13,122
VIEWS

85 ปี บุญรอดบริวเวอรี่ สร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน

Nov 13, 2018 -None-

ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ต้องยอมรับว่าการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถลงหลักปักฐานบนเส้นทางธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาเกินชั่วอายุคนนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ

แต่ “บุญรอดบริวเวอรี่” เจ้าของแบรนด์ “สิงห์” คือ 1 ในนั้น

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลไทยอนุมัติให้พระยาภิรมย์ภักดี ผลิตเบียร์เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ก่อนจะมีการเปิดตัวเบียร์ยี่ห้อ “โกลเด้นไคท์” และ “สิงห์” อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2477

จากวันนั้นถึงวันนี้ บุญรอดบริวเวอรี่ มีอายุครบ 85 ปีพอดี

แถมเป็น 85 ปีที่สามารถครองใจคนไทย
มาตลอด

ปัจจุบันสิงห์รุ่นที่ 3 ภายใต้การนำทัพของ สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการ
ผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้พัฒนาองค์กรจนเติบใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปมากมาย

ทุกวันนี้อาณาจักรของ บุญรอดบริวเวอรี่ ไม่ได้มีอยู่แค่เบียร์เพียง
อย่างเดียว หากแต่มีการขยายการดำเนินธุรกิจออกไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจกลุ่มนอนแอลกอฮอล์, กลุ่มร้านอาหาร, บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

คนหัวใจสิงห์

ถ้าจะถามว่าหัวใจแห่งความสำเร็จของบุญรอดบริวเวอรี่ คืออะไร?

คำตอบ ก็คือ มาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทุกรุ่นที่เน้นย้ำมาตลอดในเรื่องการรักษาคุณภาพของสินค้า (Quality) และการทำการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)

ยิ่งในยุคบุญรอดบริวเวอรี่ภายใต้การนำทัพของ คุณสันติ ดีกรีความรับผิดชอบนี้
ก็ยิ่งเข้มข้นไปอีก

ในส่วนของ “คุณภาพสินค้า” ตลอดระยะเวลา 85 ปี ต้องยอมรับว่า สินค้าทุกแบรนด์ภายใต้หลังคาของบุญรอดบริวเวอรี่ ล้วนมีคุณภาพที่สูงกว่ามาตรฐาน หลายครั้งที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่งขัน แต่บุญรอดบริวเวอรี่ก็เลือกที่จะแบกรับ
ต้นทุน เพราะเชื่อว่าหากสินค้ามีคุณภาพดี ผู้บริโภคจะเชื่อมั่นในสินค้า

ที่สำคัญจะเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก...

ที่ผ่านมาเบียร์ของค่ายบุญรอดสามารถไปคว้ารางวัลจากการประกวดเบียร์นานาชาติมานับไม่ถ้วน เริ่มจากเบียร์สิงห์ที่สามารถคว้ารางวัลนานาชาติเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่ปี 1971 หรือร่วม 50 ปีมาแล้ว ส่วนในเรื่องการค้าที่เป็นธรรม บุญรอดบริวเวอรี่ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ทำธุรกิจในแบบฉบับที่เรียกว่า “เติบโตไปด้วยกัน”

กล่าวคือ ซัพพลายเออร์ของบุญรอดบริวเวอรี่ทุกรายไม่ว่าจะเล็กหรือว่าใหญ่
ล้วนถูกเทคแคร์แบบเป็นคนในครอบครัวมาตลอด

การสร้างธุรกิจแบบครอบครัวนี้เอง ที่ทำให้บุญรอดบริวเวอรี่มีคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจร่วมกันมายาวนานหลายสิบปี

เมื่อครั้งที่คุณสันติ ยังดูแลงานฝ่ายขายและการตลาด หนึ่งในภารกิจที่คุณสันติ
ให้ความสำคัญ ก็คือ การสร้างเครือข่ายเอเย่นต์ ซึ่งเป็นช่องทางการขายหลักในสมัยนั้นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณสันติ และ คุณรังสฤษดิ์ ลักษิตานนท์ แทบจะเดินสายออกเยี่ยมเอเย่นต์ทุกสุดสัปดาห์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า

พูดได้อย่างเต็มปากว่า ระบบเอเย่นต์ของสิงห์ที่คุณสันติ สร้างมาภายใต้แนวคิด “ครอบครัวเดียวกัน” แข็งแกร่งจนกลายเป็น Super Network ที่ยากจะลอกเลียนแบบ

