เดลล์ อีเอ็มซีชี้องค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นคือผู้นำระดับโลก ด้านปฏิรูปไอที (IT Transforma

Oct 17, 2018 -None-

เดลล์ อีเอ็มซี เผยผลการศึกษา ที่จัดทำขึ้นโดย ESG (Enterprise Strategy Group) ในแง่ประโยชน์ของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น รวมถึงการเติบโตด้านไอทีในภูมิภาคดังกล่าวเมื่อเทียบกับที่อื่นในโลก

การศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นมีความเข้าใจว่าเทคโนโลยีใหม่และกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่เป็นสิ่งจำเป็น ที่ช่วยให้ยืนหยัดและแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบัน ในขณะที่ภาพรวมของธุรกิจทั่วโลกยังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงพร้อมกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ และองค์กรเช่นสตาร์ทอัพ กำลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในแนวทางใหม่ที่เป็นนวัตกรรม โดยองค์กรเหล่านี้ กำลังปฏิรูปไอทีเพื่อช่วยให้นำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และยืดหยัดอยู่ท่ามกลางการแข่งขันได้ อีกทั้งยังช่วยผลักดันไปสู่การปฏิรูปทางดิจิทัล

การศึกษาของESGเกี่ยวกับการเติบโตของการปฏิรูปไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2018(2018 IT Transformation Maturity Study in APJ)ซึ่งสนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชันมีผู้เข้าร่วมการสำรวจ 1,374รายจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และฮ่องกง โดยมีการแบ่งกลุ่มองค์กรต่างๆ ออกเป็น 4ประเภท ตามความคืบหน้าในการปฏิรูป ได้แก่องค์กรดั้งเดิม(Legacy) องค์กรที่เพิ่งเริ่ม(Emerging) องค์กรที่มีพัฒนาการที่ดี(Evolving)และองค์กรที่ปฏิรูปแล้ว(Transformed)โดย องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว (Transformed)ยังรวมถึงองค์กรที่ปฏิรูปไอทีมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น และองค์กรดั้งเดิม (Legacy) รวมถึงองค์กรที่ยังไปไม่ถึงไหนในหลายๆ ปัจจัย

จากการศึกษาพบว่า

  • บรรดาบริษัทในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปฏิรูปสำเร็จ อยู่ที่8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับที่อื่นของโลกซึ่งอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทต่างๆ ล้วนตกอยู่ในภาวะกดดันที่ต้องส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการได้เร็วขึ้น ซึ่งต้องอาศัยแนวทางด้านไอทีที่ให้ความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น
  • 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบสำรวจ กล่าวว่าองค์กรตนกำลังดำเนินการตามความริเริ่มในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงแรกของการดำเนินการ อยู่ระหว่างกระบวนการ หรือมีความก้าวหน้าในการดำเนินการก็ตาม
  • 75 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ปฏิรูปแล้ว มองว่าปกติแล้วองค์กรตนนำหน้าในการแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าทันต่อเวลา

“เราเห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างจริงจังในเรื่องความคล่องตัว และความเร็วในการทำธุรกิจรวมถึงนวัตกรรมขององค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น” อมิต มิธา ประธานฝ่ายคอมเมอร์เชียล ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เดลล์ อีเอ็มซี กล่าว “ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง “เพิ่งเริ่ม” และ “กำลังพัฒนา” ในแง่ของการเติบโตด้านไอที ซึ่งดูเป็นการเริ่มต้นที่มีแนวโน้มไปในทางที่ดี และเราก็เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคพื้นดังกล่าวในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการปฏิรูป รวมถึงการครองส่วนแบ่งตลาดและรักษาการเติบโตในอนาคต  ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังคงขับเคลื่อนภูมิภาคให้ยืนหยัดอยู่แถวหน้าในการปฏิรูปทางดิจิทัลทั่วโลกได้ต่อไป”

