4,366
VIEWS

ธ.ก.ส. ปรับบทบาทใหม่เป็นมากกว่าธนาคาร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน

Dec 17, 2018 -None-

กระแส Disruptive และพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปกำลังทำให้ทุกสถาบันการเงินปรับรูปแบบการทำงานของตัวเองให้เป็นมากกว่าธนาคาร ไม่เว้นแม้แต่ “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” หรือ “ธ.ก.ส.” ที่มีการ Repositioning เช่นกัน แต่ในมุมของ ธ.ก.ส. นั้นการเป็นมากกว่าธนาคาร ไม่ได้เพื่อต้องการที่จะทำกำไรสูงสุด หากมาจากพันธกิจที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักให้มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้ ธ.ก.ส. ปรับโครงสร้างการทำงาน ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน รวมถึงเพิ่มส่วนงานใหม่เข้ามารองรับพันธกิจให้สำเร็จลุล่วง ที่สำคัญได้มีการกำหนดทิศทางการทำงานให้กับคนในองค์กร ด้วยการสร้าง Culture ในการที่พร้อมจะผลักดันภารกิจยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย

คุณอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้ประกาศที่จะเป็น Rural Universal Bank ภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยเป็นธนาคารสำหรับคนในชนบท และองค์กรต่างๆ ในชุมชน ที่ให้บริการทุกอย่างที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของทุกคน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่มั่นคง มีการจัดการที่ทันสมัย ให้บริการทางการเงินครบวงจร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะโฟกัสไปที่กลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกค้าหลักที่ใช้บริการสินเชื่อรวมทั้งหมด 3.9 ล้านราย ในวงเงินสินเชื่อ 1.3 ล้านล้านบาท

“การเข้าไปช่วยเกษตรกรในหลายๆ ด้านให้เขามีรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว เราจำเป็นต้องทำงานในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา จากการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของเกษตรกร ธ.ก.ส. จึงทำ Segment ลูกค้าตามรายได้และภาระหนี้ จากนั้นได้มีการออก 3 มาตรการ 9 โครงการ เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการอย่างแรกทำยังไงให้เขามีภาระหนี้สินสอดคล้องกับทิศทางของรายได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเศรษฐกิจฐานราก เพราะเขามีทั้งหนี้ของ ธ.ก.ส. และหนี้นอกระบบ โดยเราได้ออกโครงการแก้ไขหนี้สินด้วยการขยายระยะเวลาการชำระหนี้เกษตรกรจาก 2 ปีเป็น 3 ปี สนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน สินเชื่อกองทุนหมู่บ้านและสถาบันการเงินชุมชน เพื่อป้องกันและแก้หนี้นอกระบบ และโครงการชำระดี มีคืน”

มาตรการต่อมาเป็นการพัฒนาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพใหม่ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับราคาและผลผลิตทางการเกษตร โดย ธ.ก.ส. ได้เข้าไปแนะนำ และให้ความรู้ด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรทำการผลิตตรงกับความต้องการของตลาด และจับมือกับพันธมิตร รวมถึง AgriTech Startup เพื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเพิ่ม Productivity ต่อไร่ได้ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึงให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ด้วยการปล่อยสินเชื่อประเภทต่างๆ เช่น สินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อย และสินเชื่อพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนสวัสดิการรัฐ

“ที่ผ่านมาเราได้มีการอบรมบ่มเพาะเกษตรกรให้เป็นนักธุรกิจเกษตร รวมถึงผลิตทายาทเกษตรกร และเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเป็น Smart Farmer ส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตเกษตรแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตการเกษตร ยกระดับสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบกอบ SMEs เกษตร และองค์กรธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

