3,601
VIEWS

HAPPY DOG - HAPPY CAT ส่งต่อความสุขสู่เหล่าเหมียวโฮ่ง

Jun 08, 2017 P.Narata

เมี้ยววว เมี้ยวๆ โฮ่งงงง...

ปุจฉา>>> ทราบกันหรือไม่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรในกลุ่มสุนัข และแมวเป็นจำนวนเท่าไหร่ และเจ้าเพื่อนรักสี่ขาเหล่านี้ช่วยสร้างธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงคิดเป็นมูลค่าได้มากมายขนาดไหน

วิสัชนา>>> ในปี 2558 มีการประเมินกันว่า ในประเทศไทยมีประชากรสุนัข และแมว รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัข 5 ล้านตัว และแมว 4 ล้านตัว ซึ่งหากรวมสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ อย่าง ปลา นก กระต่าย หนูแฮมสเตอร์ และอื่นๆ ว่ากันว่า จำนวนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัว กันเลยทีเดียว

ขณะที่ตลาดรวมของธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดราว 26,000 ล้านบาท

ส่วนสาเหตุที่ประชากรสัตว์เลี้ยงเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะปัจจุบัน สภาพของสังคม และไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนหันมาเลี้ยงสุนัข และแมวเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันยังใส่ใจ และให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นอยู่โดยคำนึงถึง “ความสุข” ของสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทำให้สถานภาพของน้องหมา น้องแมวในวันนี้ ไม่ต่างไปจากสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งในครอบครัว

แต่มีสุนัข และแมวเพียง 26% เท่านั้น ที่ได้กินอาหารในกลุ่ม Pet Food ที่เหลือยังเป็นการกินอาหารของคน

ด้วยเหตุนี้ Happy Dog และ Happy Cat แบรนด์อาหารสุนัข และแมวระดับซูเปอร์พรีเมียม ยอดขายสูงสุดอันดับ 1 จากประเทศเยอรมนี จึงเตรียมบุกตลาดประเทศไทย ด้วยการประกาศร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท แฮ้ปปี้ เพท (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้าจากประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสัตว์ และตอบรับเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพในตลาดเมืองไทย โดยวางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์อื่นๆ ในระดับเดียวกัน 15-20% พร้อมชูกลยุทธ์การทำตลาดเชิงอารมณ์ (Emotional) เพื่อเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้เลี้ยง

เกรียงศักดิ์ อธิคมวิทยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แฮ้ปปี้ เพท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 3 – 5 ปี ที่ผ่านมา ตลาดสินค้า และบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยังมีการขยายตัวถึงกว่า 10-15% ต่อปี เนื่องจากสภาพสังคม และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น ลักษณะของครอบครัวเชิงเดี่ยวมีมากขึ้น หรืออาศัยอยู่ลำพัง คนแต่งงานน้อยลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น อัตราการมีบุตรลดลง และการมีประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อเหลือใช้ ทำให้การเลี้ยงสุนัขหรือแมวเป็นที่นิยมมากขึ้นไปด้วย

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของคนเลี้ยงสัตว์มีความใส่ใจเรื่องสุขอนามัย และจิตใจของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งเกื้อหนุนต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง โดยคาดว่าตลาดรวมของธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง 12,000 ล้านบาท กลุ่มโรงพยาบาลสัตว์และการรักษา 8,000 ล้านบาท และกลุ่มอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 6,000 ล้านบาท

“สำหรับตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย สุนัขยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 แต่ความนิยมเลี้ยงแมวก็กำลังไล่ตามมาติดๆ และเราคาดว่า กลุ่มอาหารสัตว์ระดับซูเปอร์พรีเมียมอย่าง Happy Dog และ Happy Cat จะเติบโตกว่า 20% เพราะปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และ “ความสุข” ของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น มีการเลี้ยงดูเหมือนสมาชิกในครอบครัว จึงมักแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณภาพผลิตมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติชั้นดี และไม่มีสารเคมีเจือปน กำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรป และอเมริกา

โดยปีที่แล้วกว่า 80% ของการเปิดตัวอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก เป็นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพเกือบ 90% อีก 53% เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก โดยที่ 23% เป็นอาหารที่มีวิตะมินและแร่ธาตุสำหรับสุนัขและแมวที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะ และกว่า 30% ของการเปิดตัวมีการเพิ่มแหล่งโปรตีนที่หลากหลายขึ้นทั้งจากเนื้อหรืออาหารทะเลถึงกว่า 20% เราจึงเชื่อว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่ผู้รักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายจะหันมาให้สุนัขและแมวของตนมาบริโภคแต่อาหารที่มีคุณภาพดีมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์การให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ทำให้อาหารประเภทซูเปอร์พรีเมียมกลายเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับ Happy Dog และ Happy Cat เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเจือปนจึงได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ และแม้ว่าตลาดอาหารเม็ดในประเทศไทยยังมีขนาดเล็ก แต่ก็มีอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศที่มีขนาดตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงใหญ่กว่าของประเทศไทยอย่างญี่ปุ่น และในอีกหลายประเทศในแถบเอเชีย 