คุณสุวัฒน์ ฟ้าประทานชัย ประธานศูนย์ประสานงานชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์ตราสิงห์แห่งประเทศไทย ซึ่งรับช่วงเป็นตัวแทนจำหน่ายเบียร์สิงห์มาจากรุ่นพ่อ มายาวนานกว่า 50 ปี และรู้จักคุณสันติ มาไม่น้อยกว่า 40 ปี เล่าให้ฟังว่า ในยุคที่
ค้าปลีกสมัยใหม่อย่างไฮเปอร์มาร์ทยกทัพบุกตลาดเมืองไทย ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมอย่างมาก

ครั้งนั้นคุณสันติ เป็นคนที่ให้ความมั่นใจกับเอเย่นต์ทุกคนว่าสิงห์จะยืนเคียงข้างเอเย่นต์ทุกคนเหมือนเดิม

 

“คุณสันติ บอกว่าเอเย่นต์เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ให้ความสำคัญมากที่สุด ถ้าเอเย่นต์มีกำไรก็จะเป็นกำลังให้บริษัท ดังนั้นความผูกพันระหว่างสิงห์
กับเอเย่นต์จึงมีมากบริษัทอื่นมีเจ้านายคนใหม่เข้ามาไม่กี่ปีก็ออกไป แต่สำหรับสิงห์ไปที่ไหนก็ต้องคุณสันติ ภิรมย์ภักดี”

ทุกวันนี้ชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์สิงห์มีการจัดงานเพื่อให้เอเย่นต์ได้มาพบปะสังสรรค์กัน โดยใช้ชื่อว่า ร้อยดวงใจ เฉลี่ยปีละ 1-2 ครั้ง ซึ่งในงานเอเย่นต์จะได้พบคุณสันติใกล้อย่างชิด เพราะคุณสันติจะมาประชุมด้วยทุกครั้ง

การสานต่อความสัมพันธ์ บวกกับบุคลิกการทำงานของคุณสันติ ที่บริหารงานแบบผู้นำ เข้าถึงง่าย มีความเป็นกันเองทำให้สิงห์ ยังครองใจเอเย่นต์ทั่วประเทศ และช่วยย้ำความสัมพันธ์ระหว่างบุญรอด กับเอเย่นต์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

เชื่อหรือไม่ว่าความสัมพันธ์ที่แนบแน่นนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้บุญรอดบริวเวอรี่เอาตัวรอดมาได้ในวันที่เจอคู่แข่งถาโถมเข้ามา

ในวันที่ส่วนแบ่งทางการตลาดของสิงห์ที่เคยมีเกือบ 90% ตกวูบเหลือไม่ถึง 20%

นอกจากส่วนกลางที่พยายามแก้ปัญหาด้วยการพัฒนา “เบียร์ลีโอ” ออกมาเสริมตลาดแล้ว ในส่วนของเน็ตเวิร์คหรือช่องทางการขาย ต้องยอมรับว่าบรรดาเอเย่นต์ทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ล้วนมีส่วนในการแจ้งเกิดเบียร์น้องใหม่อย่างลีโอ

ครั้งนั้นนอกจากซื้อสินค้าไปจำหน่ายแล้ว หลายเอเย่นต์ยังให้ความช่วยเหลือในเรื่องของเครดิตเทอมในการชำระเงิน เช่น การช่วยเหลือชำระเงินก่อนครบเครดิตเทอมก็ยังมี

เชื่อไหมว่าในวันที่เลวร้ายที่สุด เพราะคู่แข่งใช้วิธีการบังคับขายพ่วงจนทำให้เอเย่นต์ต้องใช้วิธีระบายสินค้าด้วยการขายเบียร์ที่ราคา 5 ขวด 100 บาท ถูกกว่าเบียร์ลีโอชนิดที่ว่าไม่มีใครสามารถแข่งขันได้ เพราะนโยบายการผลิตในมาตรฐานของสิงห์ เต็มที่ก็ขายได้ในราคาเพียง 3 ขวด 100 บาท

