10,729
VIEWS

กลยุทธ์ความสำเร็จ QueQ สตาร์ทอัพต้อง User First not Funding First

Jun 26, 2017 S.Ammarit

เราพูดเรื่อง Startup กันมาซักพักใหญ่แล้ว หลายคนเริ่มเบื่อ เริ่มเอียน แต่จริงๆ แล้ว Startup มันก็คือ ธุรกิจหนึ่งทั่วๆ ไป ไม่ใช่แค่เทรนด์ๆ หนึ่ง ซึ่งจะมีรูปแบบในการทำต่างออกไป รวมถึงวงจรชีวิตของธุรกิจนี้ ทาง BrandAge Online ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณโจ้ รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ผู้บริหารจาก QueQ ทำให้เราได้เข้าใจธรรมชาติของการเกิด Startup ว่าต้องเริ่มต้นยังไง มีองค์ประกอบอะไรบ้างที่สำคัญ โมเดลธุรกิจนี้ก็มีรูปแบบในตัวของมันเอง ซึ่งคุณโจ้อธิบายไว้ได้น่าสนใจเลยทีเดียว

Q: จุดเริ่มต้นของ QueQ มีที่มาอย่างไร?

A: จริงๆ บริษัทเราก่อนหน้านี้เป็น Software House ปีนี้ก็เป็นปีที่ 14 แล้ว พอถึงจุดหนึ่งที่เราจะต้องเปลี่ยนตัวเอง ด้วยความที่ Software House มันโตได้ทีละเล็กทีละน้อย หน้าที่คือรับผลิตแอพฯหรือซอฟต์แวร์จากลูกค้า ผลิตเสร็จก็ส่งมอบแล้วก็หางานใหม่ไปเรื่อยๆ เติบโตปีหนึ่งก็ 10%-20% เรื่องของรายได้ก็ถือว่าโอเค แต่พอมันเริ่มโตก็เท่ากับว่าปีหน้างานก็จะเยอะขึ้น คนก็ต้องเพิ่มตามงาน เหมือนเป็นโรงงานๆ หนึ่ง

เราก็เลยมองภาพว่าจะเปลี่ยนมาทำโปรดักต์ของตัวเอง แต่บริษัทเองก็ไม่ได้มีความสามารถเชิงลึกอะไร ก็เลยมองภาพว่าเราควรจะทำโปรดักต์ที่มันเป็น Mass+Lifestyle ของคน น่าจะเหมาะกว่า

Q: ไอเดียที่ทำให้เกิด QueQ?

A: มันเริ่มจากพี่ไปรอคิวที่ธนาคาร ซึ่งวันนั้นเป็นวันสิ้นปี คิวเยอะมาก เยอะถึงขั้นธนาคารสาขาใหญ่ ก็เข้าไปไม่ได้เพราะคนยืนกันเต็ม แล้วเราต้องไปต่อคิวด้วยระบบเดิมที่ปริ๊นบัตร แล้วก็ต้องรอ เดินไปเดินมา เดินไปแล้วก็ต้องเดินกลับมาดูว่าคิวที่เท่าไหร่แล้ว วันนั้นรอไป 2 ชั่วโมง ก็เลยเกิดไอเดีย ว่าบริษัทเราก็ทำ Mobile Application ทำไมเราไม่ทำแอพฯที่สามารถแจ้งเตือนเราในเรื่องการรอคิวได้ ซึ่งนี่เป็นไอเดียตั้งต้น เราเลยกลับมาประชุมกันในทีมจนพัฒนาเป็น QueQ ในปัจจุบัน

Q: QueQ ต่างจากการจองคิวแบบอื่นตรงไหน?