ส่วนการเข้าสู่ตลาดเมืองไทยของ Happy Dog และ Happy Cat จะเน้นการทำตลาดด้วยกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ และการตลาดเชิงอารมณ์ (Emotional Marketing) ซึ่งเป็นแนวทางการทำตลาดของ Happy Dog – Happy Cat ทั่วโลกตามนโยบายของบริษัทแม่รวมถึงในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการใช้ Real Life Presenters ในแง่ของการสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ และสร้าง Top of Mind Brand ในใจผู้บริโภค เพื่อขึ้นเป็นผู้นำอาหารสุนัข และแมว

“การเข้ามาทำตลาดอาหารสุนัขและแมวระดับซูเปอร์พรีเมียมในเมืองไทยของ Happy Dog และ Happy Cat นอกจากความต้องการเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มีคุณภาพให้แก่คนรักสุนัขและแมวและเป็นผู้นำทางด้านอาหารสุนัขและแมวที่ให้โภชนาการแบบ “องค์รวม” เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนและใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดแล้ว ยังหวังมุ่งสร้างเทรนด์การเน้น “ความสุข” ให้แก่สัตว์เลี้ยงทั้งกายและใจ ด้วยจุดต่างของสินค้าคุณภาพระดับซูเปอร์พรีเมียมที่ผลิตในประเทศเยอรมนีจากกระบวนการผลิตที่ได้รับการควบคุมมาตรฐานสูงสุดของประเทศเยอรมนี

ในอนาคตทางบริษัทยังเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านแถบ CLMV หลังการสร้างฐานที่แข็งแกร่งในประเทศไทยได้สำเร็จ โดยอาศัยเครือข่าย และสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งของผู้จัดจำหน่าย (Distributor) จากการผนึกกำลังของหุ้นส่วนในประเทศไทย พร้อมวางจำหน่ายแล้วตามร้านค้าจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง (Pet Shop) และโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำทั่วประเทศ”

โดย Happy Dog และ Happy Cat เป็นแบรนด์อาหารสุนัข และแมวระดับซูเปอร์พรีเมียมของ บริษัท อินเตอร์เควล จำกัด โดยมี จอร์จ มูลเลอร์ ประธานบริหาร ทายาทรุ่นที่ 7 ของตระกูลเป็นผู้บริหารกิจ ปัจจุบันที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 1 จากประเทศเยอรมนี และมียอดขายจาก 66 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรปตะวันตก และตะวันออก เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ โดยนโยบายของบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “เราทำให้สุนัขและแมวมีความสุข เพราะเรารู้ว่ามันชอบอะไร”

จุดขายของ Happy Dog และ Happy Cat คือการมีสูตรอาหารที่หลากหลาย มาจากแหล่งโปรตีนหลายชนิด และยังมีสูตรอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่แพ้ง่ายอย่างสูตร Grainfree หรือไม่มีธัญพืช หรือสูตร Single Protein ที่มาจากเนื้อสัตว์ประเภทเดียวอย่างนกกระจอกเทศ เป็นต้น รวมถึงมีแนวความคิด Natural Life Concept® และ All in One® อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของแบรนด์ที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงได้รับอาหารที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด และได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากหลากหลายแหล่ง มีความหลากหลายในรสชาติ และอร่อย ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างองค์รวมทั้งข้อต่อ ผิวหนัง และขน โดยเลือกสรรแต่วัตถุดิบธรรมชาติ คุณภาพดีเทียบเท่าอาหารของมนุษย์ และมีการเพิ่มสารอาหารและกากใยของสมุนไพรธรรมชาติและผลไม้อย่างแอปเปิ้ลเข้าไปในสูตรอาหาร 

Happy Dog และ Happy Cat ยังเป็นแบรนด์ที่ได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก โดยการผลิตกระแสไฟฟ้าเองจากบนหลังคาโรงงานด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้กระดาษรีไซเคิล 100% ในห่อบรรจุภัณฑ์ และมีโครงการส่งเสริมการปลูกป่าในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ ยังบริจาคเงินกว่า 850,000 ยูโร ในการสร้างบ้านใหม่และส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กในประเทศแอฟริกา ผ่านโครงการ SOS ซึ่งได้บริจาคเงิน 2% ของราคาขายที่ได้จากการขายอาหารสุนัขพรีเมียมสูตร "Africa" ให้กับหมู่บ้านเด็กในแอฟริกามาเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว

“การเลือกอาหารสำหรับเพื่อน 4 ขาของเราควรเลือกจากคุณภาพของสินค้า และวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพในการควบคุมสูงสุด ควรเน้นที่ความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง และอะไรที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นมีความแข็งแรงอย่างองค์รวม และมีสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเลือกสรรแต่อาหารที่ทำให้สุนัขและแมวของเรามีความ Happy เท่านั้น” จอร์จ กล่าว

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.