16,184
VIEWS

MK เกาะเทรนด์ “Grab & Go” ส่งแบรนด์ “Bizzy Box” เจาะออฟฟิศ

Aug 24, 2018 R.Somboon

ยูโรมอนิเตอร์ ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายของคนไทยในปีที่ผ่านมาว่า คนไทยทั้งประเทศมีการใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันรวมกันทั้งสิ้น 8.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ล้านล้านบาท ในปี 2561 นี้

เมื่อมองเข้ามาที่ในรายละเอียดแล้ว จะพบว่า การใช้จ่ายในหมวดอาหารมีมากที่สุดคือ 21.2% ของการใช้จ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็น 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับปี 2016

การเติบโตในเรื่องของการใช้จ่ายในหมวดของอาหารนั้น มาพร้อมกับเทรนด์ที่น่าสนใจของผู้บริโภค ไล่ตั้งแต่

1.คนไทย เอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้อาหารที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นทางเลือกแรกๆ ของพวกเขา

2.ไลฟ์สไตล์ที่เป็น Urbanization ขยายลามไปทั่ว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แต่ในเมืองรองก็เริ่มมีความเป็นอยู่แบบสังคมเมืองมากขึ้น แต่ในเขตเมืองใหญ่จะมีความเด่นชัดมากกว่า

3.ด้วยความที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองนี้ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ

4.ในส่วนหลังนี้ตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของคนเมืองในเรื่องของ 24 Hours/ 7 Days

5.ไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนไทยรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งจึงออกมาในลักษณะของ Grab & Go

สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นจากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ ก็คือ โอกาสทางการตลาดในการเข้าไปรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกเกี่ยวกับอาหาร ต่างก็มีการพัฒนาโมเดลร้านค้าปลีกของตัวเองเพื่อมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ไล่ตั้งแต่เซเว่น อีเลฟเว่น หรือล่าสุดบิ๊กซีจากค่ายบีเจซีที่จะแนะนำสโตร์ในฟอร์แมตใหม่ที่เน้นพื้นที่ในเรื่องของการขายอาหารในรูปแบบ Grab & Go โดยจะเปิดสาขาในฟอร์แมตใหม่นี้แห่งแรกที่เกตเวย์ บางซื่อ ส่วนสาขาที่น่าจะเป็นเรือธงสำหรับฟอร์แมตใหม่จะเปิดปลายปีหน้า ซึ่งจะเป็น 1 ในแมกเน็ตของโครงการมิกซ์ยูสสามย่านมิตรทาวน์ของโกลเด้นแลนด์ ในเครือทีซีซี กรุ๊ป เช่นเดียวกัน

ขณะที่ในส่วนของเชนร้านอาหารนั้น ข่าวล่าสุดที่มีออกมาก็คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของกลุ่ม MK ภายใต้คอนเซ็ปต์ Grab & Go ในชื่อแบรนด์ “Bizzy Box” ซึ่งจะเน้นเปิดขยายตามอาคารสำนักงานเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ โดยการจัดเตรียมอาหารนั้นปรุงสดใหม่ทุกๆ ชั่วโมงในราคาตั้งแต่ 49 -109 บาท

MK ทดลองเปิดสาขานำร่องไป 2 สาขา ที่ออฟฟิศของ MK ย่านบางนา และในอาคารสาทร สแควร์ แหล่งข่าวบอกมาว่า การตอบรับของลูกค้าออกมาค่อนข้างดี คือมียอดขายวันละ 400 กล่อง/สาขา/วัน ทำให้ MK เชื่อว่าแบรนด์ใหม่นี้จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ไม่นานนัก (แม้ว่าต้นทุนจะสูงราวๆ 4 ล้านบาทต่อสาขา) MK ตั้งเป้าว่าจะเปิด Bizzy Box อีก 2-3 สาขาภายในปีนี้

 

เปิด 5 กลยุทธ์ดันการเติบโต

หากมองเข้ามาที่การวางกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่ม MK แล้ว จะพบว่า มีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะการเติบโตทางธุรกิจของผู้เล่นรายนี้ ไม่ได้ยึดติดกับการเติบโตในรูปแบบเดิมๆ แต่มีการขยายโอกาสการเติบโตไปยังธุรกิจ หรือแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยการเติบโตของ MK จะทำผ่านในเรื่องต่อไปนี้

