11,445
VIEWS

Paran เสื้อยืดธรรมดา แต่สร้างคุณค่าจาก เรื่องราวบนเสื้อ

Jun 27, 2017 S.Worapol

ในยุคที่ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงแบบนี้ทำให้หลายๆ ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อให้เป็นไปตามกระเเสน้ำที่เชี่ยวหลาก แต่หากจะสวนกระแสพายเรือทวนน้ำเพื่อฝ่าฟันกับอุปสรรคก็คงต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าเก่าสักหน่อย

โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรม SMEs ยิ่งต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ ทำให้หนึ่งในสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือเรื่องของ ความคิดสร้างสรรค์ ไอเดีย ที่มาผนวกกับสินค้าหรือบริการเพื่อให้เกิดความแตกต่างจากคู่แข่งได้

ช่วงเดือนก่อนทีมงานได้เห็นแบรนด์เสื้อยืดน้องใหม่ใน Free Copy ฉบับหนึ่ง แล้วก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าแค่เสื้อยืดธรรมดาๆ ตัวหนึ่งต้องมีแบรนด์มาแข่งขันเลยหรอ?

แล้วแบรนด์นี้มองเห็นโอกาสอะไรในตลาดนี้ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่ได้เอื้ออำนวย ซึ่งเรากำลังพูดถึงแบรนด์ Paran หรือ ภารัน แบรนด์น้องใหม่ในตลาดเสื้อยืด ที่ชูจุดขายในเรื่องของคุณภาพและเรื่องราวต่างๆ มากมายบนเสื้อ

ในโอกาสนี้ทางทีมจึงถือโอกาสเรียนเชิญ คุณภาณุ  คำเทศ Co-founder แบรนด์ Paran มาพูดคุยและขยี้เรื่องต่างๆ ของ Paran ให้ผู้อ่านได้รู้จักกันครับ 

Q : Paran Brand เกิดขึ้นมาได้ยังไง ?

A : เกิดขึ้นมาจากการลาออกจากงานประจำ แล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี เพราะผมเรียนจบป.ตรี คณะบริหาร ที่ม.มหิดล แล้วก็ไปเรียนออกแบบต่อ 2 ปี เลยมีสกิลการออกแบบติดตัวมาด้วย แถมช่วงนั้นก็รับงานออกแบบอยู่แล้ว เลยคิดว่าลองทำแบรนด์เสื้อเป็นของตัวเองดีกว่า ที่ราคาไม่สูงมาก คุณภาพดี เพราะจะเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ Medium-High และแตกต่างจากเสื้อตลาดทั่วไป แล้วก็เริ่มหาข้อมูลและปรึกษาพี่ที่รู้จักมาตั้งแต่ตอนนั้น จนกลายมาเป็น Space collection เสื้อคอลเลคชั่นแรกของแบรนด์ เพราะได้ถามเพื่อนที่อยู่อเมริกาเขาแนะนำว่า เสื้อผ้าแนว Space Collection ในไทยพอมีบ้างแต่ยังไม่เป็นที่นิยมเพราะราคาสูง เลยคิดว่าลูกค้าที่สนใจสินค้าแนวนี้น่าจะมีอยู่ เลยเลือกที่จะเจาะลูกค้ากลุ่มนี้

Q : จริงๆ แล้วแรงบันดาลใจมาจากอะไร

A :  แรงบันดาลใจการทำแบรนด์เสื้อยืด ‘Paran’ เกิดจากการที่เราอยากจะทำผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่างเป็นของตัวเองโดยเลือกจากสิ่งใกล้ตัว เพราะเราเป็นคนชอบใส่เสื้อยืด ซึ่งเราอยากจะทำเสื้อยืดเนื้อดีๆ สวมใส่สบายแต่อยู่ในช่วงราคากลางๆ เพราะพบว่า ถ้าไม่ราคาถูกมาก 150-250 บาท ที่ ซื้อขายกันง่ายๆ แต่เนื้อผ้าและลายสกรีนก็จะหยาบมาก ก็จะเป็นเสื้อยืดของแบรนด์เนมที่ราคาแพงไปเลย จะไม่ค่อยมีของดีราคากลางๆ 400-500 บาท

Q : ได้ศึกษาหาข้อมูลของตลาดเสื้อผ้ามาก่อนไหมว่า เขาผลิตกันยังไง ทำกันยังไง ?

