3,895
VIEWS

HAPPY DOG - HAPPY CAT ส่งต่อความสุขสู่เหล่าเหมียวโฮ่ง

Jun 08, 2017 P.Narata

เมี้ยววว เมี้ยวๆ โฮ่งงงง...

ปุจฉา>>> ทราบกันหรือไม่ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรในกลุ่มสุนัข และแมวเป็นจำนวนเท่าไหร่ และเจ้าเพื่อนรักสี่ขาเหล่านี้ช่วยสร้างธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงคิดเป็นมูลค่าได้มากมายขนาดไหน

วิสัชนา>>> ในปี 2558 มีการประเมินกันว่า ในประเทศไทยมีประชากรสุนัข และแมว รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัข 5 ล้านตัว และแมว 4 ล้านตัว ซึ่งหากรวมสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ อย่าง ปลา นก กระต่าย หนูแฮมสเตอร์ และอื่นๆ ว่ากันว่า จำนวนสัตว์เลี้ยงทั้งหมดน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัว กันเลยทีเดียว

ขณะที่ตลาดรวมของธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าตลาดราว 26,000 ล้านบาท

ส่วนสาเหตุที่ประชากรสัตว์เลี้ยงเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะปัจจุบัน สภาพของสังคม และไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ทำให้คนหันมาเลี้ยงสุนัข และแมวเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันยังใส่ใจ และให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นอยู่โดยคำนึงถึง “ความสุข” ของสัตว์เลี้ยงแสนรัก ทำให้สถานภาพของน้องหมา น้องแมวในวันนี้ ไม่ต่างไปจากสมาชิกคนสำคัญคนหนึ่งในครอบครัว

แต่มีสุนัข และแมวเพียง 26% เท่านั้น ที่ได้กินอาหารในกลุ่ม Pet Food ที่เหลือยังเป็นการกินอาหารของคน

ด้วยเหตุนี้ Happy Dog และ Happy Cat แบรนด์อาหารสุนัข และแมวระดับซูเปอร์พรีเมียม ยอดขายสูงสุดอันดับ 1 จากประเทศเยอรมนี จึงเตรียมบุกตลาดประเทศไทย ด้วยการประกาศร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท แฮ้ปปี้ เพท (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้าจากประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสัตว์ และตอบรับเทรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพในตลาดเมืองไทย โดยวางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์อื่นๆ ในระดับเดียวกัน 15-20% พร้อมชูกลยุทธ์การทำตลาดเชิงอารมณ์ (Emotional) เพื่อเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้เลี้ยง

เกรียงศักดิ์ อธิคมวิทยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แฮ้ปปี้ เพท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 3 – 5 ปี ที่ผ่านมา ตลาดสินค้า และบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยังมีการขยายตัวถึงกว่า 10-15% ต่อปี เนื่องจากสภาพสังคม และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น ลักษณะของครอบครัวเชิงเดี่ยวมีมากขึ้น หรืออาศัยอยู่ลำพัง คนแต่งงานน้อยลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น อัตราการมีบุตรลดลง และการมีประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อเหลือใช้ ทำให้การเลี้ยงสุนัขหรือแมวเป็นที่นิยมมากขึ้นไปด้วย

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของคนเลี้ยงสัตว์มีความใส่ใจเรื่องสุขอนามัย และจิตใจของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งเกื้อหนุนต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง โดยคาดว่าตลาดรวมของธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง 12,000 ล้านบาท กลุ่มโรงพยาบาลสัตว์และการรักษา 8,000 ล้านบาท และกลุ่มอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 6,000 ล้านบาท

“สำหรับตลาดสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย สุนัขยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 แต่ความนิยมเลี้ยงแมวก็กำลังไล่ตามมาติดๆ และเราคาดว่า กลุ่มอาหารสัตว์ระดับซูเปอร์พรีเมียมอย่าง Happy Dog และ Happy Cat จะเติบโตกว่า 20% เพราะปัจจุบันเจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และ “ความสุข” ของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น มีการเลี้ยงดูเหมือนสมาชิกในครอบครัว จึงมักแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารที่มีคุณภาพผลิตมาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติชั้นดี และไม่มีสารเคมีเจือปน กำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรป และอเมริกา

โดยปีที่แล้วกว่า 80% ของการเปิดตัวอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลก เป็นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพเกือบ 90% อีก 53% เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและออร์แกนิก โดยที่ 23% เป็นอาหารที่มีวิตะมินและแร่ธาตุสำหรับสุนัขและแมวที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะ และกว่า 30% ของการเปิดตัวมีการเพิ่มแหล่งโปรตีนที่หลากหลายขึ้นทั้งจากเนื้อหรืออาหารทะเลถึงกว่า 20% เราจึงเชื่อว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนแปลงที่ผู้รักสัตว์เลี้ยงทั้งหลายจะหันมาให้สุนัขและแมวของตนมาบริโภคแต่อาหารที่มีคุณภาพดีมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทรนด์การให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติเพิ่มขึ้นทั้งคนและสัตว์เลี้ยง ทำให้อาหารประเภทซูเปอร์พรีเมียมกลายเป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับ Happy Dog และ Happy Cat เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเจือปนจึงได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะตอบโจทย์ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ และแม้ว่าตลาดอาหารเม็ดในประเทศไทยยังมีขนาดเล็ก แต่ก็มีอัตราการเติบโตสูงกว่าประเทศที่มีขนาดตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงใหญ่กว่าของประเทศไทยอย่างญี่ปุ่น และในอีกหลายประเทศในแถบเอเชีย 

