“ไวด์เฟธฟู้ด” ส่ง “ไรซ์บัดดี้” ข้าวแผ่นอบกรอบอร่อยเพื่อสุขภาพบุกตลาดสแน็คไทย

Dec 21, 2018 -None-

“ไวด์เฟธฟู้ด”(Wide Faith Foods) ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวแผ่นอบกรอบไรซ์บัดดี้(Rise Buddy)บุกตลาดสแน็คไทยครั้งใหญ่ ทุ่มเงิน 50 ล้านบาท โปรโมทความอร่อยได้สุขภาพจากข้าว 100% อบกรอบด้วยกรรมวิธีดั้งเดิมของญี่ปุ่น จัดเต็มตัวเลือก 10 รสชาติ 3 ขนาดเอาใจวัยรุ่น พร้อมซุ่มขยายฐานผลิตโรงงานแห่งที่ 3 เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 10,800 ตันต่อปีพร้อมจับมือนิวเวฟ เอเชียตัวแทนจำหน่ายขยายตลาดในไทย หวังแบ่งเค้กตลาดสแน็คไทย ดันยอดขายเพิ่ม 30% ต่อปีหลังส่งออกไป 10 กว่าประเทศทั่วโลก จนมียอดขายเป็นอันดับ1 ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

โอลิเวอร์ เย้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวด์เฟธฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวแผ่นอบกรอบตรา ไรซ์บัดดี้ เผยว่า ไวด์เฟธฟู้ดได้เข้ามาเปิดโรงงานในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีวัตถุดิบคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น ข้าวไทย เครื่องปรุงต่างๆ ไปจนถึงวัตถุดิบธรรมชาติ ที่เอื้อประโยชน์ต่อความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ แต่ถึงอย่างนั้น ไวด์เฟธฟู้ดก็ยังไม่ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย เนื่องจากเรามีกำลังการผลิตที่ค่อนข้างจำกัด อีกทั้งกำลังการผลิตทั้งหมดต้องสอดคล้องกับสินค้าของไวด์เฟธฟู้ดทั่วโลกอีกด้วย

“และจากกระแสด้านสุขภาพที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนไทยยอมรับผลิตภัณฑ์จากแนวคิด ‘Better for You’ขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งการที่ GDP ของประเทศไทยในปี 2017มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 439.2 พันล้านเหรียญสหรัฐและคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 450 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018อีกทั้ง GNI ต่อหัวของประเทศไทยในปี 2018ยังมีมูลค่าที่ราวๆ 5,960 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเติบโตได้ดีในระยะเวลาร่วม 10 ปี แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอาเซียนอย่างมั่นคง ทุกๆ โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่สำคัญทั้งหมดจะอยู่ในประเทศไทย แสดงให้เห็นการเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ว่าจะเติบโตมากกว่าที่เคย ปัจจัยเหล่านี้จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้เรา ในการเดินหน้าบุกตลาดสแน็คไทยอย่างเต็มตัว”

 

บริษัท ไวด์เฟธฟู้ด จำกัด มีประสบการณ์ด้านตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศจีนและไต้หวันมากกว่า 20 ปี อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีต้นแบบการผลิตขนมจากข้าว ด้วยกระบวนการผลิตที่ไม่เหมือนใครจากความสามารถของเทคโนโลยีขั้นสูงโดยไวด์เฟธฟู้ดได้เปิดโรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ปี 2002 และแห่งที่สองในปี 2014 มีสายการผลิต 5 สาย สามารถผลิตได้ 15 ล้านชุดต่อเดือนหรือราวๆ 13,200 ตันต่อปี ซึ่งโรงงานทั้ง 2 แห่งนี้ ได้รับการรับรองเกรด AA จาก BRC รวมถึงได้รับการรับรองจาก Gluten Free, Halal, GMP และยังได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ Thailand Quality Trust Mark  EU & NOP Organic อีกด้วย

อีกทั้งในปี 2017 ที่ผ่านมา ไวด์เฟธฟู้ด ได้เปิดโรงงานแห่งที่ 3 ขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชฯ จังหวัดชลบุรี บนที่ดิน 34 ไร่ ด้วยเม็ดเงินการลงทุนรวม 3 เฟส ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งในการก่อสร้างเฟสแรก บริษัทได้ลงทุนไป 800 ล้าน และในเฟสที่ 2 บริษัทจะลงทุนอีกกว่า 500 ล้าน เพื่อขยายกำลังผลิตในเหส 2 อีก 10,800 ตันต่อปี และไวด์เฟธฟู้ด ยังได้วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตในเฟส 3 ที่ 3 อีก 14000 ตันต่อปี ในปี 2022 ด้วยเม็ดเงินลงทุนอีก 700 ล้าน ทั้งนี้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะรองรับการเติบโตของตลาดในต่างประเทศใน จีน, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และอื่นๆ ร่วม 10 ประเทศได้เป็นอย่างดี ส่วนรง เดิมที่บางพลี จะรองรับตลาดภายในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวของไวด์เฟธฟู้ดมีหลากหลายแบรนด์โดยแต่ละแบรนด์จะอยู่ภายใต้แบรนด์แม่ Master Riceไม่ว่าจะเป็น Rise Buddy, Allright, Rice Wonder และ Melloโดยผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์จะมีลักษณะเป็น ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่มีรสชาติไม่เหมือนใคร มีความบางและมีรสชาติที่ดีกว่าแบรนด์อื่นๆ เนื่องจากมีการออกแบบและผลิต ตามข้าวเกรียบข้าวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่าง อาราเระ (Arare)หรืออูชิยากิ (Ushiyaki) อีกทั้งยังใช้กรรมวิธีการอบ ใช้น้ำมันรำข้าว ปราศจากกลูเตนไร้ไขมันทรานส์ และมีไขมันน้อยกว่าขนมขบเคี้ยวทั่วไปถึง 10%เติมเต็มในสิ่งดีๆ เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสด้านสุขภาพทั่วโลกอย่าง “Better for You”การันตีด้วยยอดขายอันดับ 1 จากมูลค่าส่วนแบ่งการตลาด Rice Snack 42% ในออสเตรเลีย และ 52% ในนิวซีแลนด์

