Kodak สู้เพื่อกลับมาเป็นยักษ์

Jul 06, 2017 P.Patikom

จากบริษัทยักษ์ใหญ่มีรายได้นับหมื่นล้านดอลลาร์เมิ่อสิบปีที่แล้วย้อนหลังลงไป ปัจจุบัน Kodak กลายมาเป็นบริษัทที่เล็กลงมีรายได้ระดับพันล้านดอลลาร์ โดยมีรายได้รวมเมื่อปี 2016 ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้สุทธิประมาณ 16 ล้านดอลลาร์

ยุครุ่งเรืองของ ฟิล์ม

ผู้ที่มีอายุในช่วงวัยประมาณสามสิบปีขึ้นไป ที่รักการถ่ายภาพย่อมรู้ซึ้งถึงความเป็นยักษ์ใหญ่ของ Kodak หรือบริษัท Eastman Kodak ในอดีต ในฐานะของความเป็นจ้าวแห่งตลาดฟิล์มถ่ายภาพตลอดกาล ที่ครองตลาดฟิล์มทั้งฟิล์มถ่ายภาพนิ่ง และฟิล์มถ่ายภาพยนตร์มานานกว่า 100 ปี (Kodak เป็นบริษัทอเมริกันก่อตั้งโดย George Eastman ตั้งแต่ปี 1888 ถึงปัจจุบันมีอายุประมาณ 129 ปี)

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคการถ่ายภาพระบบดิจิตอลในปัจจุบัน ที่การถ่ายภาพไม่ใช่ใช้เฉพาะกล้องดิจิตอลเท่านั้น โทรศัพท์มือถือที่ใช้กันเป็นปัจจัยสำคัญในวิถีชีวิต ในทุกวันนี้ก็ถ่ายภาพได้และพัฒนาจนได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพของภาพสูงด้วย คนรุ่นใหม่นี้แทบจะนึกไม่ออกถึงยุคของฟิล์ม ก่อนที่โลกของการถ่ายภาพจะเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอลร้อยเปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันนั้น การถ่ายภาพทุกรูปแบบเราต้องใช้ฟิล์ม ทั้งการถ่ายภาพนิ่งและการถ่ายภาพยนตร์

ในยุครุ่งเรืองของฟิล์ม เมื่อประมาณสิบกว่าปีย้อนหลังลงไปนั้น มีน้อยคนนักที่จะคิดถึงว่า วันหนึ่งในไม่ช้า เราจะไม่ได้เห็นนร้านขายฟิล์มถ่ายภาพที่เคยมีทั่วบ้านทั่วเมืองมีบริการล้างอัดขยายภาพครบวงจร

ในยุคของฟิล์มถ่ายภาพ Kodak เป็นจ้าวแห่งตลาดฟิล์มทั้งภาพนิ่ง และฟิล์มภาพยนตร์ แม้จะมีคู่แข่งใหญ่ๆอย่าง Fuji Film ของญี่ปุ่น และ Agfa ของเยอรมัน แต่ทั้งสองแบรนด์นี้ก็ไม่เคยชิงความเป็นผู้นำตลาดฟิล์มของโลกจากโกดักได้เลย

ในยุคทองของฟิล์มที่ยาวนานกว่า 100 ปี Kodak จึงเป็นผู้นำตลาดอย่างยั่งยืน

ยุค Digital Imaging จากยักษ์ใหญ่มหึมา ลงมาเล็ก

กล้องถ่ายภาพดิจิตอล ที่ถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอลนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่แล้ว เมื่อเกิดกล้องดิจิตอลขึ้นมานั้น น้อยคนมากๆที่จะคิดว่า กล้องดิจิตอลจะใช้แทนฟิล์มได้ร้อยเปอร์เซนต์ทั้งในตลาดภาพนิ่งและภาพยนตร์ แม้กลัองดิจิตอลจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนถึงต้นทศวรรษที่ 2000 ก็ยังไม่ค่อยมีใครคิดว่าภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลจะมีคุณภาพสู้ภาพถ่ายจากฟิล์มได้

เพราะในช่วงเวลาแห่งพัฒนาการของเทคโนโลยีกล้องดิจิตอลจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 นั้นความละเอียดของภาพจากกล้องดิจิตอลยังสู้ฟิล์มไม่ได้ แม้จะมีรุ่นที่มีความละเอียดสูงใกล้เคียงฟิล์ม แต่ราคาก็สูงมากหลายแสนบาท คนทั่วไปไม่สามารถซื้อหามาใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม กล้องดิจิตอลประเภทกล้องคอมแพคท์ ที่ราคาไม่สูงมากก็เริ่มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไปที่ชอบถ่ายภาพ ขณะที่เทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยกลัองดิจิตอลก็มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านความละเอียดของภาพ และความคมชัด และยักษ์ใหญ่ในตลาดกล้องถ่ายภาพ อย่าง Nikon และ Canon ก็เข้าสู่ตลาดกล้องดิจิตอล

