ผ้าก็เหมือนอาหาร ถ้าปรุงอร่อย ใช้วัตถุดิบที่ดี พอเขากินอิ่ม เขาก็ต้องกลับมากินอีก โจ-เกรียงไกร

Jul 11, 2017 S.Worapol

เมื่อกล่าวถึงเซเลบริตี้หนุ่มหล่อกล้ามใหญ่ ผู้หลงใหลการออกกำลังกาย ชั่วโมงนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก โจ-เกรียงไกร เกียรติเสวีกุล ทั้งยังการันตีความเจ้าเสน่ห์ ด้วยดีกรี ติด 1 ใน 50 หนุ่มคลีโอ เมื่อครั้งยังเรียนมหาวิทยาลัยอีกด้วย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า หนุ่มโจคนนี้ ในวัยเพียง 30 ปี เขามีดีหลายอย่าง รวมถึงหน้าที่หลักในการงาน ที่ดูเหมือนต้องรับผิดชอบเกินวัย ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง กุมบังเหียนอาณาจักรสิ่งทอขนาดใหญ่ วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับตัวตนของเขาด้วยกัน

หนุ่มโจ หรือ โจล่ง-เกรียงไกร เกียรติเสวีกุล เริ่มร้อยเรียงเรื่องราวชีวิตก่อนเข้าสู่แวดวงธุรกิจให้ฟังว่า “จริงๆ แล้ว ผมเป็นคนรักดนตรี ศิลปะ งานบันเทิง แต่ด้วยความที่บ้านผมเป็นโรงงานทอผ้า และแม่ต้องการคนช่วย และเห็นแม่ลำบากมานานตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมไม่อยากเห็นแม่เหนื่อย จึงตั้งใจแน่วแน่ ยินดีทิ้งความฝันในสิ่งที่ตัวเองรัก ทั้งด้านดนตรีที่เคยทำเพลงไว้ก็หยุด และทิ้งหมด เพราะตอนแรกตั้งใจไว้ว่า ถ้าจบมัธยมจะเรียนต่อด้านนิเทศศาสตร์ ก็ตัดสินใจเลือกเรียน คณะแฟชั่นดีไซน์ และศึกษาเรื่องการส่งออก เพื่อนำสิ่งที่เรียนมาช่วยธุรกิจของที่บ้าน ความจริงแล้วก็ได้คลุกคลีเรียนรู้คอยสังเกตการทำงานของแม่มาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นแล้ว จำได้ว่าตอนอายุ 17 ปี ผมลงไปเริ่มเรียนรู้เรื่องเส้นด้าย ผ้ามีกี่ชนิด การส่งผ้าเข้าโรงย้อมมีขั้นตอนอย่างไร ทอผ้าอย่างไรจึงจะมีคุณภาพ พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เวลาปิดเทอมก็จะเข้าไปช่วยทำงานเต็มตัว เพราะนึกอยุ่ตลอด ไม่จะว่าช้าหรือเร็ว เราก็คือคนที่จะต้องสานต่อธุรกิจ ตอนนี้ยังมีแรง มีไฟ ก็ควรรีบเรียนรู้และออกสตาร์ทเลย”

เป็นเรื่องปกติที่หลายครอบครัวนักธุรกิจ ย่อมมีการวางรากฐานและปลูกฝังลูกๆ ให้เดินตามรอย เพื่อสานต่อธุรกิจที่ลงแรงสร้างไว้ แต่ครอบครัว “เกียรติเสวีกุล” ไม่เป็นเช่นนั้น ยินดีให้อิสระกับลูกๆ ไม่เคยบังคับหรือโน้มน้าว “ตั้งแต่ผมเกิดมา ลืมตาตื่นมาทุกเช้าก็เห็นโรงงานทอผ้า เห็นเส้นด้าย พอโตขึ้นครอบครัวก็ไม่เคยปลูกฝัง กะเกณฑ์ หรือสั่งให้ผมต้องทำในสิ่งที่ครอบครัวทำ แต่เป็นด้วยตัวผมเองที่เข้ามาสัมผัส และเรียนรู้ เพราะในใจลึกๆ อยากรีบเรียนจบเร็วๆ แล้วมาช่วยครอบครัว ซึ่งเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยผมก็มาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจทันที”

หนุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่คนนี้ ยอมรับว่า ครอบครัวมีผลอย่างมากในเรื่องการเรียน เขาต้องตัดสินใจเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน โดยเสียสละไม่ทำตามใจในสิ่งที่ฝันเอาไว้ เพียงเพราะตั้งใจจะนำความรู้มาช่วยครอบครัว เขาต้องทิ้งความฝันทุกอย่าง แล้วตั้งเป้าหมายด้วยความมุ่งมั่น จะต้องทำธุรกิจของครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ และวันนี้ เขาได้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับธุรกิจของครอบครัว “ปัจจุปัน ผมรับผิดชอบบริหารธุรกิจสิ่งทอ  ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ทั้งการคัดสรรวัตถุดิบพวกเส้นด้าย ตรวจสอบราคาตลาด ควบคุมคุณภาพ และลงแรงออกหาลูกค้าเอง ซึ่งทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานแล้ว”

พอลงมาทุ่มเทให้กับงานแบบเต็มตัว หนุ่มโจได้สัมผัสรสชาติของชีวิตที่หลากหลาย ที่สอนสร้างให้เติบโตขึ้น แกร่งขึ้น ทั้งด้านทักษะชีวิต และการทำงาน มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขาประทับใจ นึกถึงทีไรก็ต้องอมยิ้มเสมอ “ตอนแรกๆ ผมชอบให้คนขับรถไปส่งผมใกล้ๆ ที่หมาย เพื่อต่อรถเมล์ แล้วลงเดินไปพบลูกค้า เพราะบางคนเขามีเวลาไม่มาก การไปรถส่วนตัวอาจเสียเวลามากกว่า เราจึงต้องใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่ามากที่สุด” หนุ่มโจเล่าด้วยรอยยิ้มอิ่มสุข

สำหรับเหตุการณ์ที่ประทับใจและจดจำ ทั้งยังสามารถมัดใจลูกค้ามาโดยตลอด หนุ่มโจเล่า ย้อนกลับไปในช่วงแรก ที่เคยเดินตลาดในวันที่ไม่มีใครรู้จักว่า “สไตล์การทำงานผม จะเอาความจริงใจและความเป็นตัวเองเข้าสู้ครับ ทุกๆ วันผมจะพยายามวิ่งเข้าหาลูกค้าทุกเจ้าเท่าที่จะทำได้ จากที่ลูกค้าไม่มั่นใจ ไม่กล้าสั่ง จนเริ่มสั่ง กลายเป็นบอกกันแบบปากต่อปาก เพราะความที่เราจริงใจ เอาใจใส่ในทุกรายละเอียด ตั้งใจบริการเขาอย่างเต็มที่ ประกอบกับเรานำเสนอแต่สิ่งที่ดีที่สุด ทั้งด้วยคุณภาพของผ้าและราคาสมเหตุสมผล ทำให้ลูกค้าทุกคนประทับใจและจดจำ จนเขาเรียกผมว่า ตี๋ขายผ้า โจตี๋ โจตี๋ผ้ายืด หรือ โจล่ง ที่คนทั่วไปเรียกกัน ต่อมาก็เริ่มมีการขยายฐานลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ จนธุรกิจของเราสามารถขยายโรงงานใหม่เพิ่ม ซื้อเครื่องเพิ่ม เพื่อรองรับลูกค้า และตอบสนองให้ได้อย่างพอเพียง”

มาถึงวันนี้ เรียกได้ว่าธุรกิจมีผลการตอบรับที่ดีเกิดวามคาดหมาย “ลูกค้า ติดใจในเนื้อผ้าและคุณภาพการผลิตของโรงงานเราครับ ผมเลือกที่จะไม่ขายตัดราคาใคร แต่เลือกที่จะทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพ เพราะถ้าตัดราคากันเอง สุดท้ายตลาดจะตาย คนที่เสียหาย คือ โรงงาน”

ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ โจล่ง-เกรียงไกร เกียรติเสวีกุล มีแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจโดยไม่ยอมนั่งอยุ่แต่ในห้องแอร์ แต่ยอมที่จะเหนื่อยโดยเข้าถึงและดูแลลูกค้าเอง ว่าลูกค้าต้องการอะไร ลงไปลุยไปเห็นตลาดเอง ต้องเข้าใจตลาด เพื่อจะได้รู้ว่าช่วงนี้ หรือช่วงไหน เทรนด์สีไหนกำลังเป็นที่นิยม และเอาใจใส่ในคุณภาพของผ้าเป็นสำคัญ

“มุมมองของผม ผ้าก็เหมือนอาหาร ถ้าเราปรุงอร่อย ใช้วัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ พอเขากินอิ่ม เดี่ยวเขาก็ต้องกลับมากินอีก”