A : ไปครับ.. ไปหาข้อมูลประมาณ 2-3 เดือนกว่า ไปที่ที่เป็นแหล่งผลิตใหญ่เกี่ยวกับพวกสิ่งทอเลยนะ อย่างแถววัดสน ไปตามหามาเกือบ 10 โรงงาน แต่มันก็เป็นผ้าเหมือนกันหมด ผ้าตลาดทั่วไป เลยลองสั่งเสื้อเขามาใส่ดูก็ไม่เป็นไปตามที่หวัง เพราะที่เขาบอกว่าผ้าไม่หด ไม่ยาน ไม่ย้วยเนี่ย มันก็เป็นจนเกินเปอร์เซ็นที่เราจะรับไหว เพราะต้องส่งเข้าโรงงานสกรีนอีก เลยตัดสินใจไม่เอาละหาใหม่ดีกว่า จนมาเจอกับรุ่นพี่คนนึงที่แกรับเสื้อเปล่าเข้ามาขายจากอเมริกา เป็นเสื้อที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆของอเมริกาในการเอาไปสกรีนเสื้อคอนเสิร์ต เสื้ออีเว้นท์ต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต Justin Bieber และพี่เขาก็เอาหลักฐานมายืนยันว่านำเข้าจากอเมริกาจริง เลยตัดสินใจลองสั่งมาสกรีนขำๆเลยนะ สกรีนชื่อแก้งค์ แจกให้เพื่อนใส่กัน แล้วก็ได้รับ Feedback จากเพื่อนมาว่า “เฮ้ยมันดีนะ มันโอเคอยู่นะ” เลยเลือกที่จะใช้ผ้าตัวนี้เลย

Q : แล้วมีการศึกษาคู่แข่งไหม ?

A : ก็ได้ดูๆ อยู่บ้างครับ กลุ่มแบรนด์ที่เป็นแบรนด์เสื้อยืดเหมือนกัน เช่น Oldskull Rudedog A.M.P. แบรนด์เหล่านี้เขาก็มีกลุ่มลูกค้าในตลาดที่ใกล้เคียงกันและกลายเป็นคู่แข่งกันเอง แต่เราเลือกที่จะกระโดดออกมาจากกลุ่มนั้น ถ้าหากเราเข้าไปแข่งก็จะกลายเป็นว่าเราเสียเปรียบ เพราะแบรนด์เราพึ่งเริ่มและผลิตปริมาณน้อย ต้นทุนเราสูง เลยฉีกออกมาดีกว่า

Q : เชื่อไหมว่าตลาดนี้มันขายได้ ?

A : เอาจริงๆก็ไม่ได้เชื่อเต็มร้อยนะ แต่เราก็อยากเข้าไปลองทำดู เพราะตลาดนี้มันมีช่องว่างอยู่ ด้วยความที่อยากรู้ว่ามันจะได้หรือไม่ได้เลยเลือกที่จะลองทำดู ถ้ามันไม่ได้ก็ค่อยปรับเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อยๆ 

Q : คิดว่าตลาดนี้เสี่ยงหรือไม่ ?

A : มันก็ไม่ถึงกับเสี่ยงมาก ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นก็ประมาณ 50 เปอร์เซ็น หรือครึ่งๆ รวมทั้งอาศัยความรั้นของตัวเองด้วยว่า มันต้องได้สิวะ ทำไปแล้วยังไงมันต้องได้สิ สู้กับความเสี่ยงด้วยความดื้อ (หัวเราะ)

Q : ตอนที่เริ่มทำได้วาง Concept ของแบรนด์ไว้ยังไงบ้าง ?

A : อยากได้เสื้อที่มันไม่ใช่เสื้อยืดธรรมดา คนใส่แล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ซื้อไปใส่ตัวสองตัวก็พอละเปลี่ยนไปซื้อแบรนด์อื่น เลยคิดว่าต้องทำเสื้อที่มีเรื่องราวและมี Content ของแต่ละลายแตกต่างกันออกไป เช่น ลาย Space collection ตัวนี้มันมีที่มามาจากการหยิบเอาเรื่องราวในเพลงของ เดวิด โบวี่ ที่เล่าถึงนักบินอวกาศที่ออกไปนอกโลกแล้วมองกลับมายังโลก เราก็หยิบจับมาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวในรูปแบบ Sci-fi แล้วเวลาเราขายเราจะเล่าถึงที่มาและเนื้อหาของเสื้อ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจนั้นอินไปเรื่องราวที่เราจะสื่อผ่านลายเสื้อ

Q : หมายความว่าแบรนด์ Parran  ขาย Story

A : ใช่เราขายเรื่องราวบนเสื้อ คอลเล็กชันแรกเราทำเสื้อยืดลายกราฟิก ‘Space Collection’ ซึ่งจะมีคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับอวกาศ อย่างหนึ่งก็คือเราเห็นว่าที่ต่างประเทศมีกลุ่มคนที่ชอบเสื้อยืด Sci-Fi เพราะเรื่องของวิทยาศาสตร์และอวกาศ มีความน่าพิศวงอยู่ อย่างถ้าเราลองเซิร์จหา Sci-Fi  T-shirt  ใน Google ดูก็จะพบว่ามีออกมาเต็มไปหมด แต่บ้านเรานี่เราเห็นน้อยมาก หรือถ้ามีก็เป็นงานกราฟิกดีไซน์ที่ค่อนข้างธรรมดา แถมการสกรีนก็หยาบมากด้วย พูดง่ายๆ เราก็คือเราอยากจะทำเสื้อที่เราชอบใส่เองแล้วก็ลองขายดูด้วย ก็คิดว่าถ้าที่ต่างประเทศพอจะมีกลุ่มคนที่ชอบอะไรแบบนี้ ที่บ้านเราก็น่าจะมีอยู่บ้าง เพียงแต่เราจะหาพวกเขาเจอหรือเปล่า

 สเปซ คอลเล็กชันที่ทำออกมา เราหยิบจับองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของอวกาศ ทั้งที่เป็นความรู้ ปรัชญา วัฒนธรรมป็อบ และทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศมาสร้างสรรค์ออกเป็นลายเสื้อ

ยกตัวอย่างเช่น มีลายที่เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากเนื้อเพลง Space Oddity ของ David Bowie ที่ร้องว่า For here  am i sitting in a tin can far across the world...Planet earth is blue and there’s nothing i can do. ก็เลยออกแบบมาเป็น 2 ลายจากเนื้อเพลง 2 ท่อนนี้ เป็นการอุทิศให้กับเดวิด โบวี่ นักร้องชื่อดังที่หลายคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเพลงของเขาหลายเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของอวกาศ หรือว่าจะเป็นเสื้อลายสุริยะจักรวาลในรูปแบบของผลไม้ ซึ่งหากเปรียบเทียบขนาดของดาวต่างๆ ในระบบสุริยะ ก็จะมีขนาดเทียบได้ใกล้เคียงกับผลไม้ชนิดต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นตัวแทนอยู่บนเสื้อ มีเสื้อที่เราใช้โควทคำพูดของ Carl Sagan นักดาราศาสตร์ชื่อดัง มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลาย ซึ่งเขาบอกว่า For small creatures such as we the vastness is bearable only through love และเราก็นำโควทนี้ของเขามาใส่ไว้ในเสื้อด้วย นอกจากนี้ยังมีลายที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากทฤษฏีที่บอกว่าเรามีชีวิตอยู่ในโลกเสมือนจริง ซึ่งเป็นการจำลองของคอมพิวเตอร์ซิมูเลชัน (simulation hypothesis) อะไรอย่างนี้เป็นต้น

Q : กลุ่มเป้าหมายคือใคร

A : เราว่าเริ่มจากการหาจุดเด่นในตัวสินค้าของตัวเองก่อนถึงจะทำให้สินค้ามีความแตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาด ส่วนในเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย เราตั้งใจเอาไว้ว่าลูกค้าหลักๆ ของเราคือผู้ชายตั้งแต่อายุ  20 ปีขึ้นไปจนถึง 40 ต้นๆ ที่สนใจในเรื่องกราฟิกดีไซน์ ชอบลายเสื้อสวยๆ ไม่เหมือนใคร แล้วก็ชอบในเรื่องราวของอวกาศ ซึ่งเรากำลังอยู่ในกระบวนการหาลูกค้ากลุ่มนั้นอยู่ เท่าที่ผ่านมา เพิ่งเปิดขายทางออนไลน์ เราใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางหลัก เริ่มโปรโมทจากเพื่อนๆ ของพวกเรานี่ล่ะ ที่เขาช่วยซัพพอร์ทเรา ลองซื้อของเราไปใส่และก็แนะนำลูกค้าที่น่าจะชอบเสื้อของเราให้ด้วย และใช้โฆษณาโดยกำหนดกลุ่ม Target ใน เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นช่องทางในการขายหลักของเรา ซึ่งมีลูกค้าหลายรายเหมือนกันที่ซื้อเสื้อของเราไปใส่แล้วก็มีการซื้อซ้ำ อาจจะด้วยติดใจในคุณภาพของเนื้อผ้าที่ใส่สบาย หรือไม่ก็ชอบในคอนเซ็ปต์ลายเสื้ออวกาศ ไซไฟ แต่ที่มีขายอยู่ก็ไม่ได้คุณภาพดีเท่าของเรา

Q : แบรนด์ Paran มีการทำการตลาดยังไงบ้าง ?

A : ขอบอกก่อนว่าผมเป็นคนไม่ได้เก่งการทำตลาดอะไร ไม่เคยทำการตลาดออนไลน์มาก่อน แต่พอเริ่มทำแบรนด์ผมก็เลือกที่จะทำบนตลาดออนไลน์เต็ม 100% เลยครับ ก็เริ่มจากการไปนั่งฟังคลิปสอนการตลาดออนไลน์ ฟังๆไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนกันหมด เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เพียงแต่การตลาดออนไลน์เราต้องลองทำด้วยตัวเอง เพราะการโปรโมทก็เงินของเรา ต้นทุนเรา เลยต้องลองทำเอง

และผมก็ลองโปรโมทโพสต์ในงบ 1,000 บาท โดยแบ่งเป็น 200 บาท ให้เป็น 5 กลุ่ม โดยกระจายกลุ่มในแต่ละช่วงอายุเพื่อหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะเป็นกลุ่มที่เราต้องการ แล้วค่อยทุ่มการโปรโมทไปที่กลุ่มนั้นเยอะกว่ากลุ่มอื่น แต่ยังกระจายไปที่กลุ่มอื่นๆด้วย เพราะมันก็มีผลต่อการเข้าถึงของแบรนด์เราด้วย

Q : ตอนนี้ทำมากี่ปีแล้วครับ ? แล้วเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ?

A : พึ่งจะเริ่มทำมาเกือบจะปีนึงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของมันก็จะเป็นเรื่องของลูกค้าที่เริ่มติดตามเรา เริ่มถามว่าจะมีลายใหม่ออกมาอีกเมื่อไหร่ อยากได้ลายใหม่แล้ว ซึ่งเราได้แพลนไว้ว่า collection หนึ่งเราจะขายให้หมดภายใน 3 เดือน เราควรจะเตรียม collection ไว้แล้ว เพื่อให้ขายออกไปทันกับความต้องการของลูกค้า แถมยังสามารถวัดผลตอบรับจากลูกค้าไปในตัว ลูกค้าบางกลุ่มก็ถามว่า มีหน้าร้านไหม อยากไปดูเสื้อจริงๆ ด้วยความที่ติดงานประจำอยู่ด้วยเลยไม่พร้อมที่จะเปิดหน้าร้าน แต่จะมีไปออกบูทตามงานต่างๆบ้างเพื่อโชว์สินค้าของเรา

Q : Paran นำเสนอและขายสินค้าในรูปแบบไหนเป็นหลัก ?

