14,513
VIEWS

MK เกาะเทรนด์ “Grab & Go” ส่งแบรนด์ “Bizzy Box” เจาะออฟฟิศ

Aug 24, 2018 R.Somboon

ยูโรมอนิเตอร์ ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายของคนไทยในปีที่ผ่านมาว่า คนไทยทั้งประเทศมีการใช้จ่ายกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันรวมกันทั้งสิ้น 8.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 9.2 ล้านล้านบาท ในปี 2561 นี้

เมื่อมองเข้ามาที่ในรายละเอียดแล้ว จะพบว่า การใช้จ่ายในหมวดอาหารมีมากที่สุดคือ 21.2% ของการใช้จ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็น 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับปี 2016

การเติบโตในเรื่องของการใช้จ่ายในหมวดของอาหารนั้น มาพร้อมกับเทรนด์ที่น่าสนใจของผู้บริโภค ไล่ตั้งแต่

1.คนไทย เอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้อาหารที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นทางเลือกแรกๆ ของพวกเขา

2.ไลฟ์สไตล์ที่เป็น Urbanization ขยายลามไปทั่ว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ แต่ในเมืองรองก็เริ่มมีความเป็นอยู่แบบสังคมเมืองมากขึ้น แต่ในเขตเมืองใหญ่จะมีความเด่นชัดมากกว่า

3.ด้วยความที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองนี้ ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป ทั้งในเรื่องของที่อยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ

4.ในส่วนหลังนี้ตามมาด้วยความเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของคนเมืองในเรื่องของ 24 Hours/ 7 Days

5.ไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนไทยรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งจึงออกมาในลักษณะของ Grab & Go

สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นจากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ ก็คือ โอกาสทางการตลาดในการเข้าไปรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกเกี่ยวกับอาหาร ต่างก็มีการพัฒนาโมเดลร้านค้าปลีกของตัวเองเพื่อมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดังกล่าว ไล่ตั้งแต่เซเว่น อีเลฟเว่น หรือล่าสุดบิ๊กซีจากค่ายบีเจซีที่จะแนะนำสโตร์ในฟอร์แมตใหม่ที่เน้นพื้นที่ในเรื่องของการขายอาหารในรูปแบบ Grab & Go โดยจะเปิดสาขาในฟอร์แมตใหม่นี้แห่งแรกที่เกตเวย์ บางซื่อ ส่วนสาขาที่น่าจะเป็นเรือธงสำหรับฟอร์แมตใหม่จะเปิดปลายปีหน้า ซึ่งจะเป็น 1 ในแมกเน็ตของโครงการมิกซ์ยูสสามย่านมิตรทาวน์ของโกลเด้นแลนด์ ในเครือทีซีซี กรุ๊ป เช่นเดียวกัน

ขณะที่ในส่วนของเชนร้านอาหารนั้น ข่าวล่าสุดที่มีออกมาก็คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ของกลุ่ม MK ภายใต้คอนเซ็ปต์ Grab & Go ในชื่อแบรนด์ “Bizzy Box” ซึ่งจะเน้นเปิดขยายตามอาคารสำนักงานเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานออฟฟิศใจกลางกรุงเทพฯ โดยการจัดเตรียมอาหารนั้นปรุงสดใหม่ทุกๆ ชั่วโมงในราคาตั้งแต่ 49 -109 บาท

MK ทดลองเปิดสาขานำร่องไป 2 สาขา ที่ออฟฟิศของ MK ย่านบางนา และในอาคารสาทร สแควร์ แหล่งข่าวบอกมาว่า การตอบรับของลูกค้าออกมาค่อนข้างดี คือมียอดขายวันละ 400 กล่อง/สาขา/วัน ทำให้ MK เชื่อว่าแบรนด์ใหม่นี้จะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ไม่นานนัก (แม้ว่าต้นทุนจะสูงราวๆ 4 ล้านบาทต่อสาขา) MK ตั้งเป้าว่าจะเปิด Bizzy Box อีก 2-3 สาขาภายในปีนี้

 

เปิด 5 กลยุทธ์ดันการเติบโต

หากมองเข้ามาที่การวางกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่ม MK แล้ว จะพบว่า มีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะการเติบโตทางธุรกิจของผู้เล่นรายนี้ ไม่ได้ยึดติดกับการเติบโตในรูปแบบเดิมๆ แต่มีการขยายโอกาสการเติบโตไปยังธุรกิจ หรือแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยการเติบโตของ MK จะทำผ่านในเรื่องต่อไปนี้