 “สิ่งสำคัญที่สุด ที่ถือเป็นเคล็ดลับความสำเร็จในธุรกิจของเรา คือ การเข้าถึงลูกค้า ลงไปดูแลลูกค้า และสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราคือผ้ายืด ที่ทอออกมาแล้วมีการทดสอบสี และเปอร์เซ็นต์การยืดหยุ่นของผ้าที่ได้มาตราฐานสากล และเนื้อผ้ามีการสปริงตัวดี”

เมื่อถามถึงความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตการทำงาน และตั้งใจในการพัฒนาธุรกิจไปในทิศทางใด โจล่ง-เกรียงไกร เผยว่า “ผมต้องการให้ลูกค้าเมื่อนึกถึงผ้ายืดที่มีคุณภาพในเมืองไทย ต้องคิดถึง Rcknitwear ที่ผมทุ่มเทปลุกปั้นขึ้นมาและด้วยความรักในธุรกิจครับ”

แต่ในการบริหารงานก็มีปัญหารบกวนใจอยู่เสมอ ส่วนใหญ่ที่พบไม่พ้นเรื่องของพนักงาน "พอเขาทอผ้าเป็นแล้วก็ลาออก แต่กว่าที่เราจะฝึกเขาจนเชี่ยวชาญ สามารถดูแลเครื่องทอผ้าได้ ต้องใช้เวลาและลำบากมาก” โจล่ง-เกรียงไกร ยอมรับว่าในการดำเนินธุรกิจหากเราต้องการที่จะเติบโตไปข้างหน้า เป็นเรื่องปกติที่จะต้องพบอุปสรรคปัญหา จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเตือน สร้างแรงจูงใจ และให้กำลังใจตัวเอง เสมอ เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรค

“สำหรับผม แรงจูงใจ อันประเสริฐอย่างเดียวเลย คือ การคิดถึงแม่ คิดถึงวันที่แม่ร้องไห้เพราะไม่มีคนช่วยแม่ แค่นี้ผมก็ไม่กลัวอะไรแล้ว พร้อมเสียสละเพื่อครอบครัว เพื่อให้แม่และครอบครัวเรามีความสุข อุปสรรคปัญหาถึงจะใหญ่แค่ไหน ผมเชื่อว่าต้องข้ามผ่านมันไปได้ ทุกปัญหาจะต้องมีทางออก ผมพร้อมที่จะสู้กับมัน และจะไม่ยอมแพ้ เหมือนคำหนึ่งที่ผมชอบมาก และบอกตัวเองเสมอว่า เราจะไม่แพ้ ถ้าเราไม่ยอมแพ้

แม้จะด้วยวัยเพียง 30 ปี แต่นักธุรกิจหนุ่มหล่อคนนี้ กลับมีความนิ่ง สุขุม และดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย นั่นเป็นเพราะการได้รับการฝึกฝนชีวิตให้มีความรับผิดชอบ และพานพบหลายประสบการณ์ ทั้งราบรื่น ขรุขระ ช่วงเวลาแห่งความสุข ช่วงเวลาความทุกข์ยากลำบาก หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต แต่สิ่งที่ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตจนเขาผ่านอุปสรรคต่างๆมาได้ คืออะไร โจล่ง บอกว่า “ผมเชื่อว่าชีวิตคนเราทุกคน จริงๆ ไม่มีคำว่าล้มเหลวหรอกครับ มีแต่ล้มเลิก หากเราสู้และรักษาแพสชั่นหรือความปรารถนาเอาไว้ มันจะเป็นแรงผลักทำให้เราก้าวไปข้างหน้า ไม่หยุดนิ่ง ไม่ถอยหลัง หรือล้ม ผมเชื่อจริงๆ ว่า ถ้าเราตั้งใจทำวันนี้ให้ดีที่สุด เราจะมีวันพรุ่งนี้ และวันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จแน่นอน”

ผู้บริหารหนุ่มคนขยัน ยังเผยด้วยว่า ในวันที่ธุรกิจไปได้สวย และมีเวลาแบ่งให้กับงานอดิเรกสานฝันในสิ่งที่อยากทำ แต่ในมุมหนึ่งก็อยากจะมีเวลามากขึ้น “ผมอยากมีเวลามากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เวลาพักผ่อนค่อนข้างน้อย ไหนจะต้องบริหารธุรกิจที่บ้าน ต้องออกไปพบลูกค้า และยังมีงานอดิเรกที่ชอบ ทำให้ผมมีเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัวค่อนข้างน้อย แต่ในบทบาทในการดูแลธุรกิจผมจะเข้มงวดกับตัวเองมากๆ ไม่เคยทิ้งหน้าที่หลักที่ต้องทำ และตั้งใจจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้น”