แต่สิงห์สามารถขายเบียร์ลีโอได้ในราคา 4 ขวด 100 บาท

ปาฏิหาริย์ในครั้งนั้นเกิดขึ้นมาได้เพราะ Super Network ของสิงห์นั่นเอง

ที่ร้านค้าสามารถขายเบียร์ลีโอได้ในราคา 4 ขวด 100 บาท ก็เพราะเอเย่นต์ทั่วประเทศตกลงร่วมกันว่าทุกการขายเบียร์ลีโอ 3 ขวด เอเย่นต์จะช่วยแถมให้อีก 1 ขวด โดยยอมควักกระเป๋าจ่ายให้เอง

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ

นับจากวันที่พลั้งพลาด บุญรอดบริวเวอรี่ค่อยๆ เก็บหอมรอมริบส่วนแบ่งทางการตลาดจนสามารถแซงคู่แข่งกลับขึ้นมาผงาดเป็นหมายเลข 1 เป็นผลสำเร็จ

เดือนกรกฎาคม 2549 ตัวเลขจากกรมสรรพสามิต รายงานออกมาว่า ยอดการผลิตเบียร์ของค่ายสิงห์ ได้แซงขึ้นนำทางไทยเบฟ ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมอยู่ที่ 47.69% ขณะที่ไทยเบฟมีตัวเลขอยู่ที่ 47.66% ต่างกันแค่ 0.03%

แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ดูน้อยนิด แต่ก็เป็นน้อยนิดมหาศาลที่กลุ่มสิงห์ คอร์เปอเรชั่น รอคอยมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปี

จากวันนั้นถึงวันนี้บุญรอดก็เป็นเบอร์ 1 ในตลาดเบียร์ตลอดมา แถมยังค่อยๆ ดึงส่วนแบ่งการตลาดรวมกลับมาเป็น 62% ได้เป็นผลสำเร็จ

เอเย่นต์สิงห์รุ่นใหม่ อย่างคุณปิยะศักดิ์ วัฒนสกลพันธุ์ ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ จ.สมุทรปราการ พูดถึงข้อดีของการปรับระบบเอเย่นต์ใหม่ว่า

“ต้องยอมรับว่าคุณสันติมีวิสัยทัศน์ดีมากในการเสริมทีมขายผ่านโครงการ Singha Arm ซึ่งเป็นหัวใจของ CRM (Customer Relationship Management) แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของบุญรอด ให้ความสำคัญกับ CRM มากขึ้นทั้งตัวแทนจำหน่ายและระดับร้านซาปั๊ว ณ วันนี้เราลงไปถึงร้านที่เป็นซับเอเย่นต์ เป็นการสร้าง Brand Loyalty สร้างบริการและความพึงพอใจให้กับร้านค้าที่ขายสิงห์ด้วยกัน”

จนถึงทุกวันนี้ บุญรอดบริวเวอรี่ก็ยังคงดูแลเอเย่นต์เหมือนกับเป็นคน
ในครอบครัวมาตลอด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่บริษัทต้องการความช่วยเหลือก็มักจะได้ความร่วมมือที่เกิน 100 กลับมาเสมอ

ในตอนที่บุญรอดบริวเวอรี่เปิดตัวเบียร์น้องใหม่อย่าง U Beer หลายเจ้า
ที่ยอมควักกระเป๋าเองเพื่อช่วยโปรโมท

คุณฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการนี้ เล่าให้ฟังว่ามีเอเย่นต์เบียร์ 2 เจ้า
เจ้าหนึ่งเอารถสปอร์ตอย่าง Porsche มา Wrap สติ๊กเกอร์ U Beer ส่วนอีกเจ้าหนึ่งก็เอา Benz ป้ายแดง มา Wrap สติ๊กเกอร์ U Beer ทั้งคันเพื่อช่วยโปรโมท U Beer ในช่วงเปิดตัว โดยที่ทางบริษัทไม่ได้ร้องขอ หากแต่เป็นความช่วยเหลือที่ทำไปเพราะความเต็มใจจริงๆ

Singha DNA

การรักษาคุณภาพของสินค้าไม่ว่าจะอยู่ในสภาวการณ์เช่นใดนี้ คือ คำตอบที่อธิบายถึงความเป็นตัวตนของค่ายสิงห์มาตลอดหลายสิบปี

จนหลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า “สันติวิถี” หรือ “Singha DNA”
มาจนถึงวันนี้ วันที่สิงห์มีอายุครบ 85 ปี

จากเมล็ดพันธุ์คุณภาพก็เติบใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเป็นจำนวนมาก

ทุกวันนี้บุญรอดบริวเวอรี่มีการขยายกิจการออกอย่างมากมาย นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจเดิม คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แต่ไม่ว่าสิงห์จะขยับตัวไปทางไหน สิ่งหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้นมาพร้อมกับสินค้าหรือบริการใหม่ทุกครั้งก็คือ Singha DNA ที่ยังคงรักษาคุณภาพที่ดีที่สุดเอาไว้

ในวันที่สิงห์ขยับเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้
ชื่อสิงห์ เอสเตทก็ยังคงยึดถือ Brand DNA ที่คุณสันติวางเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

คุณนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์
เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า การลงทุนของ สิงห์  เอสเตท
จะเน้นที่การซื้อที่ดินในทำเลที่มีศักยภาพและพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพภายใต้แนวคิด “Best in Class” ตามที่คุณสันติได้วางไว้

ตัวอย่างความสำเร็จของสิงห์  เอสเตทในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมาก็คือ การชนะการประมูลที่ดินเก่าของสถานทูตญี่ปุ่นเนื้อที่ 11 ไร่ ทั้งๆ ที่ สิงห์ เอสเตทเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ที่สามารถชนะการประมูลมาได้นั้นก็เพราะชื่อเสียงของบริษัทแม่ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานนั่นเอง

โดยพื้นที่ 11 ไร่ของ SINGHA COMPLEX ที่พร้อมจะเปิดบริการในปีหน้านี้ ประกอบไปด้วยอาคารสำนักงานเกรดเอ ไลฟ์สไตล์มอลล์ระดับพรีเมียม และคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรี่แห่งนี้ก็ยังได้มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานสากล LEED Gold อีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้ สิงห์ เอสเตท ก็ยังไปชนะการประมูลโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ประเทศมัลดีฟส์ ภายใต้ชื่อโครงการว่า Crossroad

โครงการ Crossroad ถือเป็นอภิมหาโปรเจ็กต์ที่ทางรัฐบาลของมัลดีฟส์ตั้งใจจะสร้างให้เป็น Tourist Facilities Destination ซึ่งเป็นโครงการแบบ Mix Used บนพื้นที่ยาว 7 กิโลเมตร ประกอบด้วยโรงแรม และรีสอร์ทที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรสำหรับนักท่องเที่ยว อาทิ ท่าเทียบเรือยอชท์ 30 ท่า, ร้านค้าไลฟ์สไตล์, ร้านค้าปลอดภาษี และ Cultural Center เพื่อเป็นศูนย์เผยแพร่ความเชื่อมโยงของ 2 วัฒนธรรม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนผ่านผลงานสินค้าท้องถิ่นของชาวมัลดีฟส์ รวมถึงศูนย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเลของมัลดีฟส์ให้ Crossroad เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง

เหตุผลที่สิงห์  เอสเตท สามารถชนะใจกรรมการจนได้โปรเจ็กต์นี้มาดูแลก็เป็นเพราะความตั้งใจที่จะพัฒนาโครงการ Crossroad ตามแผนแม่บทที่วางไว้แบบ Best in Class นั่นเอง

Sustainable Brand

ในวันที่ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบในด้านลบที่เกิดจากการขยายตัวของระบบทุนนิยม และเริ่มเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นควบคู่ไปกับการทำธุรกิจหรือที่เรียกว่า Fair Trade ก่อนที่ทางองค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs)

แน่นอนว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ก็เริ่มหันเหทิศทางไปสู่ “การสร้างแบรนด์แบบยั่งยืน”

การสร้างแบรนด์แบบยั่งยืนนี้ หมายถึงภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับ 3 P คือ Profit, People, Planet

ส่วนใครจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใดนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละ
บริษัท แต่สำหรับค่ายสิงห์ ที่ผ่านมาก็มีการให้การสนับสนุนหน่วยงานหรือคนทั่วไปมาหลายสิบปีแล้ว ก่อนที่เราจะเรียกว่า CSR เสียอีก

การให้ความช่วยเหลือของสิงห์นั้นมีทั้งในรูปแบบของการสนับสนุนทางการเงินทั่วไป กับกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงให้การสนับสนุนให้คนที่ส่งเสริมทำเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้

