11,309
VIEWS

ดร.ศิริกุล เลากัยกุล “Social Collaboration ทำการเพื่อผลลัพธ์ร่วม”

Oct 11, 2018 S.Vutikorn

ในอดีต เมื่อพูดถึง “ความยั่งยืน” คนส่วนใหญ่จะจินตนาการไปจบอยู่ที่กระบวนการทำ Corporate Social Responsibility (CSR) ทั้งที่ Ecosystem ของคำว่า Sustainable Brand มีขอบเขตที่กว้างใหญ่กว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็น Creating Shared Value (CSV), Social Enterprise (SE)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือ ทุกองค์กรมักจะเข้าใจผิดว่าตัวเองทำเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่พอเข้าไปพูดคุยและศึกษาเชิงลึกกลับพบว่า CSR ที่องค์กรส่วนใหญ่กำลังทำอยู่เป็นเพียงแค่ปลายทางเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงหลักของการทำ CSR ต้องเริ่มต้นกระบวนการด้วยการคิดจากต้นน้ำ ไม่ใช่แก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

ถือเป็นโอกาสอันดีที่ BrandAge มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ ดร.ศิริกุล เลากัยกุล กรรมการผู้จัดการ

บริษัท บีอิ้งซัสเทน จำกัด และ County Director Sustainable, Thailand ผู้คร่ำหวอดเรื่องการสร้างแบรนด์ และเป็นผู้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับ Sustainable Development มาอย่างยาวนาน ที่จะมาอัพเดทความเคลื่อนไหวการทำ Sustainable Brand ในบ้านเราให้ฟัง

ดร.ศิริกุล เริ่มต้นการสนทนาด้วยการสรุปความเคลื่อนไหวในประเทศไทยให้ฟังว่า จากการที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายองค์กร ถือได้ว่าปัจจุบันการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจาก CSR สู่การเป็น CSV

แต่อย่างไรก็ตาม ดร.ศิริกุลตั้งข้อสังเกตว่า การทำ CSR และ CSV ยังเป็นกิจกรรมขนาดเล็กที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทเท่านั้น ความต้องการที่จะทำอะไรเพื่อสังคมหากไม่เกิดการร่วมมือกัน แม้ว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่ก็อาจทำให้ไปได้อย่างช้าๆ  

“ตอนนี้เทรนด์ของการทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคม เริ่มมีคำว่า “Social Collaboration” เข้ามามากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากแบรนด์จะลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมได้ การร่วมมือกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างรัฐบาลเองก็มีโครงการประชารัฐ มีเรื่องของ Public, Private, Partnership แต่เนื่องจากชีวิตที่ดีของคนแต่ละประเทศต่างไม่เหมือนกัน เราจึงต้องทำวิจัยก่อนว่า คนในประเทศไทยมองชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร เพื่อนำเสนอ Content และกิจกรรมที่ตอบสนองกับบริบทของคนไทย”

ถึงตรงนี้ BrandAge อดสงสัยไม่ได้ว่าการทำ Social Collaboration ในที่นี้หมายถึงความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน?

กับคำถามนี้ ดร.ศิริกุล อธิบายว่า Social Collaboration เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน...

“เวลาเราพูดเรื่อง Collaboration ทุกคนมักคิดว่าเป็นเรื่องของภาครัฐและเอกชน ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะชุมชน มิฉะนั้นแล้วประชาชนก็จะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รองรับเท่านั้น Collaboration กับ Partnership ต่างกัน เพราะภายใต้แนวคิดของการทำ Collaboration จะมีคีย์เวิร์ดคำนึงก็คือ Collective Impact หรือการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วม