ส่วนการเข้าสู่ตลาดเมืองไทยของ Happy Dog และ Happy Cat จะเน้นการทำตลาดด้วยกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ และการตลาดเชิงอารมณ์ (Emotional Marketing) ซึ่งเป็นแนวทางการทำตลาดของ Happy Dog – Happy Cat ทั่วโลกตามนโยบายของบริษัทแม่รวมถึงในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการใช้ Real Life Presenters ในแง่ของการสื่อสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ และสร้าง Top of Mind Brand ในใจผู้บริโภค เพื่อขึ้นเป็นผู้นำอาหารสุนัข และแมว

“การเข้ามาทำตลาดอาหารสุนัขและแมวระดับซูเปอร์พรีเมียมในเมืองไทยของ Happy Dog และ Happy Cat นอกจากความต้องการเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มีคุณภาพให้แก่คนรักสุนัขและแมวและเป็นผู้นำทางด้านอาหารสุนัขและแมวที่ให้โภชนาการแบบ “องค์รวม” เพื่อสารอาหารที่ครบถ้วนและใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุดแล้ว ยังหวังมุ่งสร้างเทรนด์การเน้น “ความสุข” ให้แก่สัตว์เลี้ยงทั้งกายและใจ ด้วยจุดต่างของสินค้าคุณภาพระดับซูเปอร์พรีเมียมที่ผลิตในประเทศเยอรมนีจากกระบวนการผลิตที่ได้รับการควบคุมมาตรฐานสูงสุดของประเทศเยอรมนี

ในอนาคตทางบริษัทยังเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านแถบ CLMV หลังการสร้างฐานที่แข็งแกร่งในประเทศไทยได้สำเร็จ โดยอาศัยเครือข่าย และสายสัมพันธ์ที่เข้มแข็งของผู้จัดจำหน่าย (Distributor) จากการผนึกกำลังของหุ้นส่วนในประเทศไทย พร้อมวางจำหน่ายแล้วตามร้านค้าจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง (Pet Shop) และโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำทั่วประเทศ”

โดย Happy Dog และ Happy Cat เป็นแบรนด์อาหารสุนัข และแมวระดับซูเปอร์พรีเมียมของ บริษัท อินเตอร์เควล จำกัด โดยมี จอร์จ มูลเลอร์ ประธานบริหาร ทายาทรุ่นที่ 7 ของตระกูลเป็นผู้บริหารกิจ ปัจจุบันที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 1 จากประเทศเยอรมนี และมียอดขายจาก 66 ประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรปตะวันตก และตะวันออก เอเชีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ โดยนโยบายของบริษัทจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “เราทำให้สุนัขและแมวมีความสุข เพราะเรารู้ว่ามันชอบอะไร”

จุดขายของ Happy Dog และ Happy Cat คือการมีสูตรอาหารที่หลากหลาย มาจากแหล่งโปรตีนหลายชนิด และยังมีสูตรอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่แพ้ง่ายอย่างสูตร Grainfree หรือไม่มีธัญพืช หรือสูตร Single Protein ที่มาจากเนื้อสัตว์ประเภทเดียวอย่างนกกระจอกเทศ เป็นต้น รวมถึงมีแนวความคิด Natural Life Concept® และ All in One® อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะของแบรนด์ที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงได้รับอาหารที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด และได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากหลากหลายแหล่ง มีความหลากหลายในรสชาติ และอร่อย ช่วยให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างองค์รวมทั้งข้อต่อ ผิวหนัง และขน โดยเลือกสรรแต่วัตถุดิบธรรมชาติ คุณภาพดีเทียบเท่าอาหารของมนุษย์ และมีการเพิ่มสารอาหารและกากใยของสมุนไพรธรรมชาติและผลไม้อย่างแอปเปิ้ลเข้าไปในสูตรอาหาร 

Happy Dog และ Happy Cat ยังเป็นแบรนด์ที่ได้ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นอย่างมาก โดยการผลิตกระแสไฟฟ้าเองจากบนหลังคาโรงงานด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้กระดาษรีไซเคิล 100% ในห่อบรรจุภัณฑ์ และมีโครงการส่งเสริมการปลูกป่าในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ ยังบริจาคเงินกว่า 850,000 ยูโร ในการสร้างบ้านใหม่และส่งเสริมการศึกษาให้แก่เด็กในประเทศแอฟริกา ผ่านโครงการ SOS ซึ่งได้บริจาคเงิน 2% ของราคาขายที่ได้จากการขายอาหารสุนัขพรีเมียมสูตร "Africa" ให้กับหมู่บ้านเด็กในแอฟริกามาเป็นเวลากว่า 8 ปีแล้ว

“การเลือกอาหารสำหรับเพื่อน 4 ขาของเราควรเลือกจากคุณภาพของสินค้า และวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้และมีคุณภาพในการควบคุมสูงสุด ควรเน้นที่ความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง และอะไรที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นมีความแข็งแรงอย่างองค์รวม และมีสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเลือกสรรแต่อาหารที่ทำให้สุนัขและแมวของเรามีความ Happy เท่านั้น” จอร์จ กล่าว

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

buy spotify followers mumiyo macunu eşkina balığı taşı proment damla kekreyemiş tozu Yalancı Portakal Merhemi arı zehiri kremi bee cure krem titan gel gold wixy beauty kekreyemiş tozu borev tablet bulaşık makinesi deterjanı stag 9000 sprey mavi su
izmit escort ankara escort