คนในวงการกอล์ฟจะทราบกันดีกว่านักกอล์ฟอาชีพของไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมานี้ เกือบทั้งหมดล้วนได้รับการสนับสนุนจากสิงห์แทบทั้งสิ้น

ปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี ทางบุญรอดก็ได้มีการส่งทีม “สิงห์อาสา” เพื่อออกไปช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อน

หลายคนคงจำประโยคคำสั่งของคุณสันติในวันที่เปิดศูนย์บัญชาการของสิงห์อาสาในวันนั้นได้ดี

“ไม่ต้องเอายอดขายมาให้ผม แต่ไปเอารอยยิ้มของคนไทยกลับมา”

จนถึงวันนี้สิงห์อาสาก็ยังคงมีการรวมตัวของพนักงานและขยายวงกว้างไปสู่เน็ตเวิร์คไม่ว่าจะเป็นเอเย่นต์, สถาบันการศึกษาอีกมากมายทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการขยายความร่วมมือไกลออกไปถึงต่างประเทศ

ทุกวันนี้ภารกิจของสิงห์อาสาจึงขีดวงกว้างไปเกินกว่าการเข้าไปช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติ หากแต่มียังมีการรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย

อีกหนึ่งโครงการที่ต้องหยิบยกมาพูดถึงก็คือ สิงค์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ที่ทางบุญรอดบริวเวอรี่วางแนวทางเอาไว้ให้เป็น Social Enterprise (SE) หรือธุรกิจเพื่อสังคม

Social Enterprise ถูกพัฒนาขึ้นมาในประเทศอังกฤษ โดยมีการปรับวิธีคิดในการทำธุรกิจใหม่ ซึ่งธุรกิจที่จะเข้าข่าย Social Enterprise จะต้องมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ

1.      สร้างกำไร แต่ไม่ใช่กำไรสูงสุด

2.      มุ่งสร้างสรรค์ช่วยเหลือสังคม

3.      สนับสนุนสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่า สิงห์ปาร์ค ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่องค์กรขนาดใหญ่ขยับตัวเข้ามาทำ SE อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากสิงห์ปาร์คจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมแล้ว สิงห์ปาร์ค
ยังมีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนรอบข้าง สร้างความยั่งยืนสู่สังคม ด้วยการให้องค์ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ส่งผลให้สังคมรอบข้างแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน สิงห์ปาร์ค มีคนงานกว่า 1,200 คน เป้าหมายเพื่อการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน (Sustainable Development) ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง (People Centered) โดยไม่ได้มองที่การทำรายได้หรือการสร้างกำไรสูงสุด

ตัวอย่าง เช่น รายได้จากค่าบริการนั่งรถฟาร์มทัวร์ในสิงห์ปาร์คจะถูกนำ
ไปเป็นทุนโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็กๆ ในโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย เป็นต้น

Next Generation

ในวาระที่บุญรอดบริวเวอรี่ดำเนินธุรกิจครบ 85 ปี สิงห์ยังคงฉลองความเป็นผู้นำในตลาดเบียร์เหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมา

ในเชิงการบริหาร ปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีทายาทรุ่นที่ 4 ขยับเข้ามาช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัวมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้เราเห็นแบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งต้องพ่ายแพ้ เพราะปรับตัวไม่ทันผ่านหน้าหนังสือพิมพ์มานักต่อนัก

เหตุนี้เองที่ทำให้ทางบุญรอดบริวเวอรี่มองว่า การกระจายความเสี่ยงด้วยการเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

ต้นปีที่ผ่านมา บุญรอดได้มีการประกาศจัดตั้ง Corporate Venture Capital ในชื่อ Singha Ventures ขึ้นมา

“Singha Ventures คืออนาคตในการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดของธุรกิจ เป็นหนทางสร้าง New S Curve ให้กับเครือบุญรอด ภายใต้การลงทุนอย่าง
มีประสิทธิภาพ จากกลุ่มสตาร์ทอัพที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ หรือการลงทุนผ่านกองทุนที่สนับสนุนสตาร์ทอัพเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหมือนประตูที่ทำให้สิงห์
มีโอกาสพบกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต หรือสามารถเป็นประโยชน์ในการต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น”

คุณภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร Singha Ventures กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า แนวคิดการลงทุนของ Singha Ventures นั้นยังคงใช้แนวคิดเติบโตไปพร้อมๆ กัน คือจะเน้นลงทุนในสัดส่วนประมาณ 25% เพื่อให้
ผู้ก่อตั้งยังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีแรงจูงใจในการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพเหมือนเช่นเดิม

ทั้งนี้เพราะเป้าหมายของ Singha Ventures ก็เหมือนกับบริษัทแม่ คือ 
ไม่ต้องการเข้าไปซื้อกิจการเป็นของตนเอง แต่เข้าไปเพื่อส่งเสริมธุรกิจให้เดินต่อไปได้

อีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ ก็คือการเปิดบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เพื่อมาดูแลกลุ่มธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา ทางสิงห์ได้มีการรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจอาหารมาพักใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น EST.33 ร้านอาหาร และ Micro Brewery, Farm Design ร้านเครื่องดื่มและของหวาน, Star Chefs ร้านอาหารแบบ Asian Fusion Food

รวมถึงยังมีบริษัทผลิตอาหารอีก 2 บริษัท คือ บริษัท เฮสโก โซลูชั่น จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจผลิตซอสปรุงรส, ผงกะหรี่, พริกแกง และอาหารพร้อมทาน รวมไปถึงยังมีบริษัท มหาศาล จำกัด ที่ผลิตและจำหน่ายข้าวตราพันดี

ดังนั้น การเปิดบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ ขึ้นมาในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการทำธุรกิจอาหารให้ครบวงจร รวมถึงยังต้องการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตอาหารของไทย เพื่อไปเชื่อมต่อกับธุรกิจอาหารของโลก โดยแผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่นับจากนี้ไปจะเน้นการพัฒนาอาหารไทย ทั้งในรูปแบบ
ของอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน, อาหารแช่แข็ง โดยรูปแบบในการลงทุนของบริษัทก็จะมีทั้งการลงทุนเองและร่วมทุนกับกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละประเทศ

เมื่อมารวมกับความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ที่ทางบุญรอดบริวเวอรี่ได้จับมือกันระหว่างสถาบันอาหาร, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
แห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อพัฒนาโครงการ World Food Valley Thailand ที่จังหวัดอ่างทอง

เป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้ ทางบุญรอดบริวเวอรี่ต้องการผลักดันให้โครงการ World Food Valley Thailand เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตที่ครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน

พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจอาหารของไทยให้เติบโตไปด้วยกัน

ในส่วนของการบริหารซัพพลายเชนทั้งระบบ ทางบุญรอดบริวเวอรี่ก็ได้มีการจับมือกับกลุ่ม Linfox ผู้เชี่ยวชาญทางด้านลอจิสติกส์จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อเปิดบริษัทร่วมทุน บริษัท บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด สำหรับดำเนินธุรกิจ
ลอจิสติกส์ภายใต้ชื่อ BevChain Logistics

ในความคิดของคุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท
บีอาร์เอฟ โลจิสติคส์ จำกัด นั้นมองว่าหนึ่งในปัญหาของการทำธุรกิจของไทย คือต้นทุนการทำธุรกิจที่สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนในเรื่องขนส่งและกระจายสินค้า

ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้ ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารซัพพลายเชนของทั้ง 2 บริษัท นอกจากจะเข้ามาพัฒนาระบบการขนส่งและจัดจำหน่ายสินค้าในเครือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มีต้นทุนที่ถูกลงแล้ว Know How ที่ทั้ง 2 บริษัทมีจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย

เพราะนอกจาก BevChain Logistics จะมีหน้าที่ในการกระจายสินค้า
ในเครือของบริษัทแล้ว ก็ยังมีอีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต

ตัวอย่างที่ยกมานี้ คือส่วนหนึ่งของการแตกธุรกิจออกไปยังพื้นที่อื่นๆ 
ในรอบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าการที่บุญรอดบริวเวอรี่เติบใหญ่มาจนถึงวันนี้ได้ 
ก็เพราะมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง มีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีคุณธรรม และมีการส่งต่อ
วัฒนธรรมนี้มาอย่างยาวนาน ที่สำคัญคือ วิธีในการบริหารงานของผู้บริหารทุกรุ่นล้วนมีกรอบความคิดเดียวกัน นั่นคือเน้นการสร้างพันธมิตรทางการค้าให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน...®

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.