หนังสั้น #TokyoUnexpected การสร้าง Story(Telling+Selling) ที่แนบเนียนที่สุด

Jun 29, 2017 S.Ammarit

คลิปหนังสั้น #TokyoUnexpected ได้ถูกปล่อยสู่โลกออนไลน์ และได้กระแสตอบรับอย่างงดงาม เรียกยอดวิวได้เกือบ 10,000,000 วิว 156,000 ไลค์ และอีกกว่า 45,000 แชร์ เรามาเรียนรู้การสร้าง Story Telling + Story Selling ในหนังสั้นนี้กันว่า Visa ทำอย่างไร ทำไมเค้าถึงทัชใจคนดูได้มากขนาดนี้ 

เรื่องราวของ #TokyoUnexpected ได้หยิบยกตัวเอกขึ้นมาหนึ่งคน เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อ “ป่าน” ที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ “อกหัก” และต้องเดินทางมาเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียวแบบไม่คาดคิด การเที่ยวครั้งนี้จริงๆ แล้วต้องมากับแฟน(เก่า) ของป่าน เรื่องราวทั้งหมดได้ถูกดำเนินไป และดูเหมือนจะไม่ค่อยจะแฮปปี้เอนดิ้งซะเท่าไหร่ในช่วงแรก แต่สุดท้ายก็จบด้วยข้อคิดที่ว่า ทุกการเดินทาง มีความสวยงามรออยู่เสมอ ถ้าป่านตัดสินใจที่จะจมอยู่กับความเศร้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร แค่เรากล้าที่ออกไปเจอโลกๆใหม่ เพื่อซึมซับพลังดีๆ ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวเลวร้ายแค่ไหน สุดท้ายทุกคนก็ต้องผ่านไปได้ 

 

วิธีการสื่อสารของหนังเรื่องนี้มีอยู่หลายจุดที่น่าสนใจ

1. หยิบเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์มาเล่าเรื่อง

Visa ได้หยิบเรื่องการท่องเที่ยวมาเล่า เพราะแบรนด์ของตัวเองเป็นแบรนด์ที่เกี่ยวกับการใช้เงินต่างประเทศ โดยเลือกประเทศญี่ปุ่นมาเป็นสถานที่ในการถ่ายทำ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศ Destination ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะไป มันจึงทำให้เข้าถึงคนดูและทำให้คนอินไปกับเรื่องราวทั้งหมดได้ง่ายขึ้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ ดูว่าแบรนด์ของเราคืออะไร ทำอะไร และอยู่ใน Journey ไหนของผู้บริโภค ลิสออกมา แล้วหาจุดเชื่อมโยงต่อไปว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องอีก เมื่อลิสออกมาได้ทั้งหมดก็เลือก 1 เรื่องเพื่อนำมาสื่อสารการตลาดหรือสร้างเรื่องราว หนังสั้น โฆษณา แคมเปญ อะไรก็ว่ากันไป อย่างของ Visa คือการใช้เงินในต่างประเทศ เค้าเลยเลือกการท่องเที่ยวมาเล่าในรูปแบบหนังสั้น 

2. แทรกแบรนด์ไว้ในหนัง แต่ไม่พยายามขายของ และไม่เอ่ยชื่อแบรนด์สักคำ

เราคงเคยเห็นละครซิทคอมหลายๆ เรื่อง ที่แบรนด์พยายาม Tie in อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งไม่ได้ผลดีกับแบรนด์เท่าไหร่ เพราะคนดูจะรู้ว่าแบรนด์พยายามยัดเยียด และขายของอยู่ ซึ่งนั่นเป็นการสื่อสารที่ไม่ควรทำแล้วในยุคนี้

 Visa ได้แทรกแบรนด์ของตัวเองลงไปในหนัง อย่างแนบเนียนและกลมกลืน ไม่พยายามขายของจนทำให้การเล่านั้นเรื่องสะดุด โดยชูจุดยืนของตัวเองว่า “คุณไม่จำเป็นต้องพกเงินสดมานะ เพียงแค่มีบัตร Visa ก็สบายใจกับการใช้เงินในต่างประเทศได้”

3. เล่นกับเรื่อง ”ความรัก” เพราะเข้าถึงคนดูได้จำนวนมาก

การสร้าง Content จริงๆ สามารถทำได้หลายแบบ Visa เลือกใช้เรื่องราวที่สร้าง Emotional กับคนดู โดยใช้เรื่องราวสนุกๆ ที่ดูได้เพลินๆ ตลอด 15 นาที ด้วยเรื่องความรักของวัยหนุ่มสาว ซึ่งก็ทำให้หนังสั้นเรื่องนี้โดนใจคนรุ่นใหม่เข้าอย่างจัง

4. มีตัวละครลับ ที่ทำให้หนังน่าค้นหา

ถ้าเป็นเรื่องราวความรัก การอกหัก ทั่วๆ ไป ก็คงน่าเบื่อ แต่วิธีเล่าเรื่องของ #TokyoUnexpected เจ๋งตรงที่มีตัวละครลับในเรื่อง ที่เชื่อ Hiro_Miyauchi ที่เป็นคนใช้ #hashtag เดียวกับป่าน ซึ่งเป็นการดึงให้คนดูอยากติดตามตลอดจนจบ และอยากรู้ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้คือใคร? และจะลงเอยกับป่านรึเปล่า? 

5. หลังจากปล่อย #TokyoUnexpected ก็แบ่ง Content ในหนังเอามาสื่อสารต่อ

Visa ได้เอา Content ต่างๆ ที่มีในหนังมาขยายความต่อ เช่น วัดตัดใจ เอามาเล่นต่อเพื่อให้คนอยากตามไปเที่ยวจริงๆ เอาเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้มาโปรโมทต่อ และแบ่งพาร์ทของหนังออกเป็นคลิปสั้นๆ เพื่อโชว์จุดขายของ Visa (อันนี้เป็นการขายของละ แต่เป็นการขายของหลังจากที่ทำให้คนดูชอบคอนเทนต์ของแบรนด์แล้ว) ก็เหมือนเป็นการเปิดใจคนๆ หนึ่ง แต่ก่อนจะเปิดใจได้เราต้องทำให้เค้าชอบเราซะก่อน

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการสื่อสารการตลาดที่น่าสนใจ เป็นอีกเรื่องราวที่อยากหยิบมาบอกต่อ เพื่อให้รู้ว่า การทำคอนเทนต์หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อน เพียงตั้งต้นให้ได้ว่า แบรนด์ของเราคืออะไร ผู้บริโภคมองแบรนด์เราเป็นอะไรในชีวิตพวกเค้า แล้วใส่ใจรายละเอียดในการคิดคอนเทนต์ สุดท้ายแล้ว #TokyoUnexpected ก็สามารถเข้าไปอยู่ในใจใครหลายๆ คนได้ ซึ่งนั้นก็หมายความว่า Visa ก็เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคแล้วเช่นกัน…

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ โฮลดิ้ง จำกัด. All rights reserved.