Collective Impact ในที่นี้ คือ การใช้โจทย์ของลูกค้าหรือชุมชนเป็นหลัก โดยที่ทุกคนจะต้องมีผลลัพธ์ร่วมกัน เพื่อให้เกิด Collective Impact ที่แท้จริง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงาน ต่างมีตัวชี้วัดของตัวเอง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แม้ว่าองค์กรจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ แต่ชุมชนจะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นเรื่องของ Social Collaboration ความเข้าใจเกี่ยวกับ Collective Impact จึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่บางครั้งคนที่ลงมือทำยังไม่ได้คุยกันเลยว่า ผลลัพธ์ปลายทางจะเป็นเรื่องอะไร การที่ต่างคนต่างทำจึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการที่เราจะทำ Collaboration การ Share Growth การสร้าง Collective Impact การเปลี่ยน Approach ให้เป็น Community Centric เป็นเรื่องสำคัญ

 

พร้อมกันนี้ ดร.ศิริกุล ได้ยกตัวอย่างการทำงานที่ผ่านมาให้ฟังว่า เมื่อปีที่ผ่านมามีโอกาสทำแบรนด์ให้กับบริษัทปตท. ซึ่งเป็นบริษัทที่ทีมผู้บริหารให้ความสำคัญกับเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวก็เป็นที่ปรึกษาด้านแบรนด์ที่มีความเชื่อในเรื่อง CSR และมองว่าการจะสร้างแบรนด์องค์กรไม่จำเป็นต้องสูญเสียเงินทุนไปกับการทำหนังโฆษณา แต่ควรให้ความสำคัญในด้าน CSR อย่างมีระบบ เพราะในที่สุดจะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันแก่แบรนด์ และทำให้คนรักแบรนด์ได้

“พอดีมีโอกาสได้มาทำแบรนด์ให้กับปตท. จึงทำให้ได้เข้าไปสัมผัสกับ CSR มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในโครงการ CSR ของปทต. ที่คิดว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสังคมโลกได้ไม่น้อย คือ โครงการบางกระเจ้า และจากการลงพื้นที่ศึกษา เราได้พบว่ามีบริษัทกว่า 40 บริษัทที่ทำ CSR ให้กับบางกระเจ้า จึงเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดที่จะนําโครงการบางกระเจ้ามาทำเป็น Social Collaboration ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย หรืออาจจะเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้

แต่ปรากฏว่าทุกคนยังไม่เข้าใจถึงหลักการทำ Social Collaboration มากนัก มองเป็นเพียงการให้ความช่วยเหลือซึ่งทำกันเป็นปกติ ซึ่งถือว่ายังเป็นการทำงานที่ไม่เป็นระบบ จึงได้อธิบายระบบการทำงานให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า เมื่อลงมือทำไปแล้วจะส่งผลอย่างไร เกิดประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ขณะเดียวกัน เมื่อเกิด Social Collaboration ขึ้น ปตท. ต้องถอดชื่อออกจากโครงการ เนื่องจากต้องใช้ชื่อกลางในการจัดงาน เพื่อให้เป็นโครงการที่เรียกได้ว่าเป็นการปิดทองหลังพระอย่างแท้จริง”

โดยธีมของบางกระเจ้า ทุกคนเห็นตรงกันว่าจะใช้คำว่า “Green Growth” ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่การเพิ่มพื้นที่สีเขียวนี้ต้องส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ไปถึง GDP ให้ได้ คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนต้องดี โดยในโครงการได้แบ่งออกเป็น 6 พื้นที่ ซึ่งบริษัทที่เข้าร่วมเป็นภาคีจะแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของแต่ละองค์กร คือ 1. Green Area พัฒนาพื้นที่สีเขียว 2. น้ำ 3. Invest 4. Job and Income 5. Tourist 6. Education

 “ความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้มีโอกาสไปร่างหลักสูตรปริญญาเอกให้กับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงแนะนำให้ทำหลักสูตรเกี่ยวกับ Communication for Sustainability เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้จริง ตัวนักเขียนเอง ถ้าไม่ได้ศึกษาด้านนี้มาก็ไม่สามารถสื่อสารได้ ฉะนั้นเวลาที่เราต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม ถ้านักสื่อสารไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงนั้นก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก หลังจากทำหลักสูตรเสร็จก็มีโอกาสได้ไปสอน จนกระทั่งได้พบกับเด็กกลุ่มหนึ่งแล้วได้ทราบว่า นักศึกษาต้องการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง จากการลงพื้นที่ จึงได้พาไปทำงานในโครงการบางกระเจ้าด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานที่ยากมากด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง

เนื่องจากเป็นคนที่ชอบการบูรณาการ จึงคิดว่า จะจัดงาน SB ที่บางกระเจ้า เพราะเราจะมีนักพูดระดับโลกที่พร้อมจะมาให้ความรู้ โดยให้ชุมชนเป็นผู้ให้โจทย์ในความรู้เรื่องที่ต้องการ เพื่อให้ทุกกิจกรรม ทุกความรู้ที่ได้ สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ดังนั้นทุกคนที่เข้ามาพูดก็จำเป็นจะต้องปรับ Content ตัวเองให้เข้ากับเรื่องนี้”

เมื่อถูกถามถึงความยากง่ายในการลงมือทำโครงการนำร่องอย่างบางกระเจ้า ดร.ศิริกุล อธิบายว่า CSR เป็นเรื่องของความสมัครใจ เพราะฉะนั้นองค์กรไหนที่มีความพร้อมก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาทำที่บางกระเจ้าเท่านั้น แต่สามารถทำได้ทุกที่ เพียงแต่ที่เลือกทำโครงการนี้ก็เพราะต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบางกระเจ้า ต้องการให้คนเห็นค่าบางกระเจ้าในฐานะที่เป็น Green Zone ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นปอดใหญ่ที่สุดของคนกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สีเขียวที่ยังมีคนและชุมชนอาศัยอยู่ การพัฒนาจึงต่างออกไป ความยากในการทำงาน จึงยากตั้งแต่การโน้มน้าวใจบริษัทที่จะมาเข้าร่วม และการโน้มน้าวใจชุมชน

มุมมองของ ดร.ศิริกุล จากการลงไปสัมผัสงานจริงยังพบว่า องค์กรส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่, กลาง, เล็ก ยังมีความเข้าใจในเรื่องของ Social Collaboration ค่อนข้างน้อยมาก แม้แต่ในเรื่องของ CSR บางองค์กรยังมีความเข้าใจไม่ถึง 100% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันก็จะมีเรื่องใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ เช่น CSV, SE จนกระทั่งมาถึงคำว่า Social Collaboration แม้ว่าโดยเนื้อความอาจฟังดูเข้าใจง่าย แต่ความยากอยู่ตรงที่ความเข้าใจในแก่นแท้หรือความหมายที่แท้จริงของคำว่าความร่วมมือ คือร่วมมือเพื่ออะไร ร่วมมือเพื่อให้เกิดอะไร

เมื่อถูกถามถึงเทคนิคในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริการให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการทำ Social Collaboration กับองค์กร ดร.ศิริกุล กล่าวว่า ส่วนตัวมีความเชื่อว่าประเทศเรามีผู้บริหารหลายคนที่มีจิตใจดี สิ่งที่ทำได้คือ การไปอธิบายให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้บริหารมีอยู่จะเข้าไปร่วมกับภาคธุรกิจได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้วผู้บริหารอาจจะเลือกทำสิ่งต่างๆ ตามความต้องการของตนเอง ซึ่งทีมงานอาจไม่เห็นด้วย เราจึงต้องเข้าไปเชื่อมโยงให้เขาเห็นภาพว่า CSR กับ Commercial Benefit สามารถเกิดขึ้นได้จริง นำเครื่องมือเข้าไปอำนวยความสะดวกให้กับเขา

“เราให้ความสำคัญกับการทำ CEO Branding เพราะเรามีความเชื่อว่า นอกเหนือจากการเป็นผู้นำองค์กร CEO สามารถเป็นตัวแทนของประเทศได้เป็นคนที่จะการขับเคลื่อนสังคมได้ งานที่เราทำอยู่จะเข้าไปช่วยขับเคลื่อนแบรนด์ได้ทั้งในทางตรงและทางอ้อม เราจะทำให้เขาเห็นว่า CSR เป็นส่วนสำคัญในการทำแบรนด์ ในทุกครั้งที่มีการพูดคุยกับ CEO เราจึงต้องทำให้เขาเห็นถึงประโยชน์ของการทำ CSR ว่าสามารถช่วยได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น

