16,460
VIEWS

เปิดใจ วิชา พูลวรลักษณ์ “หนังไทยจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดโรงหนัง”

Nov 19, 2018 R.Somboon

สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นว่า Digital Disruption ไม่เข้ามามีผลกระทบด้านลบกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลกก็คือ ตลาดหนังในหลายประเทศยังคงมีการเติบโตในตัวเลขค่อนข้างดี ภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ทั่วโลกยังคงเติบโตต่อเนื่องในยุคดิจิทัล แม้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลจะเติบโตอย่างรวดเร็ว และเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น โดยตัวเลขรายได้ตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี 2018 กลับโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปี 2017 ซึ่งรายได้จากการฉายหนังในโรงภาพยนตร์ทำรายได้มากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดต่อกันถึง 4 ปี

ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของภาพยนตร์ที่ออกฉายระหว่างไตรมาสที่ 3 ของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ แต่ในปี 2018 กลับมีภาพยนตร์ที่ทำรายได้อย่างโดดเด่น เช่น Black Panther แบล็ค แพนเธอร์, Venom เวน่อม, A Star Is Born อะ สตาร์ อีส บอร์น และอื่นๆ อีกมากมาย นักวิจัยหลายๆ สำนักคาดรายได้สิ้นปี 2018 ของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจะอยู่ที่ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้จากทั่วโลกจะสูงกว่า 41,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เช่นเดียวกับที่ประเทศจีน และเกาหลี ก็มีการเติบโตที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 20 – 30% ประเทศเหล่านั้น ต่างมีโรงหนังอยู่เป็นจำนวนมาก โดยประเทศจีนมีจำนวนโรงหนังมากที่สุดในโลกกว่า 51,000 โรง, อินเดีย มีกว่า 11,000 โรง, ญี่ปุ่น มีกว่า 3,000 โรง, เกาหลีใต้ มีกว่า 2,000 โรง ที่สำคัญสุดก็คือ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศนั้นๆ ต่างผลิตหนังเข้ามาป้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างจากบ้านเราที่มีหนังไทยเข้าฉายโรงเพียง 43 เรื่องจากหนังทั้งหมด 312 เรื่อง

ในฐานะผู้นำตลาดโรงหนังในบ้านเราที่มีจำนวนโรงมากที่สุด วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ภาพยนตร์ท้องถิ่น จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ เพราะประเทศที่มีการเติบโตที่ดีไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี หรืออินเดีย ต่างก็มีหนังท้องถิ่นเข้ามาป้อนโรงในจำนวนปีละหลายร้อยเรื่อง ต่างจากบ้านเราที่มีการผลิตหนังไทยป้อนเข้ามาไม่มากนัก

“การทำหนังออกมาป้อนตลาดนั้น หัวใจสำคัญต้องมีสเกลของโรงที่พร้อมจะรองรับการฉาย โดยเฉพาะกับโรงในต่างจังหวัด ซึ่งตรงกับแผนการลงทุนของเครือเมเจอร์เองที่กำลังขยายฐานของโรงหนังออกไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดขนาดเล็ก หรืออำเภอขนาดใหญ่ที่เราจะขยายออกไปกับ เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี”

 

ผู้บริหารเครือเมเจอร์ยังให้มุมมองอีกว่า หนังไทยที่จะผลิตออกมาให้สอดคล้องกับแผนการขยายฐานตลาดก็คือหนังที่อยู่ใน "เทียร์ 2” ซึ่งมีฐานคนดูส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด หนังในเทียร์นี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการฉายที่ส่วนกลาง แต่สำหรับในต่างจังหวัดแล้ว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การทำเงินอย่างถล่มทลายของหนังเรื่องหลวงพี่แจ๊ส หรือหนังเรื่องไบค์แมน ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ก็คือ นาคี 2 ที่โกยรายได้ถึง 420 ล้าน เป็นต้น

วิชา บอกอีกว่า ปัจจุบัน โมเดลการทำหนังไทยเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะจะเป็นการเข้ามาแชร์ต้นทุนของพันธมิตรที่สนใจที่จะร่วมกันทำหนัง โดยพันธมิตรที่เข้ามาร่วมต่างก็มีจุดแข็งที่พร้อมจะเข้ามาช่วยสนับสนุนในการทำตลาด ยกตัวอย่าง เช่น ค่ายเวิร์คพ้อยท์ ที่มีความถนัดในเรื่องของการทำตลาดกับกลุ่มแมสโดยมีสื่อในมือจำนวนมากเข้ามาช่วยสนับสนุน เป็นการร่วมมือกันในยุคสมัยที่โลกของธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยการ Collaboration นั่นเอง

ในแง่ของตัวกำกับ จะมีรายได้จากการแชร์รายได้ ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำในกรณีที่หนังสามารถทำเงินได้เป็นจำนวนมาก โดย ณ สิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาหนังไทยแชร์ตลาดอยู่ที่ 26% คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้ตัวเลขส่วนแบ่งตลาดน่าจะขยับขึ้นไปแตะที่ 30% เพราะมีหนังไทยหลายเรื่องรอเข้าโรงในช่วงปลายปีนี้

ส่วนในปี 2562 มีจำนวนเรื่องรวมประมาณ 320 เรื่อง เป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ 270 เรื่อง คาดว่าเป็นภาพยนตร์ที่จะทำเงิน อาทิ Avengers 4, Captain Marvel, Spider Man: Far From Home, Hobbs and Shaw, Aladdin และเป็นภาพยนตร์ไทย 50 เรื่อง ซึ่งใน 50 เรื่องนั้นเป็นภาพยนตร์ไทยของค่ายเอ็ม พิคเจอร์ส ในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป 23 เรื่อง

