5,626
VIEWS

จากรีเทล 1.0 ถึง 4.0 ค้าปลีกไทยจะมุ่งไปในทิศทางไหน

Nov 28, 2018 R.Somboon

กระแสของดิจิทัล ดิสรัปชั่น ลุกลามไปทั่วไม่เว้นแม้แต่ตลาดค้าปลีกที่ถูกมองว่าจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการช้อปปิ้งได้ทุกที่ทุกเวลา แทนที่การเดินทางมาช้อปที่ร้านค้าปลีกในรูปแบบเดิมๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา หรือประเทศจีนที่ช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อตลาดค้าปลีกของทั้ง 2 ตลาดอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่ถูกวางพื้นฐานมาจาก Physical Store และผู้ประกอบการรายใหญ่ของตลาดก็ลงหลักปักฐานจนเข้มแข็ง พัฒนาการของตลาดค้าปลีกของบ้านเรามีออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุครีเทล 1.0 เป็นต้นมา ซึ่งหากไล่ย้อนไปที่ตลาดค้าปลีกในบ้านเรา จะพบว่า ค้าปลีกในยุค 1.0 เกิดขึ้น เมื่อกว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของโมเดิร์นเทรดเต็มตัว ซึ่งรีเทล 1.0 นี้ จะเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเป็นหลัก

ยุคของรีเทล 1.0 จะเริ่มตั้งแต่การก่อกำเนิดโมเดิร์นเทรด ไปจนถึงการก้าวเข้ามาของยักษ์ใหญ่ในวงการไฮเปอร์มาร์เก็ตของโลก ที่เข้ามาสร้างบรรทัดฐาน และเขย่าให้ค้าปลีกบ้านเรา ก้าวเข้าสู่ระบบโมเดิร์นเทรดแบบเต็มตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการค้าปลีกสมัยใหม่ที่เป็นการมองถึงการบริหารเรื่องของสเปซ แมเนจเม้นต์ ที่มองถึงการรีเทิร์น กลับมาของยอดขายต่อพื้นที่บนเชลฟ์

 

ระบบบริหารจัดการด้านค้าปลีกที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกด้านค้าปลีกนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องมือของการสร้างอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ หรือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมานั่นคือ การขายสินค้าในราคาถูกทุกวัน โดยไม่ต้องรอโปรโมชั่นด้านราคา

รีเทล 1.0 นี้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการพูดถึงภาพรวมของการทำค้าปลีกที่ขายสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสินค้าในหมวดคอนซูเมอร์โปรดักต์

หลังจากนั้นจะเข้าสู่ยุค 2.0 ที่ค้าปลีกจะเริ่มนำเสนอในสิ่งที่เป็นพรีเมียม เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของผู้บริโภค  ซึ่งรีเทล 2.0 นี้จะคาบเกี่ยวกับการเข้าสู่รีเทล 3.0 ที่ภาพของค้าปลีกทั้งหมดจะก้าวไปสู่การเป็นค้าปลีกลักชัวรี่ และซูเปอร์ลักชัวรี่อย่างเต็มตัว

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เคยให้มุมมองถึงเรื่องนี้ว่า ในจังหวัดที่เป็นเมืองรองหรือจังหวัดขนาดเล็ก ตลาดค้าปลีกจะกำลังเข้าสู่ความเป็นพรีเมียม เรามองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตรงนี้ได้จากยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของกลุ่มเซ็นทรัล ที่กำลังยกระดับพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคในเมืองใหญ่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นลักชัวรี่จากการส่งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ทั้งเซ็นทรัล พลาซา และเซ็นทรัล เฟสติวัล เข้าไปยกระดับการช้อปของผู้บริโภค ส่วนในเมืองรองจะมีตัวโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เข้ามายกระดับการช้อปปิ้งของคนในพื้นที่ให้มีความเป็นพรีเมียม ซึ่งเราจะเห็นการรุกแบบคู่ขนานกันไปแบบนี้

สิ่งที่สะท้อนให้ถึงการก้าวเข้าสู่ยุคของรีเทล 3.0 อย่างเต็มตัวก็คือ การเกิดขึ้นของโครงการค้าปลีกที่เป็นลักชัวรี่หลายโครงการทั้งจากการลงทุนของกลุ่มเดอะมอลล์ เซ็นทรัล และสยามพิวรรธน์ ที่เปิดไอคอนสยาม ที่เป็นการยกระดับตลาดค้าปลีกของบ้านเรา ด้วยการนำเสนอประสบการณ์ค้าปลีกในรูปแบบใหม่

ไม่เพียงเท่านั้น โครงการนี้ยังสามารถดึงเอาห้างสรรสินค้าระดับลักชัวรี่ของญี่ปุ่นอย่าง ทาคาชิมาย่า ซึ่งถือเป็นสาขาที่ 3 ในย่านอาเซียนต่อจากประเทศสิงคโปร์และเวียดนาม  