A : จะเน้นที่การขายผ่าน connection ที่เพื่อนๆที่ซื้อเสื้อของเราไปใส่หรือคนที่รู้จักเรามาจากคนอื่นอีกที พร้อมทั้งการขายบนออนไลน์อีกด้วยที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาติดตามสินค้าเราได้

Q : มองว่า Paran แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆยังไง ?

A : ถ้าถามเรา คือเสื้อของเรานอกจากใส่ได้สบาย เพราะเราเลือกใช้ Gildon ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อยืดสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งที่อเมริกานั้นเป็นเสื้อยืดสำหรับสกรีนที่ใช้กันมาก รุ่นที่ใช้คือรุ่น Soft Style ที่เนื้อผ้าค็อตตอนนุ่มเป็นพิเศษ และการตัดเย็บก็ดีงาม และเราก็ใช้สกรีนดิจิตอลทำให้ลายสกรีนไม่หนาแต่บางแนบเป็นเนื้อเดียวกับผ้า จึงระบายอากาศและไม่ทำให้ร้อน นอกจากใส่สบายมากแล้ว ก็ยังมีจุดเด่นในเรื่องของงานดีไซน์ลายสกรีน ที่มีไอเดียบางอย่าง มีเรื่องราวเบื้องหลัง ที่บ่งบอกถึงคนที่เลือกที่จะใส่อีกว่าทำไมเขาถึงเลือกจะใส่เสื้อตัวนั้น เราว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เสื้อของเรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น

อาจพูดได้ว่าทั้งหมดเป็นความตั้งใจ ใส่ใจในการผลิตสินค้าของเราทุกกระบวนการ และเราสนุกกับการที่ได้เล่าเรื่องราวบนเสื้อให้ลูกค้าได้ฟัง

Q : ความยากของการทำแบรนด์ Paran คืออะไร ?

A : ถ้าพูดถึงเรื่องตอนออกแบบ ตอนผลิตมันไม่ยากหรอก มันสนุกซะมากกว่า แต่ความยากของเราคือการขาย เพราะช่วงแรกเลยมันเกิดคำถามว่า เราจะขายให้ใคร? พอเราทำไปเรื่อยๆเราก็เริ่มเห็นลูกค้าชัดขึ้น เพราะคนที่เราอยู่รอบข้างเราหรือเห็นเสื้อเรา เขาจะเข้ามาหาเราเองและถามว่า มันคืออะไร ? นั้นก็คือมันเข้าล็อคละ เราก็เล่าเรื่องราวบนเสื้อให้เขาฟังและนั่นก็จะทำให้ความยากของเราหายไปได้

Q : คือว่าตลาดของแบรนด์เสื้อผ้าเขาแข่งขันกันเรื่องอะไร ?

A : แข่งกันเรื่องราคาล้วนๆ และรองลงมาก็คือคุณภาพที่ลูกค้าชอบแล้วบอกกันปากต่อปาก เพราะคนสมัยนี้ถ้าใส่เสื้อสวยๆก็อัพลงโซเชี่ยว ถ้าเกิดเป็นคนดังหรือเน็ตไอดอลเนี่ยก็จะทำให้แบรนด์นั้นๆเกิดกระแสขึ้นได้

Q : เคยมีจุดที่เราอยากเลิกทำต่อไหม ?