เดวิด เว็บสเตอร์ ประธาน ฝ่ายธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร์ซประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น เดลล์ อีเอ็มซี กล่าวเสริม “ความสำคัญของการปฏิรูปไอทีและดิจิทัล ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมผู้บริหาร ในขณะที่ฝ่ายไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงเดินหน้าต่อเพื่อกำหนดบทบาทตนเองในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจเมื่อเทียบกับองค์กรที่ทัดเทียมทั่วโลก เพราะภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมีนัย  การลงทุนในเทคโนโลยีหลักในภูมิภาคดังกล่าวนับว่าสูงกว่าที่อื่นทั่วโลก ซึ่งสร้างความเป็นไปได้มหาศาลในการปฏิรูป และประสบความสำเร็จในการทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ”

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีของESGประจำปี 2018

การศึกษาการเติบโตของการปฏิรูปไอทีจากการวิจัยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ตาม ข่าวประชาสัมพันธ์ของ ESG’s 2018 IT Transformation Maturity Study ที่ออกมาก่อนหน้าในปีนี้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสภาวการณ์ด้านการปฏิรูปไอทีทั่วโลก ซึ่งประโยชน์ที่ธุรกิจได้รับถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของบริษัท รวมถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีที่มีต่อการปฏิรูปไอที  นอกจากนี้ การศึกษาที่สนับสนุนการจัดทำโดยเดลล์ อีเอ็มซี และอินเทล คอร์ปอเรชัน ยังพิสูจน์ได้ว่าการปฏิรูปไอทีส่งผลให้ได้รับประโยชน์ปลายทางคือการผลักดันไปสู่การสร้างนวัตกรรม สร้างความแตกต่างทางธุรกิจ และสร้างการเติบโต

การเติบโตของไอทีในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

ผลการรายงานในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันต่อเนื่องอย่างจริงจังของการปฏิรูปไอทีที่กำลังโลดแล่นในภูมิภาคดังกล่าว ความสำคัญที่ว่ามาจากการที่ผู้ตอบสำรวจมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปไอทีและการปฏิรูปดิจิทัล รวมถึงความกดดันในเรื่องของเวลาในการนำสินค้าลงสู่ตลาด และความต้องการในการลดต้นทุนให้ได้มาก สิ่งที่คล้ายกับผลการรายงานทั่วโลกก็คือ องค์กรในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกที่ปฏิรูประบบไอทีของตนก็จะดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องมากกว่าองค์กรที่มีคะแนนการเติบโตน้อยกว่า โดยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทางธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และเร็วขึ้นถึง 39.5 เท่าเมื่อเทียบกับการแข่งขัน
  • องค์กรที่ปฏิรูป มีแนวโน้มที่จะนำแอปพลิเคชันทั้งหมดมาปรับใช้งานได้สำเร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด
  • องค์กรที่ปฏิรูป ใช้เวลาน้อยลงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ในการสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ

การเติบโตของไอที ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุน เมื่อเทียบกับทั่วโลก

เพื่อให้แข่งขันได้ในการแข่งด้านนวัตกรรม องค์กรในเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังคงสร้างระบบโครงสร้างไอทีแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง และนำหน้าภูมิภาคอื่นของโลกในแง่ของการนำเทคโนโลยีบางประเภทมาใช้งาน อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้นำธุรกิจในภูมิภาคนี้ยังคงตามหลังผู้ที่ทัดเทียมกันในระดับโลก ในเรื่องความเข้าใจว่าจะนำไอทีมาปรับให้เข้ากับการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจส่วนไหนได้บ้าง และจะแปลงการปฏิรูปไอทีไปสู่ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจในภาพรวมได้อย่างไร  โดยในเอเชียแปซิฟิก

  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการขยายขีดความสามารถในการใช้สตอเรจ - 70 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 65 เปอร์เซ็นต์
  • องค์กรที่ปฏิรูปแล้ว จะนำหน้าองค์กรอื่นในโลก ในแง่ของการนำแฟลชมาใช้งาน -76 เปอร์เซ็นต์ ต่อ 72 เปอร์เซ็นต์
  • 24 เปอร์เซ็นต์ ขององค์กรที่ปฏิรูปแล้ว ในเอเชียแปซิฟิก มองไอทีว่าเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน เมื่อเทียบกับอีก 37 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก
  • มีความเป็นไปได้ที่ผู้นำไอทีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ ในบริษัทที่ปฏิรูปแล้วซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ในอัตรา 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 67 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่เหลือของโลก

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.