18,039
VIEWS

BMW ผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ ครองใจด้วยเทคโนโลยี และ CSR

Dec 19, 2018 -None-

คงต้องปรบมือดังๆ ให้กับความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการพรีเมียมชั้นนำของโลก ทำให้ในปีนี้สามารถครองใจมหาชนชาวไทยจนคว้ารางวัลอันดับ 1 Thailand’s Most  Admired Company 2018 ในกลุ่มยานยนต์มาครอบครองได้สำเร็จ

ปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยูสามารถคว้าตำแหน่งองค์กรขวัญใจมหาชนชาวไทยในหมวดยานยนต์มาได้นั้นคือ การที่บริษัทเข้าใจในความต้องการของลูกค้าและความท้าทายของธุรกิจ อันเป็นเหตุผลให้เกิดการสร้างสรรค์โซลูชั่นด้านการสัญจรเดินทาง ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรมความแตกต่างและการบริการในระดับพรีเมียม รวมไปถึงทีมงานมืออาชีพซึ่งเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น มุ่งมั่นผลักดันให้เกิดแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างไม่รู้จบ

มร.คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า ลูกค้าและผู้ใช้งานในไทยไม่ได้คิดถึงบีเอ็มดับเบิลยูในฐานะแบรนด์รถระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์แห่งยนตรกรรมชั้นนำระดับโลก พร้อมด้วยนวัตกรรมที่ช่วยสร้างอารมณ์ ความกระตือรือร้น ความน่าหลงใหล และความตื่นเต้นเร้าใจ ดังนั้นความแข็งแกร่งอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงดีเอ็นเอขององค์กรอีกด้วย

 “เราเชื่อว่า เหตุผลที่ลูกค้าไว้วางใจในบีเอ็มดับเบิลยู เพราะเราสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าการขับขี่ให้แก่พวกเขาได้เสมอ ในฐานะแบรนด์เราให้ความสำคัญต่อสิ่งที่ลูกค้าปรารถนา ประสบการณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ และช่วงเวลาอันน่าจดจำที่ไม่สามารถลืมเลือนได้” ไม่เพียงเท่านั้น มร.คริสเตียน มองว่าอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูประสบความสำเร็จไม่แพ้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีของผลิตภัณฑ์ นั่นก็คือ “ความยั่งยืน” โดยบีเอ็มดับเบิลยูได้บูรณาการความยั่งยืนให้เข้ากับหลักการในการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในฐานะธุรกิจที่ขับเคลื่อนเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคมส่วนรวม อีกทั้งยังใส่ใจและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมด้วยการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างยั่งยืน

“เรามุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์อันยั่งยืน โดยไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการแก้ปัญหาสังคม แต่เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสัมพันธ์กับชุมชน ไปจนถึงการยกระดับสังคมผ่านการศึกษา และด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญที่เรามีพร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร เราจึงสามารถริเริ่มกิจกรรมและโครงการเพื่อสังคมระยะยาว ซึ่งจะสร้างประโยชน์อันกว้างขวางต่อสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป”

สำหรับกิจกรรมด้าน CSR ของบีเอ็มดับเบิลยูนั้น จะยึดเป็นรูปแบบในการทำกิจกรรม 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านสุขภาพและการศึกษา ซึ่งได้ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมยกระดับด้านการศึกษาผ่าน “โครงการ BMW Service Apprentice Program” โครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย ซึ่งหลักสูตรได้พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างหอการค้าเยอรมัน-ไทย องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน และเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าร่วมอบรมและฝึกฝนทั้งทฤษฎีและทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคจากศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู และร่วมปฏิบัติงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ

“โครงการนี้จะช่วยให้พวกเขากลายเป็นบุคลากรพร้อมด้วยทักษะขั้นสูงที่บริษัทต่างๆ มองหา ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มทักษะด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กับพวกเขาแล้ว ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตด้านยนตรกรรมของโลกอีกด้วย”

สำหรับด้านสุขภาพ “โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์” เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย องค์กรเวฟส์ฟอร์วอเตอร์องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจากประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ริเริ่มครั้งแรกที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2558 โดยมีจุดมุ่งหมายในการมอบระบบกรองน้ำสำหรับการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชนขาดแคลนทั่วประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ชาวบ้านในชุมชนอีกทั้งยังให้ความรู้ด้านคุณประโยชน์ของน้ำสะอาด รวมไปถึงวิธีการติดตั้งและทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง

“กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ชุมชนภายใต้โครงการสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้มากขึ้น พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยในพื้นที่ไปพร้อมๆ กัน หากได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องเครื่องกรองน้ำ 1 เครื่องจะสามารถกรองน้ำสะอาดได้มากกว่า 1 ล้านแกลลอน หรือ 3.7 ล้านลิตร และสามารถให้ประโยชน์แก่ประชาชนได้ถึง 100 คนต่อ 1 เครื่อง”

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ดำเนินโครงการกระทั่งปัจจุบัน “โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์” ได้มอบเครื่องกรองน้ำขนาดเล็กให้กับชุมชนไปมากกว่า 50 ชุมชน รวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 เครื่อง ซึ่งสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านได้ถึง 500,000 คน ทั้งยังตั้งเป้ามอบเครื่องกรองน้ำสู่ชุมชนให้ครบ 6,520 เครื่อง ในปี พ.ศ.2562 และ 9,520 เครื่อง ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูคาดว่าจะสามารถช่วยให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ขาดแคลนได้เข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคได้ถึง 952,000 คน

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังมอบเงินจากกิจกรรมในการจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 33 รวมทั้งเงินสมทบจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นในรายการ BMW Golf Cup International 2018 เป็นจำนวนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อสมทบมูลนิธิชัยพัฒนาภายใต้โครงการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการแสดงความมุ่งมั่นในการทำความดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

เห็นได้ชัดว่า องค์ประกอบและปัจจัยที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่เพียงแค่การมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ช่วยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีเท่านั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกองค์กรจะลืมไปไม่ได้ ก็คือเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม เฉกเช่น บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ไม่เคยละเลยต่อสังคม และยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมส่วนรวมอย่างยั่งยืนต่อไป

“ความสำเร็จอันโดดเด่นตลอดทั้งปีนี้ของเราเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ผู้ขับขี่ชาวไทยมีต่อแบรนด์ของเรา รวมทั้งความเชื่อมั่นในการบริการจากเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยจากนี้เป็นต้นไป เราตั้งใจที่จะตอบแทนความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทย ด้วยการเปิดประสบการณ์ด้านยนตรกรรมรูปแบบใหม่ และเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าด้วยการยกระดับการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคมส่วนรวมต่อไปเรื่อยๆ ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำเสมอมา” มร.คริสเตียน กล่าวทิ้งท้าย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.