 

ทางด้าน กรอเรียกัวรองกรรมการฝ่ายการตลาด บริษัท ไวด์เฟธฟู้ด จำกัด กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ของไวด์เฟธฟู้ด มีจำหน่ายครอบคลุมทั่วทั้งโลกทั้งRise Buddy ที่จำหน่ายอยู่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย และไต้หวัน รวมไปถึงตลาดใหม่บางแห่งที่กำลังดำเนินการให้พร้อมขายในอนาคต เช่น ฝั่งยุโรปอย่าง ฝรั่งเศส และตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เกาหลี รวมไปถึงตลาดทางฝั่งภูมิภาคอาเซียนด้านผลิตภัณฑ์ Allrightมีวางจำหน่ายในออสเตรเลียและญี่ปุ่น ตามซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยม สำหรับผลิตภัณฑ์ Wonder Rice จะถูกวางตลาดในประเทศชิลี อินเดีย ฮ่องกงและอื่นๆ และด้านของ Mello ก็มีเป้าหมายวางขายสู่ตลาดที่นอกเหนือจากแบรนด์อื่นๆ ไปทั่วทั้งโลก

“ไวด์เฟธฟู้ดขายผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ผลิตจากข้าวไทยในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงสามารถเติมเต็มลูกค้าได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กวัยหัดเดิน วัยรุ่น จนไปถึงผู้ใหญ่อีกทั้งการได้เจอกับลูกค้าจากหลายประเทศทั่วโลก ทำให้เรามั่นใจว่าจะสามารถนำประสบการณ์และแนวคิดใหม่ๆ มาสร้างขนมขบเคี้ยวจากข้าวไทย 100% ที่เป็นธรรมชาติ รสชาติอร่อย สร้างสุขภาพที่ดี พร้อมตอบสนองความต้องการลูกค้าชาวไทยของเราได้อย่างแน่นอน”

กรอเรียกัวให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า “สำหรับในประเทศไทย บริษัทจะใช้ Rise Buddy ผลิตภัณฑ์ข้าวแผ่นอบกรอบที่มีความนิยมมากที่สุด ในการแชร์ส่วนแบ่งในตลาด โดยจะเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 16-19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มองโลกเปิดกว้างด้วยความมั่นใจ ชอบออกไปท่องเที่ยวพร้อมแชร์เรื่องราวต่างๆ กับกลุ่มเพื่อน ซึ่งตรงกับภาพลักษณ์ของ Rise Buddy ส่วนอีกกลุ่มคือคนหนุ่มสาวที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงด้านมุมมองทั้งในชีวิตจริงและสังคมออนไลน์ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราจะมีให้เลือกถึง 10 รสชาติ

ในการบุกตลาดขนมขบเคี้ยวประเทศไทยในครั้งนี้ ไวด์เฟธฟู้ด ได้ร่วมกับ “บริษัท นิวเวฟ เอเชีย จำกัด” (New Wave Asia) โดยจะใช้เงินลงทุนกว่า 50 ล้านบาทเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ผ่านกิจกรรมการตลาดต่างๆ รวมถึงสร้างช่องทางการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย และมีการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์รวมไปถึงโปรโมชั่นกับร้านค้าปลีก ซึ่งในระยะแรกบริษัทจะทำกิจกรรมสนับสนุนสังคม เพื่อให้ชื่อของ RiseBuddy เข้าไปมีพื้นที่ในหัวใจคนไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นผู้ให้การสนับสนุน การแข่งขันชิงแชมป์โลกเทควันโดครั้งที่ 8 กับนักกีฬาและนักท่องเที่ยวกว่า 2,000 รายจากนั้นผลิตภัณฑ์จะเริ่มออกวางจำหน่ายในต้นปี 2019 ที่ห้างและร้านค้าปลีกอย่าง Top, The Mall ตามด้วยวางจำหน่ายอย่างเต็มรูปแบบในปลาย Q2 ที่ Big C, Tesco Lotus และ 7-ELEVEN ต่อไป

“ขั้นตอนแรกของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สู่ตลาด บริษัทจะมุ่งเน้นการกระจายสินค้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์และยังสามารถสำรวจความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วยโดยไวด์เฟธฟู้ดวางเป้าหมายว่าจะเข้าไปเป็นหนึ่งในคู่แข่งตลาดสแน็คไทยที่มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท โดยหวังจะมียอดขายปีแรก 500 ล้านบาท พร้อมเพิ่มขึ้น 30% ต่อเนื่องทุกปีพร้อมก้าวไปสู่ความเป็นแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำของอุตสาหกรรมอาหารและขนมขบเคี้ยว ที่มีความเป็นเลิศ 3 ประการ ได้แก่มีรสชาติเป็นเลิศ มีกระบวนการผลิตอย่างดีเลิศ และให้ความรู้สึกที่ดีเลิศ เพื่อตอบสนองรอยยิ้มและความพอใจของลูกค้าให้ดีที่สุด” โอลิเวอร์ เย้กล่าวทิ้งท้าย

 

Snack

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.