ตัวอย่าง เช่น โครงการ 5 ส. จากโครงการเล็กๆ ธรรมดาๆ เมื่อเป็นเรื่องขององค์กรจาก 5 ส. กลายเป็น Circular Economy คือ การรีไซเคิลเทคโนโลยี จากการเชื่อมโยงได้ว่าขยะสามารถนำมาปรับสร้างให้เป็นสิ่งใหม่ได้ เมื่อมีคำว่า Circular Economy เข้ามา กลายเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ที่จากอดีตเคยเป็นแค่ CSR เท่านั้น ดังนั้น งานของเรา คือ ทำอย่างไรให้บริษัทเห็นถึงความเชื่อมโยงจาก 5 ส. ไปเป็น Business Opportunity”

 

ดร.ศิริกุล ยังได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความหวังและมีความเชื่อว่าจะทำได้ เพราะเรามี Case Study น่าสนใจ อย่างกรณี 13 หมูป่า ที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียว คือการช่วยชีวิตเด็ก โดยที่ทุกคนไม่ได้คิดว่าจะทําได้หรือไม่ ไม่ได้คิดว่ายากเกินกว่าความสามารถและถอดใจ

“กรณีถ้ำหลวงจึงเป็นบทพิสูจน์ว่า Social Collaboration สามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าเราสามารถเอาคนที่ใช่มาอยู่รวมกันได้ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นพลังของความร่วมมือ เมื่อใจร่วมกัน เป้าหมายจะกลายเป็น Collective Impact เหมือนกัน การจัดระบบจะเกิดขึ้นเอง ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของพาร์ทเนอร์ชิพเท่านั้น

ถือว่าประเทศไทยโชคดีมากที่เรามี Case Study ของถ้ำหลวงที่ทำให้โลกเข้าใจคำว่า Social Collaboration อีกทั้ง เรายังมี Case ต่อเนื่องที่บางกระเจ้าอีกด้วย เราจึงควรจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

BrandAge แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.ศิริกุล ว่าสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเล็กๆ มักมองว่าการทำกิจกรรมประเภทนี้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของแบรนด์รายใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ศิริกุล มีความคิดเห็นอย่างไร

ดร.ศิริกุล เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ SME มักคิดเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากความเข้าใจผิดที่นักการตลาดและโฆษณา มักจะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้คิดว่า การทำประโยชน์เพื่อสังคมไม่ว่าจะเป็น CSR, CSV หรือแม้กระทั่ง Social Collaboration ต้องมีหนังโฆษณา ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากๆ ต้องออกทีวี คนเหล่านี้มักจะกลัวในเรื่องของงบประมาณ จนลืมไปว่าเป็นเรื่องของสำนึกและพฤติกรรม เมื่อเราออกไปพูดให้คนเข้าใจ ทุกคนก็สามารถเริ่มทำได้เลย

ยกตัวอย่าง เช่น กรณีของเจ๊จง ที่ไปแจกข้าวหมูทอดบริเวณหน้าพระราชวัง โดยให้คนเก็บขยะมาแลกกับข้าว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องของขยะได้เป็นอย่างดี

“หากมองย้อนกลับไป ถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ ทำ ด้วยกระบวนการขั้นตอนมากมายของแต่ละบริษัท แน่นอนว่าต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอย่างน้อย 3-5 วัน ขณะเดียวกัน การเป็นธุรกิจ SMEs เราสามารถตัดสินใจและดำเนินการด้วยตัวเองได้ในทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำ CSR ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่เกี่ยวกับการสื่อสารและการลงทุนทำโฆษณา

ส่วนตัวทำงาน SB มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี กล้าการันตีได้ว่า ธุรกิจ SMEs ทำเรื่อง CSR ได้ง่าย ทำได้ดีกว่าใคร และก็สามารถทำได้ออกมาจากใจด้วย ดิฉันมองว่าไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน ขนาดเล็กหรือใหญ่ เราก็สามารถทำอะไรดีๆ เพื่อความยั่งยืนได้ทั้งสิ้น”

ในฐานะที่ ดร.ศิริกุล เป็น County Director Sustainable, Thailand ซึ่งงานสัมมนาเชิงวิชาการ Sustainable Brands 2018 Bangkok จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ทีมงานจึงอยากให้ ดร.ศิริกุล อัพเดทรายละเอียดและความคืบหน้าให้ฟัง

“ปีแรกที่จัดงาน Sustainable Brands Bangkok เราพบว่าองค์กรทั่วโลกที่ออกมาพูดเรื่อง CSR ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของ After Process ทั้งสิ้น ดังนั้นธีมที่เราใช้จัดงานในปีที่ 2 ก็คือ “Activated Purpose” เพื่อให้คนทั้งโลกได้ตระหนักว่า การทำ CSR หากไม่มีค่านิยมร่วมกันของแต่ละองค์กรแล้ว ก็จะไปไม่ได้ไกล ซึ่งเป็นที่มาของการขยับตัวจาก CSR เป็น CSV การจะทำให้แต่ละองค์กรมีค่านิยมร่วมกันได้ จะต้องมาจากวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กรด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว บริษัทอาจไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ได้มีวิสัยทัศน์หรือวัตถุประสงค์ที่ตรงกับบริษัท ฉะนั้นหากจะทำให้เกิดความยั่งยืนจึงต้องเริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์

ในปีต่อๆ มา เราจึงเริ่มเห็นคนพูดถึงเรื่องของความยั่งยืนกันมากขึ้น เนื่องจากคนเริ่มตระหนักแล้วว่า การจะทำอะไรต้องทำออกมาจากข้างใน มิฉะนั้นจะทำได้เพียงผิวเผิน ดั่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยสอนให้ตระหนักถึงความสำคัญของวัตถุประสงค์และทำทุกอย่างออกมาด้วยใจ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องล้าหลังหรือด้อยกว่าใคร

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทาง Global หรือที่เราเรียกว่า SB Committee ซึ่งจะประกอบไปด้วยแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง ยูนิลีเวอร์ เนสท์เล่ โค้ก ที่เข้ามาร่วมประชุมและลงความเห็นว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นพูดในเรื่องของเจ้าของแบรนด์มาค่อนข้างเยอะ ในครั้งนี้จึงจะพูดในส่วนของผู้บริโภคบ้าง ธีมของงานจึงเป็น Redefining the Good Life ที่จะนำเสนอถึงผลกระทบ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค”

ดร.ศิริกุล อธิบายเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของการจัดงานครั้งนี้อยู่ที่การคัดเลือกว่า ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุด Content ไหนที่ใช่ที่สุด เนื่องจากระยะเวลาการจัดงานที่มีเพียง 2 วัน จึงจำเป็นต้องคัดเลือกให้ดีที่สุด

“ความยากที่แท้จริงของการจัดงานประเภทนี้ คือ ทำอย่างไรให้มีคนมาร่วมงาน ทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง อย่างนักการตลาด นักธุรกิจ สนใจเข้าร่วมงาน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงสังคมแค่ธุรกิจอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นักการตลาดและนักโฆษณาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเกิดคำว่า Consumption ที่บางทีอาจจะไม่ค่อย Responsible เท่าไรนัก

วันนี้เราจะเห็นว่า การที่จะเปลี่ยนสังคมได้ จะต้องอาศัยทั้งการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแรง จะสื่อสารอย่างไรให้ชุมชนเห็นด้วย สื่อสารอย่างไรให้บริษัทเห็นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละกลุ่มก็ต้องใช้ภาษาที่ต่างกัน ฉะนั้นคำว่า Shared Value และการสร้างการยอมรับจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ดร.ศิริกุล กล่าวทิ้งท้าย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.