สุดท้ายเป็นมาตรการที่จะทำให้เกษตรกรมีภูมิคุ้มกันทางการเงิน ให้ความรู้ในเรื่องความสำคัญของเงินออม ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อส่งเสริมการออมในระยะสั้น และระยะยาว เช่น เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค เงินออมกองทุนทวีสุข กองทุนการออมแห่งชาติ และเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต ล่าสุด ธ.ก.ส. มีการตั้งเป้าให้เกษตรกรมีเงินฝากเพิ่มมากขึ้น 4% จากปีที่แล้ว หรือคิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยจัดโปรโมชั่นร่วมกับ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สมัครสมาชิกออมเงินกับ กอช. 1,200 บาท รับเงินสมทบจากรัฐบาลสูงสุด 100% พร้อมรับสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. 100 บาท ลุ้นโชคเงินรางวัล 10 ล้านบาท

อีกทั้งจัดทำโครงการประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงด้านการผลิต ได้แก่ การประกันภัยข้าวนาปี การประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และการประกันภัยโคนม นอกจากนี้ยังให้ความรู้ทางการเงินและเทคโนโลยีดิจิทัลแก่เกษตรกร เพื่อให้รู้เท่าทันทางการเงินและกลโกงต่างๆ

โดยในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น ธ.ก.ส. ได้ทำ 2 ส่วนพร้อมกัน กล่าวคือ ออกแอพพลิเคชั่น A-Mobile ซึ่งนอกจากจะให้บริการธุรกรรมการเงินดิจิทัลทุกอย่างแล้ว ยังให้ข้อมูลความรู้แก่เกษตรกร อาทิ ราคาพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น อีกทางหนึ่ง ธ.ก.ส. เชื่อมโยงการตลาดผลิตภัณฑ์การเกษตรทั้งแบบออนไลน์ และเครือข่ายประชารัฐ ผ่าน e-Market Place Platform ภายใต้ชื่อ A Farm Mart โดยเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อกับ On-line Market หรือ Social Media ต่างๆ รวมถึงเป็นช่องทางจัดจำหน่ายผ่าน Supply Chain ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ครอบคลุมการให้บริการครบวงจร ตั้งแต่ E-Order สั่งซื้อ E-Payment เชื่อมต่อด้านการเงินกับธนาคารในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจ่ายชำระค่าสินค้าและบริการ การแจ้งหนี้ การเรียกเก็บ และ E-Logistics คือ การบริหารคำสั่งซื้อ (Order Managements) กับระบบงานด้านขนส่งแบบ B2B (Systems to Systems) เพื่อให้บริการมีความรวดเร็ว สะดวก รวมถึงสามารถติดตามตรวจสอบสถานะการขนส่งและการเชื่อมโยงกับระบบเก็บเงินปลายทาง (COD : Cash On Delivery) ทั้งการโอนเงินและส่งคืนเงิน ในกรณีที่ผู้ซื้อใช้บริการเรียกเก็บเงิน ณ จุดนำจ่าย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการพัฒนาระบบการจำหน่ายสินค้าที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังส่งเสริมสังคมให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการให้ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนในสี่มิติ คือ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ด้วยการจับมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผลักดันในเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน โดยในปีนี้มีการตั้งเป้าว่าจะร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน 35 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้เป็นอย่างดี

ในขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธ.ก.ส. ได้คิดค้นโครงการธนาคารต้นไม้ โดยให้เกษตรกรนำต้นไม้มีค่าเป็นหลักทรัพย์ประกันทางธุรกิจ ปัจจุบันมีสมาชิกธนาคารต้นไม้มากกว่า 100,000 ราย รวมเป็นต้นไม้ 11.7 ล้านต้น โดยในอนาคตมีแผนที่จะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มเติม ผ่านวิธีการซื้อคาร์บอนเครดิต

ความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในปีที่ผ่านมา กำลังเริ่มเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีชี้วัดที่สำรวจโดยมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เข้ามาเป็น Third Party พบว่า ผู้มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 31% ในขณะที่ผู้มีรายได้กว่า 30,000 บาทต่อปี มีรายได้เพิ่มขึ้น 32% ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ผู้มีรายได้น้อย 30%

“สำหรับ ธ.ก.ส. ไม่ได้วัดแค่รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่เราวัดเรื่องการเพิ่มภูมิคุ้มกันด้วย เพราะเชื่อว่าหากสองอย่างนี้เข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในระยะยาวได้อย่างแท้จริง”

BANK

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.