ช่วงเวลาดังกล่าวนั้น Kodak ก็ยังคงยิ่งใหญ่ในตลาดฟิล์ม ในวงการช่างภาพทั้งมือโปรและกึ่งโปร รวมทั้งการถ่ายภาพยนตร์ ก็ยังนิยมใช้ฟิล์มในการถ่ายภาพ ด้วยเห็นว่า คุณภาพของภาพจากกล้องดิจิตอลยังไม่เท่าฟิล์ม

แต่ที่สุดแล้ว ในปี 2011 Kodak ก็ยื่นขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างธุรกิจได้ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลายในเดือนมกราคม 2012 ขายสิทธิบัตรและปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เป็นบริษัทขนาดเล็กลงในปี 2013

อันเป็นช่วงเวลาเริ่มเข้าสู่ยุคของการถ่ายภาพด้วยระบบดิจิตอลสมบูรณ์แบบ ทั้งภาพนิ่งและภาพยนตร์อย่างในปัจจุบัน

ซึ่งในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นรายได้ของ Kodak เริ่มลดลงต่ำกว่าระดับหมื่นล้านดอลลาร์มาตั้งแต่ปี 2008 และลดลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ให้ทำการชำระบัญชี

Kodak ผู้บุกเบิกตลาดกล้องดิจิตอล

ในช่วงที่ Kodak ประสบภาวะจะล้มละลายนั้น ผู้คนทั่วไปที่ทราบเรื่องต่างคาดเดากันไปต่างๆนาๆ เรื่องหนึ่งที่พูดกันมากคือ Kodak มุ่งแต่ทำตลาดฟิล์ม โดยไม่สนใจเทคโนโลยี Digital Imaging

แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Kodak คือ ผู้บุกเบิกตลาดกล้องดิจิตอล ตั้งแต่ปี 1975 ต้นแบบแรกของกล้องดิจิตอลถูกสร้างขึ้นในปี 1975 โดย Steve Sasson วิศวกรของ Kodak แม้จะยังมีขนาดใหญ่ดูเทอะทะ และความละเอียดของภาพที่ได้ต่ำมาก แต่ก็เห็นถึงศักยภาพของตลาดกล้องดิจิตอลในอนาคต และบริษัท Kodak ก็ได้ลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในการพัฒนาเทคโนโลยีกล้องดิจิตอล จนมีผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอลออกสู่ตลาดหลายรุ่นในเวลาต่อมาอย่างต่อเนื่องจนมาถีงช่วงต้นทศวรรษที่ 2010 ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างนั้นคราวหนึ่ง Kodak ยังจับมือกับ Nikon ผลิตกล้องดิจิตอลรุ่น DCS-100 ที่ใช้บอดี้กล้องของ Nikon และเซนเซอร์รับภาพของ Kodak ที่มีความละเอียดภาพ 1.3 ล้านพิกเซล ในปี 1990 นับว่ามีความละเอียดภาพสูงสุดในเวลานั้น

ดังนั้น ในเรื่องเทคโนโลยีการถ่ายภาพดิจิตอล Kodak ไม่ได้ตกยุค ทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกและเอาจริงเอาจังกับเทคโนโลยีนี้ด้วยซ้ำจากการลงทุนกับมันหลายพันล้านดอลลาร์

Vision ที่ขัดแย้งกันของ Kodak

การเป็นผู้บุกเบิกและลงทุนมหาศาลกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพดิจิตอล นับว่า Kodak มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและถูกต้อง แต่ Kodak กลับติดกับความสำเร็จของตัวเองในอดีต

Harvard Business Review ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ยาว พอจะสรุปได้ว่า Kodak ยังสร้างเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้จิตอลของตนให้เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบดั้งเดิม นั่นคือทำให้ภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลมาเข้ากระบวนการปริ๊นต์ลงบนกระดาษเหมือนกล้องที่ถ่ายด้วยฟิล์ม ขณะที่เทคโนโลยีการถ่ายภาพดิจิตอลนั้น กำลังมุ่งไปสู่ทิศทางของการแชร์ภาพลงในโซเชียลมีเดีย ผ่านแอพบนโทรศัพท์มือถือ เพราะการรวมกันของเทคโนโลยีกล้องดิจิตอลและโทรศัพท์มือถือในช่วงต่อมา และความนิยมการปริ๊นต์ภาพดิจิตอลลงบนกระดาษก็ลดลงจนหมดความนิยมไปในที่สุด

และในช่วงเวลานั้นก็ใช่ว่า Kodak จะไม่มีเทคโนโลยีการแชร์ภาพผ่านเครือข่ายดิจิตอล เมื่อปี 2001 Kodak ได้ซื้อเว็บไซต์สำหรับแชร์ภาพถ่ายชื่อ Ofoto ก่อนที่ Mark Zuckerberg จะเขียนรหัสของ Facebook บรรทัดแรกเสียอีก นับว่าในช่วงเวลาดังกล่าว Kodak กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของการแชร์ภาพบนสื่อดิจิตอลก่อนใครในโลก แต่ Kodak กลับใช้เทคโนโลยีในการแชร์ภาพของเว็บ Ofoto เพื่อการพิมพ์ภาพดิจิตอลลงบนกระดาษอัดภาพของโกดัก แทนที่จะมุ่งไปสู่พัฒนาการแชร์ภาพผ่านโซเชียลมีเดีย ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ธุรกิจนี้ไม่ประสบความสำเร็จ และขายเว็บ Ofoto ไปในที่สุด

การที่ Kodak ยังไม่ยอมทิ้งความสำเร็จดั้งเดิมของธุรกิจ ยังห่วงกับการทำธุรกิจขายกระดาษอัดภาพที่เป็นประหนึ่งตัวแทนของยุคอะนาล็อก แทนที่จะมุ่งเดินหน้าไปบนเส้นทางสายดิจิตอลเต็มตัวด้วยความพร้อมที่มีเหนือใครๆทุกด้านทั้งเทคโนโลยีและเงินทุนในช่วงเวลานั้น นี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ Kodak สะดุดขาตัวเองล้มครืนในยุคของการถ่ายภาพดิจิตอล ทั้งที่เป็นผู้บุกเบิกมากับมือ

ยักษ์ยังคงลุกขึ้นสู้

แม้รายงานรายได้ของ Kodak ในปีล่าสุดรายได้รวมยังลดลง จาก 1.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2015 เป็น 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2016 แต่ยอดขายสินค้าบางกลุ่มของ Kodak ยังคงเติบโตอย่างน่าสนใจ เช่น แผนกการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ Micro 3D (MPPD)ประกอบด้วยระบบและแผ่นฟิล์ม KODAK FLEXCEL NX และแผ่นฟิล์มสัมผัสที่มีเทคโนโลยีตาข่ายทองแดง รายได้เพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซนต์, ผลิตภัณฑ์ environmentally-advantaged KODAK SONORA Process Free Plates โต 9 เปอร์เซนต์ ฯลฯ และยังคงลงทุนในการพัฒนา KODAK ULTRASTREAM ซึ่งเป็นระบบการเขียนอิงค์เจ็ทยุคหน้า, และยังปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญในผลิตภัณฑ์ของ KODAK Unified Workflow Solutions (UWS) รวมทั้ง KODAK PRINERGY Workflow Platform Version 8 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มผลผลิตในขณะที่ปรับปรุงคุณภาพและใช้ประโยชน์จากระบบอุปกรณ์ดิจิตอล, และยังได้มีการลงทุนที่สนับสนุนกล้องถ่ายภาพ KODAK Super 8 และแพล็ตฟอร์มกล้องถ่ายภาพในอนาคต ฯลฯ

และเมื่อเร็วๆนี้ช่วงต้นปี 2017 Kodak ได้บุกเข้าสู่ตธุรกิจสมาร์ทโฟนอย่างจริงจัง โดยวางตลาดสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ KODAK EKTRA Smartphone ที่มีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง เช่น จอแสดงผล 5 นิ้ว Full HD, กล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 21 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล, เป็นสไตล์ DSLR ถ่ายภาพได้หลายรูปแบบ แบบกล้องดิจิตอลไฮเอนด์ เช่น Smart Auto, Manual, Landscape, Panorama, Portrait, Sport, Night, Bokeh และยังมีระบบถ่ายวิดีโอระดับ 4K มี HDR Imaging ฯลฯ วางขายในราคา 399.99 ดอลลาร์

การยืนหยัดลุกขึ้นสู้ของ Kodak ในหลายๆเรื่องล้วนมีความหมายและเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ และอาจจะเป็นหนทางนำยักษ์คืนสังเวียนอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง

Cr : Harvard Business Review / Kodak / SPECTRUM NEWS

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.