A: มันคือ Queuing Solution แบบหนึ่ง ซึ่งระบบเดิมๆ เช่นการรอคิวในธนาคาร ทำมาเพื่อตอบโจทย์เจ้าของธุรกิจ ให้ทำงานสะดวก ไม่ให้เกิดการแซงคิวเฉยๆ แต่เค้าไม่ได้เข้าใจผู้บริโภค และไม่ได้แก้ปัญหาของคนรอคิวได้จริงๆ เราเลยจับปัญหาตรงนี้มาทำให้มันสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งคนที่เจอปัญหานี้มีเยอะมาก พอเราทำเลยทำให้ฐานผู้ใช้โตเร็ว เห็น QueQ ทุกที่ตอนที่เข้าไปรอคิว ก็เลยทดลองใช้ เกิดการใช้งาน บอกต่อปากต่อปากเรื่อยๆ

มันคือการเห็นปัญหาระบบจองคิวแบบเดิมๆ แล้วทำให้ดีขึ้นผ่าน Mobile Application ที่ทุกคนมีอยู่ในมือ โอกาสในการใช้มันก็ยิ่งมี

Q: ตลาดมีคู่แข่งไหม?

A: คู่แข่งในตอนนี้ก็คือ ระบบ Queuing แบบเดิมที่แก้ไขเฉพาะปัญหาของฝั่งเค้า ตอนแรกที่เราบุกตลาด Chain Restaurant กลุ่มพวกนี้ยังไม่ขยับตัวเท่าไหร่ และตลาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่พอเราขยับตัวเข้าไปในธนาคาร กับโรงพยาบาล เราก็เหมือนไป Disrupt เค้า เค้าก็เริ่มขยับตัวมากขึ้น คู่แข่งของเราจึงเป็นระบบ Queuing System แบบเดิม

Q: เจาะตลาดไหนอยู่?

A: ตอนแรกเรามองตลาด Bank แต่จริงๆ แล้วตลาด Queuing System อันดับ 1 เป็นโรงพยาบาลหรือพวก Health Care อันดับ 2 คือ Bank แล้วก็ค่ายมือถือ เช่น AIS dtac อันดับ 3 คือ Chain Restaurant จะมีน้อยสุด แต่ความถี่ในการใช้งานจะเยอะมาก คนเราไปร้านอาหารแทบทุกอาทิตย์ ต่างจาก โรงพยาบาลหรือธนาคาร ซึ่งมันสวนทางกัน เราเลยไปมองความถี่เป็นหลัก เพราะเราต้องโฟกัสที่จำนวนผู้ใช้

Q: มองตลาดต่างประเทศไหม?

A: ต้องมอง ปัญหา Startup ไทย คือ ถ้ายังอยู่ในไทยก็เหมือนเปิดหน้าให้ Stratup ต่างชาติชก ไอเดียที่เราทำในไทยจะแน่ใจได้หรือว่ามีแค่ในประเทศไทย ต่างชาติก็ทำได้ ยิ่งได้มาเห็น Model ที่มันเวิร์คในไทย เขาก็เอาไปทำในต่างประเทศได้  ซึ่งถ้าเขามองมุมกว้างอย่างการขยายตลาดไปต่างประเทศ สักวันเขาก็อาจจะมาบุกไทย จริงๆ ตลาดประเทศไทยเล็กนิดเดียว ซึ่ง Startup  จะอยู่รอดได้ต้องโตปีละประมาน 4 เท่าอย่างน้อย QueQ จึงอยู่แค่ในไทยไม่ได้ ต้องต้องขยายไปตลาดต่างประเทศแน่นอน

Q: จำเป็นไหมที่สตาร์ทอัพต้องมี Partner?

A: Partner เป็นส่วนสำคัญมาก เรามอง Partner เป็นคนสำคัญ ถ้าไม่มีเค้าก็ไม่มีเรา ตอนไปตั้งเครื่อง QueQ หน้าร้านวันแรกคนก็ไม่รู้จัก แต่โชคดีตรงที่ได้ไปตังหน้าร้านอาหารดังๆ มันทำให้ Brand Positioning ของ QueQ จาก No Name ไม่มีใครรู้จักไปสู่แอพฯที่มีความน่าเชื่อถือ 

Q: คนส่วนมากบอกว่า “สตาร์ทอัพเกิดยาก” คิดอย่างไรกับคำๆ นี้?

A: ด้วยความที่ QueQ เป็นการโตแบบ Startup ซึ่งมีแนวทางที่แน่นอนเพราะมันคือการทำของที่อาจไม่เคยมีมาก่อนในโลก  มันยากตรงที่ว่าเราจะเริ่มด้วยอะไร ตอนแรกมันเป็นโปรเจ็กต์ทดลอง พอเราทำ ลูกค้ารายแรกก็ตั้งคำถามเลยว่า “ทำขึ้นมาทำไม?” “เรามี Value มากพอรึเปล่า?” นี่คือความท้าทายในการที่จะทดสอบสมมุติฐานของเราให้ลูกค้าเชื่อ ให้คนใช้รู้สึกว่าแอพฯ นี้มันตอบโจทย์ปัญหาพวกนี้ได้แค่ไหน ถึงทำได้แต่หากไม่มีใครสนับสนุน มันก็อาจเป็นเพียงเทคโนโลยีเฉยๆ

Startup ทุกรายต้องเจอสถานการณ์ที่ต้องพิสูจน์ความเชื่อตัวเองให้ได้ว่า สิ่งที่คิดมันแก้ปัญหาได้ และจะมีคนใช้จริงๆ  ถ้าพิสูจน์ได้ ทำได้ แล้วมีคนใช้ ธุรกิจนี้ก็เกิดได้  

Q: What’s Next?

A: เราเริ่มต้นจากการเป็น SMEs เป็น Software House คนทำงานเลยเยอะ ซึ่งปกติ Startup จะเริ่มจากคน 2-3 คน และทุนน้อย สิ่งแรกที่ Startup ควรทำคือ ตลาดที่ทำต้องมีผู้ใช้มากพอ สิ่งที่ QueQ ทำคือ จับตลาด Restaurant ที่อยู่แนวหน้าเฉพาะในกรุงเทพฯ นี่คือตลาดแรกที่เราต้องเจาะให้ได้ แล้วจึงขยับไปทำตลาดอื่นที่ใหญ่ขึ้น ตอนนี้ QueQ ก็เริ่มขยับไปทำ ในส่วนของโรงพยาบาลที่มีปัญหาเยอะสุด เราเลยมองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่อง Queuing แต่มันคือการจะทำยังไงให้คนไม่ต้องเสียเวลาในการเข้าคิว ช่วยให้คนบริหารจัดการเวลาได้โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการรอเฉยๆ 

“ตอนนี้เราคงได้ยินคำว่า Startup กันจนเอียนแล้ว ซึ่งความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่ ถ้ารัฐไม่หันมามอง Startup สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Startup เมืองนอกมีการเติบโตและทุนหนากว่าเรามาก เช่น Facebook เมื่อก่อนก็เป็น Startup เล็กๆ แต่ตอนนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ชีวิตประจำวัน และเศรษฐกิจ เพราะโฆษณาไหลไปที่ Facebook หมด ด้วยมูลค่าหลายพันล้านต่อปี แต่จ่ายภาษีในประเทศไทยแค่แสนกว่าบาท ซึ่งนี่คือความน่ากลัว”

“ทั้ง Grab Taxi Uber ก็ต่างเป็น Startup เมืองนอกที่ย้ายมาครองและยึดตลาดในไทย ทำให้ธุรกิจไทยรุ่นเก่าๆ สู้ไม่ได้ มันคล้ายการล่าอาณานิคม ในรูปแบบเทคโนโลยี เราและรัฐอยู่เฉยไม่ได้ ซึ่งความเสี่ยงในการทำ Startup สูงมาก ในช่วงแรกๆ ทุกคนต้องยอมขาดทุน แต่ถ้ามันไปได้จุดหนึ่งก็จะเติบโตไวกว่า SMEs หลายเท่า”

“Startup ไทยไม่ได้สู้เมืองนอกไม่ได้ แต่แค่คนไทยไม่ใช้ ไม่สนับสนุนกันเองแล้วมันจะพัฒนาขึ้นได้ยังไง จะเติบโตไปนอกประเทศได้ยังไง?”

ภาพ ธนคร้าม ศรีเมือง 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.