ตัวเลขหนังไทยที่เพิ่มขึ้นเป็น 50 เรื่องในปีหน้านั้น จะเข้ามาช่วยเพิ่มส่วนแบ่งของตลาดของหนังไทยเป็น 35 – 40% โดยโมเดลที่ใช้หนังโลคอลเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น สัดส่วนของหนังโลคอลจะต้องมีประมาณ 60% เหมือนในหลายประเทศ โดยในอดีตหนังไทยมีสัดส่วนไม่ถึง 30 – 40% แต่หลังจากที่กลุ่มเมเจอร์มีการขยายการลงทุนออกไปยังต่างจังหวัดทำให้มีจำนวนโรงหนังในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีสัดส่วนของโรงที่อยู่ในต่างจังหวดเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 50% ในปัจจุบัน กลายมาเป็นตัวช่วยชั้นดีในการขับเคลื่อนให้ตลาดหนังไทยเติบโตขึ้น ซึ่งผู้บริหารของเมเจอร์มองว่า ปัจจัยที่จะเข้ามาทำให้หนังไทยสามารถทำเงินได้เพิ่มขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีสเกลของโรงหนังจำนวนมากรองรับด้วย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่เป็นฐานใหญ่ของตลาดหนังไทย

“ในปี 2020 เครือเมเจอร์น่าจะมีโรงหนังในเครือเพิ่มขึ้นจากเกือบ 800 โรงในปัจจุบัน เป็นประมาณ 1,000 โรง ขณะที่หนังไทยที่ทำออกมาน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 55 – 60 เรื่องต่อปี จากในปีนี้ที่มีหนังไทยออกมา 43 เรื่อง ซึ่งนั่นจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของหนังไทยเพิ่มขึ้นเป็น 50% ขณะที่จำนวนตั๋วหนังมีเพิ่มขึ้นจาก 60 ล้านใบ เป็น 100 ล้านใบ”

 

กลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

สำหรับในปี 2561 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีการเปิดโรงภาพยนตร์เพิ่มทั้งในประเทศ และกลุ่มประเทศ CLMV รวม 96 โรง เป็นสาขาในต่างประเทศ 2 สาขา คือ ที่ ศูนย์การค้าอิออน มอลล์ 2 กัมพูชา และที่ ITEC Mall เวียงจันทน์ ลาว  ทำให้ ณ สิ้นปี 2561 เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 160 สาขา 771 โรง 176,435 ที่นั่ง แบ่งเป็น  สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล  43 สาขา 349 โรง 79,003 ที่นั่ง สาขาในต่างจังหวัด 110 สาขา 385 โรง 89,402 ที่นั่ง สาขาในต่างประเทศ 7 สาขา 37 โรง 8,030 ที่นั่ง

ส่วนในปี 2562 ที่จะถึงนี้ จะมีการควักเงินลงทุนประมาณ 700 – 800 ล้านบาท สร้างโรงภาพยนตร์เพิ่มอีก 74 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด เป็นการออกไปพร้อมกับการขยายสาขาของบิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส รวมถึงศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์มอลล์

เหตุผลของการให้น้ำหนักการบุกไปที่ตลาดต่างจังหวัด มาจากการมองเห็นโอกาสในการเติบโตด้วยการผลักดันตัวเองเข้าไปหาผู้บริโภคถึงในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในสเกลที่ไม่ใหญ่นักมีโรงหนัง 1 – 2 โรง ซึ่งใช้ต้นทุนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับการลงทุนในส่วนกลางที่มีจำนวนโรงเป็น 10 โรง

การรุกขยายฐานการทำตลาดไปยังต่างจังหวัด ทำให้กลุ่มเมเจอร์มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ เริ่มตัวหนังที่จะมีการเลือกหนังให้เหมาะกับความชอบหรือรสนิยมในการดูหนังของแต่ละพื้นที่ ข้อดีของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาขึ้นทำให้หนังที่ฉายถูกคอนโทรลจากส่วนกลาง ซึ่งสามารถเปลี่ยนหนังที่ฉายได้ทันทีในกรณีที่หนังไม่ได้รับการตอบรับจากคนชม

ขณะที่การวางกลยุทธ์ด้านราคาก็แตกต่างไปจากส่วนกลาง โดยมีการวางราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่ โดยมีโปรโมชั่นด้านราคาเข้ามาช่วย อย่างมูฟวี่ เดย์ ที่ช่วยกระตุ้นการดูหนังในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

“การมีข้อมูลบิ๊กดาต้าจากฐานคนถือบัตรเอ็มเจนกว่า 3 ล้านราย เข้ามาช่วยในการทำตลาดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรามองว่าทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนจากความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดยเทรนด์ที่กำลังเกิดในทั่วโลกคือเรื่องของมูฟวี่ ออนดีมานด์ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการดูหนังของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี การเปิดให้บริการมูฟวี่ออนดีมานด์ของเครือเมเจอร์ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งนั่นคือด้านบวกของการเข้ามา Disrupt ของดิจิทัล ที่ทำให้เราสามารถนำมันมาปรับใช้เพื่อเข้าถึงความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้”

 

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

XXX Sex Videos ivudo.com Free Porn Free Sex böcek ilaçlama erkek kol saati
antalya escort
bodrum escort smart iptv
beylikduzu escort sirinevler escort beylikduzu escort German Free XXX Video Watch Latina Lesbian Sluts XXX Clips
awek tudung seksi tumblr tamil sexy hd video fun ponos from kenya
magnet
porno hd porno Ümraniye Evden Eve Nakliyat
diyarbakır escort izmit escort
sanny levon xnxx son fuck mom dogstyle