1.กลยุทธ์ในเรื่องของแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ ยังเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากสามารถเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีหลากหลายกลุ่มได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้สามารถเลือกแบรนด์ให้เหมาะสมกับศูนย์การค้าที่แต่ละแบรนด์หรือแต่ละ    โลเกชั่นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

2.ขณะที่แบรนด์ MK ที่ถือเป็น “พี่ใหญ่” ในพอร์ต ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้น จะเพิ่มโอกาสจากการทลายกำแพงในการบริโภคอาหารประเภทสุกี้ที่รูปแบบการรับประทานส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มครอบครัวที่มีความถี่ไม่มากนัก หรือกลุ่มเพื่อน การทลายกำแพงตรงนี้ก็คือ การเพิ่มโอกาส หรือความถี่ในการบริโภคให้มีมากขึ้น ทั้งจากการ      ครีเอทเมนู หรือโปรดักต์ใหม่ รวมถึงการแตกแบรนด์ และรูปแบบของร้านเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ

การแตกแบรนด์ MK Live เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้น และครอบครัวที่ชื่นชอบการลองสิ่งใหม่ๆ ที่ประยุกต์ไลฟ์สไตล์เข้ากับมื้ออาหาร และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ เป็นการเปลี่ยนภาพเดิมๆ ของ MK จากที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงร้านสุกี้ MK คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัว แต่MK ต้องการเป็นร้านอาหารสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยนอกจากสาขาที่เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนาแล้ว MK ยังมีแผนในการขยายสาขาเพิ่มที่เซ็นทรัลภูเก็ต และที่ดิไอคอน สยาม

3.ขยายช่องทางใหม่ๆ อาทิ ช่องทางดิลิเวอรี่ที่ในปีที่แล้วสามารถสร้างยอดขายให้กับกลุ่ม MK ได้ประมาณ 300 ล้านบาท การมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างแอพพลิเคชั่น จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการตรงนี้ได้มากขึ้น

4.ขยายแบรนด์ใหม่ๆ โดยมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโตอาจจะเป็นแบรนด์ที่สร้างเองหรือซื้อสิทธิ์   แฟรนไชส์เข้ามาทำตลาด การซื้อแบรนด์เข้ามาทำนั้นจะใช้เวลาในการศึกษาเพื่อดูถึงความเป็นไปได้ จนกว่าจะมั่นใจว่า  แบรนด์ที่ซื้อมา เป็นแบรนด์มีคุณภาพ และสามารถทำให้แบรนด์นั้นเติบโตได้

“Bizzy Box” คือ 1 ในคำตอบที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเกาะกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพวกเขา ขณะเดียวกันก็ทำราคาขายให้สามารถจับต้องได้ง่าย ด้วยราคาขายปลีกขนาดนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อในความถี่ที่มากขึ้น หรือเป็นมื้อประจำในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะต่างจากการกินสุกี้ หรืออาหารญี่ปุ่นที่ผู้บริโภคกินในบางโอกาส ไม่ได้กินเป็นมื้อประจำวันในชีวิตของพวกเขา

5.ขยายสาขาต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีแผนที่จะลงทุน 600 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาเพิ่ม 48 – 49 สาขา ในจำนวนนั้นเป็นสาขาของยาโยอิมากหน่อยคือ 30 สาขา เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่เปิดใหม่ไป 20 สาขา ส่วนของ MK นั้น มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 18 สาขา

การทำตลาดหลังจากนี้ไป ยาโยอิจะมีเทรนด์การเติบโตที่ดีสุดในพอร์ต เนื่องจากใช้พื้นที่ในการขยายสาขาไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นเมนูเซ็ต ราคาจับต้องได้ คือราคาไม่สูงนัก ทำให้มีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้างกว่า ทั้งกลุ่มคนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา คนเริ่มต้นทำงาน หรือกลุ่มครอบครัว การมีราคาขายต่อเซตไม่สูงนัก ทำให้มีความถี่ในการใช้บริการของลูกค้ามากกว่าตัวแบรนด์พี่ใหญ่อย่าง MK

ยาโยอิ คืออีกตัวอย่างของการดึงแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดในบ้านเรา โดยมองเห็นถึงโอกาสทางการตลาดที่แม้จะมีการมองว่า แนวโน้มของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะออกมาในรูปแบบของการลงลึกในอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น แต่การขายในเรื่องของวาไรตี้ของเมนูอาหารก็สามารถทำให้ยาโยอิมีการเติบโตที่ดีในช่วงที่ผ่านมา

 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.