ห้างสรรพสินค้าสยามทาคาชิมาย่า  สาขาไอคอนสยาม จะจำหน่ายสินค้าลักชัวรี่แบรนด์ อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ของใช้ในชีวิตประจำวัน อาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมของไทย ญี่ปุ่น และนานาประเทศทั่วโลก ทาคาชิมาย่า มีเครือข่ายจัดหาสินค้าที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และห้างญี่ปุ่นในไทย โดยมีแบรนด์ทาคาชิมาย่า และ Voice File จำหน่ายเฉพาะทาคาชิมาย่า ถือเป็นการเติมเต็มให้ภาพของการเข้าเป็นลักชัวรี่อย่างสมบูรณ์แบบ

สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การก้าวเข้าสู่ยุคของรีเทล 4.0 ของบ้านเรา ซึ่งยุคของรีเทล 4.0 ไม่ใช่แค่ออนไลน์ หรือออฟไลน์เท่านั้น แต่เป็นการผสานกันระหว่างออฟไลน และออนไลน์ แบบกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ที่เรียกว่า ออมนิชาแนล

ดร.ฉัตรชัย ให้มุมมองว่า การก้าวเข้าสู่ยุคของค้าปลีกที่เป็นออมนิชาแนลนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของตลาดค้าปลีกในบ้านเราที่สามารถปรับตัวได้โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการดิสรัปท์ของเทคโนโลยี เหตุผลน่าจะมาจาก การที่ลักษณะทางกายภาพของตลาดค้าปลีกของไทยแตกต่างจากประเทศจีนที่ตรงที่ร้านค้าปลีกที่เป็นออฟไลน์ของบ้านเราจะเป็นเนชั่น ไวด์ คือมีสาขาครอบคลุมทั้งประเทศ ขณะที่ของประเทศจีน ไม่มีร้านค้าปลีกออฟไลน์ระดับประเทศ เนื่องจากประเทศเขามีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้เมื่อค้าปลีกออนไลน์เกิดขึ้นก็สามารถเข้าไปตอบโจทย์คนทั่วประเทศได้จนกลายเป็นช่องทางขายหลักของบ้านเขาโดยใช้ระยะเวลาไม่นานนัก

 

ดร.ฉัตรชัย ยังบอกอีกว่า นักช้อปปิ้งชาวไทย ชอบที่จะไปเดินห้างหรือศูนย์การค้าที่เป็นศูนย์รวมของค้าปลีกสมัยใหม่เกือบทุกอย่าง พวกเขาต้องการไปพบปะผู้คนเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดที่หาไม่ได้ในออนไลน์ ผนวกกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของบ้านเรามีความแข็งแกร่งในเรื่องของออฟไลน์อยู่แล้ว เพราะมีการสร้างฐานตลาดมานาน แม้ออนไลน์จะเข้ามามีบทบาท แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะให้ความสำคัญกับมันอย่างเต็มที่ ทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ค้าปลีกออนไลน์ของบ้านเรามีสัดส่วนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับภาพรวมของทั้งตลาด

อย่างไรก็ตาม พวกเขาหนีไม่พ้นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น นั่นคือ การเป็นค้าปลีกแบบ O2O ที่ผสานกัน และช่วยส่งเสริมการทำตลาดกันอย่างลงตัว ออนไลน์อย่างเดียวมันไปไม่รอด เพราะเป็นฟังก์ชั่นนัลล้วนๆ มันไม่มีอีโมชันนั่ล ออฟไลน์มาช่วยสร้างอีโมชันนั่ล จึงต้องเอาทั้ง 2 ช่องทางมาร่วมกันทำตลาด

ก่อนหน้านั้น ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เมื่อเข้ามาทำออนไลน์ ก็ยังทำแบบกั๊กๆ เพราะกลัวว่าจะเข้ามาส่งผลกระทบกับค้าปลีกออฟไลน์ที่ทำอยู่ แต่เมื่อมองมาที่แนวโน้มตลาด และความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มาทางด้าน O2O แล้ว ก็ยากที่จะเลี่ยงได้ จึงเลือกใช้วิธีการแยกธุรกิจออนไลน์ออกมาทำต่างหากด้วยวิธีการร่วมทุนกับเจดีดอทคอม ซึ่งหลังจากนี้ เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในการก้าวเข้าสู่ยุคของ O2O ของกลุ่มเซ็นทรัลอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

เป็นทิศทางของตลาดค้าปลีกในบ้านเราที่ไม่ใช่ออนไลน์ หรือออฟไลน์โดดๆ แต่ต้องผสานเป็นออมนิชาแนล แบบ O2O อย่างสมบูรณ์แบบ......

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.