แน่นอนว่า ด้วยภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง การเผชิญความเครียดเป็นเรื่องปกติ แต่เขาไม่เคยจะปล่อยให้มันเข้ามาบั่นทอนสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพราะมีวิธีขจัดความเครียดได้อยู่หมัด “เวลาเครียด ผมชอบออกกำลังกาย เข้า fitness ต่อยมวย หรือไม่ก็นั่งวาดรูป เพื่อให้จิตใจนิ่ง สงบลง หรือเลือกพูดคุยกับคนที่คิดบวก เพราะการทำแบบนี้ เราจะได้รับพลังบวกกลับมาครับ”

ในมุมชีวิตส่วนตัว โจล่ง-เกรียงไกร พยามอย่างเต็มที่ในการจัดสรรเวลาในหนึ่งสัปดาห์สำหรับ “สิ่งที่ต้องทำ” กับ “สิ่งอยากทำ” เขาบอกว่า “สิ่งที่อยากทำ และขาดไม่ได้เลยสำหรับผม คือ การออกกำลังกายเล่นกล้าม ความที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบมาก การดูแลสุขภาพจึงสำคัญ แม้งานจะยุ่งแค่ไหน ผมจะต้องจัดเวลาออกกำลังกายทุกวัน ควบคู่ไปกับการคุมอาหาร ไม่ใช่กินอะไรก็ได้ แต่จะเลือกกินแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ดีต่อสุขภาพเท่านั้น และพยายามจัดสรรเวลากินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้าในครอบครัว และหาเวลาไปวาดรูป กับครูศิลปะที่ผมเคารพนับถือ เพราะการวาดรูป ให้ผมมากกว่าการวาดรูป”

โจล่ง-เกรียงไกร เล่าต่อไปว่า เมื่อถอดหมวกจากการเป็นนักธุรกิจ งานอดิเรกที่เขารัก คือ ศิลปะ โดยเป็นลูกศิษย์ของ ครูโต-หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ และครูปาน-สมนึก คลังนอก ศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดัง “ศิลปะ ช่วยผมได้มาก ในการดำรงชีวิต เราจะต้องมีศิลปะชีวิต สิ่งที่ครูโตสอนศิลปะผม ผมได้รับประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะศิลปะช่วยผมทางด้านจิตใจ ช่วยกล่อมเกลา ทำให้ผมมีความสุขุม และมีพลังคิดบวกตลอดเวลา ทำให้นิ่งและมีสมาธิ ทำให้ผมวาดรูปเก่งขึ้น และที่สำคัญทำให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีสติ”

เมื่อถามว่า มองตัวเองเป็นคนแบบไหน เขาบอกว่า “ผมเป็นคนลุยๆ ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย เอาจริงเอาจัง แมนๆ และจริงใจครับ” สำหรับไลฟ์สไตล์ในวันพักจากเรื่องงาน โจล่ง-เกรียงไกร จะให้เวลากับการออกกำลังกาย หรือไปเรียนวาดรูป “ที่สำคัญ ผมจะพักผ่อนให้เพียงพอก่อนไปทำกิจกรรมต่างๆ เสมอ เพราะความพร้อมของร่างกายต้องมาก่อนครับ”

“สำหรับความใฝ่ฝันสูงสุด ที่อยากก้าวไปให้ถึงและภาพจำเมื่อใครๆ นึกถึงผม คือ อยากให้ธุรกิจเติบโต ยิ่งใหญ่ อยากให้คนจำภาพผมในฐานะทายาทนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จโดยใช้เวลาเพียง 3 ปี  ตั้งแต่อายุ 22 - 25 ปี ในการพลิกธุรกิจของที่บ้านให้เติบโตและประสบผลสำเร็จ ด้วยความเสียสละที่มีต่อครอบครัว และผมหวังว่า วันข้างหน้า ผมจะเป็นเฒ่าแก่น้อยที่คนจดจำ หรือ นักธุรกิจอายุน้อยร้อยล้าน ที่คนทั่วไปนึกถึงเป็นคนแรก และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ครับ” โจล่ง-เกรียงไกร

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.