A : ยังนะ... ยังไม่เคยมีนะ เพราะเรามองว่ามันยังสามารถที่จะไปต่อได้อีก เพียงแต่ว่าเราต้องทำไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ

Q : วาดฝันว่า Paran จะไปได้ไกลแค่ไหน ?

A : ส่งออก! เราอยากให้แบรนด์ Paran ส่งออกไปยังแถบ ไต้หวัน ฮ่องกง เพราะว่าตลาดตรงนั้นมันเป็นทางของเรา ผู้บริโภคในแถบนั้นเขาไม่ได้สนใจแค่เสื้อสวย เขาสนใจในงานออกแบบที่มันดูมีคุณค่า ควรจะซื้อเก็บไว้ แพงแค่ไหนก็จะซื้อ นั่นแหละมันเลยน่าสนใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้คุยกับรุ่นน้องที่เขาทำหมวก ทำกระเป๋าขายที่จตุจักร แบบไม่ได้เน้นส่งออกนะ แต่มีนักท่องเที่ยวไต้หวัน ฮ่องกงเนี่ยสนใจแล้วมาสั่งซื้อเป็นล็อตใหญ่ๆกลับไปขายที่ประเทศเขา เลยคิดว่าอนาคตต้องส่งออกให้ได้

Q : แล้วจะทำยังไงให้ไปถึงจุดที่เราฝันไว้ ?

A : คงต้องว่า ลองทำ ลองไปหลายๆ เรื่อง หลายๆ ทาง เพราะถ้ามองว่าช่องทางไหนที่มันจะได้จริงๆก็จะมุ่งศึกษาไปที่ทางนั้นเลย เหมือนอย่างตอนนี้กำลังศึกษาว่า ไต้หวัน ฮ่องกง เขาชอบเสื้อแบบไหน แนวไหน ถึงขนาดที่บินไปไต้หวันอยู่บ่อยครั้งแล้วเก็บข้อมูลมาว่า เขาชอบแบบนี้ ไม่ชอบแบบนี้ รวมถึงไปถามพ่อค้าที่นั่นจนเรารู้ว่าต้องทำยังไงต่อไป

Q : มีเรื่องที่ทำให้ท้อบ้างไหม ?

A : ยังไม่มีนะ มีแค่ว่าบางครั้งเราเหนื่อย ก็ต้องพักผ่อนแล้วค่อยเดินหน้าลุยต่อไป ไม่ใช่ว่าเหนื่อยแล้วท้อ พอ เลิก แบบนั้นมันเป็นการตัดสินใจง่ายเกินไป

Q : สุดท้ายนี้อยากฝากถึงคนที่อยากออกมาทำแบรนด์ของตัวเองว่ายังไงบ้าง ?

A : ก็แค่ออกมาทำเลย มันต้องลองอ่ะ เพราะผมก็เคยเป็นพนักงานประจำมา 5 ปี มันได้เงินทุกเดือน ทำยอดได้ก็ได้โบนัส จนกลายเป็นว่าการที่อยากออกมาทำธุรกิจของตัวเองมันมีกำแพงกั้นอยู่ เพราะกลัวจะทำไม่ได้ ไม่มีเงิน แต่ถ้าไม่ลองทำดูมันก็ไม่รู้ ถึงจะมีคนมาบอก มาแนะนำว่าต้องทำแบบนี้นะ อย่างนี้นะ แล้วไง? มันก็ต้องออกมาทำเองจะได้รู้ว่าผลมันเป็นยังไง

ก็เลยอยากฝากไว้ว่า ถ้าอยากจะทำให้ออกมาทำเลย เตรียมแผนไว้ให้ดีแล้วนำเงินก้อนมาทำตามฝันของตัวเองเลย

เป็นอีกครั้งที่ BrandAgeOnline หยิบหยกเอากรณีศึกษาของแบรนด์ SMEs ที่พึ่งเริ่มต้นเข้าสู่ตลาด แม้ว่ายังจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แต่แบรนด์ Paran ก็เลือกที่จะสู้กับผู้เล่นรายอื่นด้วยเรื่องราวที่แตกต่าง 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.