1.กลยุทธ์ในเรื่องของแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ ยังเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากสามารถเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีหลากหลายกลุ่มได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้สามารถเลือกแบรนด์ให้เหมาะสมกับศูนย์การค้าที่แต่ละแบรนด์หรือแต่ละ    โลเกชั่นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

2.ขณะที่แบรนด์ MK ที่ถือเป็น “พี่ใหญ่” ในพอร์ต ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้น จะเพิ่มโอกาสจากการทลายกำแพงในการบริโภคอาหารประเภทสุกี้ที่รูปแบบการรับประทานส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มครอบครัวที่มีความถี่ไม่มากนัก หรือกลุ่มเพื่อน การทลายกำแพงตรงนี้ก็คือ การเพิ่มโอกาส หรือความถี่ในการบริโภคให้มีมากขึ้น ทั้งจากการ      ครีเอทเมนู หรือโปรดักต์ใหม่ รวมถึงการแตกแบรนด์ และรูปแบบของร้านเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ

การแตกแบรนด์ MK Live เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้น และครอบครัวที่ชื่นชอบการลองสิ่งใหม่ๆ ที่ประยุกต์ไลฟ์สไตล์เข้ากับมื้ออาหาร และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ เป็นการเปลี่ยนภาพเดิมๆ ของ MK จากที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงร้านสุกี้ MK คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัว แต่MK ต้องการเป็นร้านอาหารสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยนอกจากสาขาที่เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนาแล้ว MK ยังมีแผนในการขยายสาขาเพิ่มที่เซ็นทรัลภูเก็ต และที่ดิไอคอน สยาม

3.ขยายช่องทางใหม่ๆ อาทิ ช่องทางดิลิเวอรี่ที่ในปีที่แล้วสามารถสร้างยอดขายให้กับกลุ่ม MK ได้ประมาณ 300 ล้านบาท การมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างแอพพลิเคชั่น จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการตรงนี้ได้มากขึ้น

4.ขยายแบรนด์ใหม่ๆ โดยมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโตอาจจะเป็นแบรนด์ที่สร้างเองหรือซื้อสิทธิ์   แฟรนไชส์เข้ามาทำตลาด การซื้อแบรนด์เข้ามาทำนั้นจะใช้เวลาในการศึกษาเพื่อดูถึงความเป็นไปได้ จนกว่าจะมั่นใจว่า  แบรนด์ที่ซื้อมา เป็นแบรนด์มีคุณภาพ และสามารถทำให้แบรนด์นั้นเติบโตได้

“Bizzy Box” คือ 1 ในคำตอบที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเกาะกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพวกเขา ขณะเดียวกันก็ทำราคาขายให้สามารถจับต้องได้ง่าย ด้วยราคาขายปลีกขนาดนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อในความถี่ที่มากขึ้น หรือเป็นมื้อประจำในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะต่างจากการกินสุกี้ หรืออาหารญี่ปุ่นที่ผู้บริโภคกินในบางโอกาส ไม่ได้กินเป็นมื้อประจำวันในชีวิตของพวกเขา

5.ขยายสาขาต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีแผนที่จะลงทุน 600 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาเพิ่ม 48 – 49 สาขา ในจำนวนนั้นเป็นสาขาของยาโยอิมากหน่อยคือ 30 สาขา เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่เปิดใหม่ไป 20 สาขา ส่วนของ MK นั้น มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 18 สาขา

การทำตลาดหลังจากนี้ไป ยาโยอิจะมีเทรนด์การเติบโตที่ดีสุดในพอร์ต เนื่องจากใช้พื้นที่ในการขยายสาขาไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นเมนูเซ็ต ราคาจับต้องได้ คือราคาไม่สูงนัก ทำให้มีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้างกว่า ทั้งกลุ่มคนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา คนเริ่มต้นทำงาน หรือกลุ่มครอบครัว การมีราคาขายต่อเซตไม่สูงนัก ทำให้มีความถี่ในการใช้บริการของลูกค้ามากกว่าตัวแบรนด์พี่ใหญ่อย่าง MK

ยาโยอิ คืออีกตัวอย่างของการดึงแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดในบ้านเรา โดยมองเห็นถึงโอกาสทางการตลาดที่แม้จะมีการมองว่า แนวโน้มของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะออกมาในรูปแบบของการลงลึกในอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น แต่การขายในเรื่องของวาไรตี้ของเมนูอาหารก็สามารถทำให้ยาโยอิมีการเติบโตที่ดีในช่วงที่ผ่านมา

 

Food & Beverage

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn