจึงเข้าใจถึงการทำงานของคนรุ่นใหม่เพราะมีความหลากหลายในการเติบโต ทำให้เราเข้าใจชีวิตมาก 

Q: ในแง่การทำงานถือว่าเราเฮี้ยบ หรือเนี้ยบขนาดไหน

การ์ตูน: ในแง่การทำงานสำหรับการ์ตูนอาจจะอะไรยังไงก็ได้ แต่ในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ต้องเฮี้ยบ ต้องเป๊ะๆ โดยเฉพาะในเรื่องของส่วนผสม และคุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ กลิ่นต้องได้ ส่วนผสมต้องไปตามสูตร ต้องเห็นผล ต้องแอ็กทีฟตามที่กำหนดไว้ ซึ่งกว่าจะจบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละตัว ต้องตีกลับไปกลับมาจนกว่าจะได้ตามที่กำหนด ซึ่งในช่วงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็ถือว่าวุ่นวายพอสมควร เพราะเราต้องซีเรียสกับเรื่องเหล่านี้มากๆ แต่พอมันจบออกมาเป็น Finish Product ได้ตามที่ต้องการ ตูนก็จบ สบาย ชิลๆ ได้ ตรงนี้ถ้าถามว่า เนี้ยบขนาดไหน ก็ต้องเพอร์เฟกต์ที่สุด

เชียร์: เชียร์จะซีเรียสกับเรื่องของการสื่อสาร เพราะถ้าการสื่อสารไปถึงลูกค้าได้ไม่ดีก็ส่งผลต่อแบรนด์ โดยเฉพาะในยุคของโซเชียลที่เรื่องของการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก ผิดนิดผิดหน่อย หรือพลาดอะไรไปอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เลยรวมถึงการใส่ใจลูกค้าก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเราตั้งใจจะทำอะไรหลายอย่างให้ดีทั้งในแง่ของตัวผลิตภัณฑ์ หรือการบริการแล้ว ก็อยากจะส่งต่อไปถึงลูกค้าด้วยการสื่อสารที่ดีด้วย เพราะปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายที่จะทำให้ใจของผู้บริโภคพร้อมจะเปลี่ยนไปได้เสมอ

Q: ความท้าทาย และเป้าหมายในอนาคต

การ์ตูน: เราตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3 – 5 ปีนี้ เราจะนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราจึงคาดหวังไว้ว่า เราจะติด Top 3 ในสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม ก่อนที่เราจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากแต่ก็ท้าทาย เฉพาะแค่อาหารเสริมก็มีมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ถ้าปีนี้เราปิดเป้าได้ที่ 800 ล้านบาท เราก็จะมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 5- 7% จึงมองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะก้าวเข้ามาแล้วทำให้คนรู้จัก และรับรู้ว่า คิดถึงแบรนด์อาหารเสริมสุขภาพ และความงามก็จะนึกถึงชาเม่ ส่วนตลาดต่างประเทศตูนมองว่า ถ้าได้ Top 10 ในอาเซียนก็คงดีมากแล้ว ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเราต้องทำ เราชอบความท้าทาย เพราะจะทำให้เราพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง ถ้าเรานิ่งก็เท่ากับเราก้าวถอยหลัง เมื่อมาสายนี้แล้วเราต้องเดินต่อเพราะยังมีเรื่องท้าทายรออยู่อีกมาก

เชียร์: เหมือนในช่วงที่เราเริ่มทำธุรกิจ ตอนนั้นมีดารามาทำอาหารเสริมเพียง 1-2 แบรนด์ แต่พอเราเริ่มทำได้สักพักก็เริ่มมีคนอื่นๆ เข้ามา ซึ่งเข้ามามากจริงๆ ร่วมๆ ร้อยแบรนด์ก็ว่าได้ แต่จนถึงปัจจุบันอาจเหลืออยู่ประมาณ 10 แบรนด์ เพราะการทำให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความใส่ใจ และอีกหลายเรื่อง ต้องค่อยๆ ดู ค่อยๆ ศึกษากันไป  แต่เราไม่เคยมองแบรนด์อื่นเป็นคู่แข่ง เป็นข้อดีเสียอีกที่มีคนมาช่วยทำให้ตลาดอาหารเสริมเกิดกระแสความน่าสนใจ และทำให้ผู้โลกเกิดความตื่นตัวส่งผลให้ตลาดเกิดการเติบโต เรามองว่า คู่แข่งคือตัวเราเอง เราต้องพัฒนาเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อมาตอบโจทย์ และความพึงพอใจของลูกค้า

Q: การวางแผนอนาคตทางด้านการแสดง และธุรกิจอื่นๆ ที่สนใจอยากจะทำ

เชียร์: สำหรับการ์ตูนไม่ได้เล่นละครมา 2 ปีแล้ว ส่วนเชียร์ยังรับงานแสดงอยู่ แต่ก็มองไว้ในระดับหนึ่งเพราะปีนี้อายุจะ 30 ปีแล้ว ซึ่งชีวิตการแสดงมันมีวัฏจักร เชียร์อยู่วงการมาเกือบ 15 ปี กับเวลาที่ผ่านมาเชียร์ได้รับอะไรหลายๆ อย่างที่เกินคาด พออายุประมาณ 35 ปี ก็คงต้องเริ่มเปลี่ยนบทบาทแล้ว แต่คงยังไม่ได้ทิ้งงานแสดงเพื่อมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัว อาจจะแบ่งเวลามาทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งตอนนี้เชียร์ก็ยังมีอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นพิธีกร ทำให้สามารถจัดการเวลาในการที่จะทำธุรกิจได้ เพราะในส่วนของชาเม่กับแผนที่เราวางไว้ต้องค่อนข้างใส่ใจ ต้องเต็มที่กับการเติบโตเช่นกัน

ในอนาคตเชียร์ยังมีแพลนที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขอนามัย โดยจะมองว่าประเทศไทยกำลังมีปัญหาอะไรก็อยากทำผลิตภัณฑ์ที่มาแก้ปัญหานั้นๆ ส่วนตูนเขาสนใจในเรื่องของธุรกิจอสังหา แต่นั่นเป็นแผนงานที่เราวางไว้อีกสักระยะหนึ่ง เพราะตอนนี้เรายังต้องทำอะไรอีกมากสำหรับชาเม่ 

การ์ตูน: โดยส่วนตัวตูนสนใจที่จะทำในเรื่องของศูนย์ความงามและสุขภาพ ยังไงเราก็ไปในแนวนี้แน่นอน อาจจะไปก่อนงานด้านอสังหาอีกด้วย ซึ่งธุรกิจอสังหาอาจทำหลังจากที่ชาเม่เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว เราต้องทำตรงนี้ให้สำเร็จก่อน คิดว่าจะทำตอนอายุประมาณ 35 ปี ส่วนในเรื่องของศูนย์ความงามและสุขภาพ ตูนมองว่าตอนนี้ตลาดเมืองนอกโตมากในเรื่องนี้ เขาสามารถตรวจเช็คได้ว่าเราจะเป็นโรคอะไร และสามารถป้องกันได้ก่อนที่จะเป็นซึ่งเป็นเรื่องที่ตูนสนใจ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อบำรุงสุขภาพทั้งภายในและภายนอกสอดคล้องกับแบรนด์ที่เราทำอยู่ เป็นเรื่องของนวัตกรรมชะลอวัย รวมถึงเรื่องของศูนย์ดูแลผู้สูงวัยด้วยซึ่งผู้สูงอายุบางคนก็อยากชะลอวัยไม่อยากเจ็บป่วยไม่อยากแก่ เป็นเรื่องที่คิดว่าจะทำก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แยกเป็นอีกหนึ่งธุรกิจไปเลย

 

Q: ฝากข้อคิดสำหรับนักแสดงรุ่นน้อง หรือคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

เชียร์: ในมุมมองของการเป็นนักแสดง เชียร์มองว่า ทุกวันนี้เวลาผ่านไปเร็วมาก ดังนั้นวันนี้หากคิดจะทำธุรกิจเราก็ควรเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัว คือสิ่งที่เราอยู่กับมันแล้วมีความสุข เพราะความสุขตรงนั้นจะทำให้เราสามารถสร้างความใกล้ชิดกับตัวโปรดักต์ได้ง่ายที่สุด และนำไปพัฒนาต่อยอดได้ง่ายที่สุด เรื่องของเวลาก็สำคัญเช่นกัน เราต้องจัดสรรตัวเองให้ดี ต้องมีความรับผิดชอบ ต่อสู้กับตัวเองมากๆ เพราะชีวิตนักแสดงเป็นชีวิตที่เหนื่อยกับการทำงานเพราะต้องทำงานไม่เป็นเวลา เราต้องเอาชนะกับความเหนื่อยของตัวเองให้ได้ และเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางมันก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวมันเอง

การ์ตูน: ในแง่ของคนรุ่นใหม่ตูนมองว่า ตูนชอบทำธุรกิจเพราะมองว่า มีความมั่นคง มีความสนุก มีความท้าทาย แต่ถ้าเรามีอาชีพอื่นทำอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเป็นอาชีพหลักที่เรายังทำอยู่ และมีความสุข เราก็ยังสามารถทำต่อไปได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็สามารถมองหาอาชีพเสริมอื่นๆ เพิ่มเข้ามาได้ ซึ่งอาชีพหลัก คือ อาชีพหล่อเลี้ยงชีวิต ส่วนอาชีพเสริมเป็นอาชีพที่มาจากแรงบันดาลใจ เป็นอาชีพที่ทำให้เรามีความสุขในชีวิตเราก็น่าจะมองหาไว้ เพราะคนเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ชีวิตคนเราไม่ยาว เกิดมาทั้งทีเราต้องใช้ให้คุ้มอยากทำอะไรก็ทำ เริ่มได้เร็วยิ่งดี ยิ่งอายุน้อยเมื่อล้มก็ยังมีเวลาลุกขึ้นใหม่ได้ และถ้าคิดจะทำอะไรก็ให้เริ่มจากความชอบของตัวเองก่อน ไม่ต้องไปมองว่าใครทำอะไรแล้วรวย หรือทำตามกระแส ให้มองว่าเราชอบอะไรและหยิบจับสิ่งนั้นมาเป็นรายได้ และสร้างกำไร เพราะสิ่งที่เราชอบเราจะอยู่กับมันได้นาน ไม่เบื่อ สามารถทำซ้ำๆ ได้เรื่อยๆ

>>> ก่อนจบการสนทนา เชียร์ ทิ้งท้ายไว้ว่า<<<

“คนที่คิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ อย่ากลัวความผิดหวัง เพราะความผิดหวัง หรือความสำเร็จ มันก็อาจเกิดขึ้นได้ หรือไม่เกิดขึ้น แต่ให้มองว่า นั่นก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่จะทำให้เราแข็งแรง และเติบโตต่อไปได้ดีกว่าเดิม กับแบรนด์ชาเม่ที่เราทำกันมา กว่าที่จะมาถึงวันนี้ได้ก็มีอุปสรรคมากมายเช่นกัน เพราะทุกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว แต่เมื่อล้มเหลวแล้วจงใช้โอกาสนั้นในการที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแรงต่อไป” 

ดารานักแสดง กับธุรกิจความสวยความงาม

ดารานักแสดง                                 แบรนด์ที่ทำ

ขวัญ-อุษามณี                                  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร La Uzi by USAMENEE / ลิปสติก UZI

จุ๋ย-วรัทยา                                       สกินแคร์ ViV Skin /ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Jerz and Gloss

จักจั่น-อคัมย์สิริ                                ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Gluta - B White Detox  / ร้านทำเล็บ 

เชียร์-ฑิฆัมพร/การ์ตูน-อินทิรา            สกินแคร์ / ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CHAME’

โดม-ปกรณ์ ลัม                                ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร DO-me

ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด                               ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Pureplus Collagen

ธัญญ่า-ธัญญาเรศ                            สกินแคร์ BB Care 

นุ่น – วรนุช                                      สกินแคร์  WORRA

นิวเคลียร์-หรรษา                              ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก Secret Slim

พลอย-เฌอมาลย์                              ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อผิวสวย Cherchom  360

แพนเค้ก-เขมนิจ                                ผลิตภัณฑ์ Gluta Berry Swiss / ยาบำรุงสตรีโหรทศพรโอสถ

แพตตี้-อังศุมาลิน                              ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร PattieUng White & Block

วิ๊กกี้-สุนิสา                                     สกินแคร์ ครีมเพชร LIV WHITE DIAMOND

หญิง-รฐา                                         ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก D24

อั้ม-พัชราภา                                     สกินแคร์ (ครีมกันแดด)  Aurum

แอนดี้-เขมพิมุก                                 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร NS Fruity Cleanser

 

*เป็นดารา นักแสดงเพียงบางส่วนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงามในปัจจุบัน

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.