8,157
VIEWS

4 เหตุผลที่ทำให้ Mi เป็นแบรนด์ IOT เบอร์ 1 ของโลก

Jul 16, 2018 S.Vutikorn

เชื่อหรือไม่ว่า แบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายอันดับ 4 ของโลกอย่างเสี่ยวหมี่ใช้เวลาเพียง 7 ปี สำหรับการเดินทางมาถึงจุดนี้

เสี่ยวหมี่เริ่มต้นธุรกิจเป็นครั้งแรกในปี 2010 ในธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม ภายใต้ชื่อ MIUI (Mi User Interface) ก่อนที่จะกระโดดลงสู่ตลาดสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคมปี 2011

ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่ใช่น้อย เพราะในปีถัดมา เสี่ยวหมี่สามารถสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนได้ถึง 7.19 ล้านเครื่อง

ปี 2013 เสี่ยวหมี่ทำยอดขายในประเทศจีนได้ถึง 18.7 ล้านเครื่อง ขยับขึ้นมาติด Top 5 แบรนด์ในประเทศจีนเป็นผลสำเร็จ

ปี 2014 เสี่ยวหมี่เริ่มขยายตลาดออกสู่ตลาดเอเชียด้วยการเข้าไปเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์และอินเดีย ก่อนจะจบปีด้วยยอดขายสมาร์ทโฟนถึง 60 ล้านเครื่อง

จากนั้นอีกไม่นานเสี่ยวหมี่เริ่มมีการขยายไลน์การพัฒนาสินค้าจนปัจจุบัน เสี่ยวหมี่มีสินค้าไลฟ์สไตล์ครอบคลุมเกือบทุกประเภท

ภายใต้ Mi Ecosystem ปัจจุบัน พบว่า เสี่ยวหมี่มีสินค้ามากกว่า 1,000 SKU กลายเป็นบริษัทที่มีสินค้า IOT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับสินค้าเรือธงอย่างสมาร์ทโฟน พบว่า ในปี 2017 เสี่ยวหมี่มียอดขายมากกว่า 92 ล้านเครื่อง

หลายคนอาจจะสงสัยว่า เพราะอะไรเสี่ยวหมี่ถึงก้าวมาได้ไกลขนาดนี้ ทั้งๆ ที่อายุอานามของบริษัทยังไม่ถึง 10 ปีด้วยซ้ำ

 

มร.จอห์น เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยวหมี่ ประเทศไทย อธิบายว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เสี่ยวหมี่กลายเป็นแบรนด์ยอดนิยมของคนทั่วโลกในปัจจุบันมาจาก 4  ปัจจัยด้วยกัน คือ

1. Innovation

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารทางด้านเทคโนโลยีมานานจะ พบว่า ในเรื่องของนวัตกรรมปัจจุบันประเทศจีนสามารถพัฒนาขึ้นมาสูงแถวหน้าของโลกได้ในหลายอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็น E-Commerce, IOT, Smartphone  ฯลฯ

ตัวอย่าง เช่น ในสมาร์ทโฟนเสี่ยวหมี่เป็นแบรนด์ผู้ผลิตที่มีชิฟเซ็ตเป็นของตนเอง คือ Chipset Surge S1 SoC หรือจะเป็นในกลุ่มสินค้าเครื่องกรองอากาศ Mi Air Purifier 2S ก็เป็นเครื่องกรองอากาศที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ ขณะที่แบรนด์ทั่วไปยังใช้การวัดปริมาตรฝุ่นที่ผ่านเข้ามากับอากาศเป็นต้น

2. Design

ในเรื่องของงานออกแบบ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันเสี่ยวหมี่มีทีมงานดีไซเนอร์ที่แข็งแกร่ง สินค้าของเสี่ยวหมี่ที่ผลิตออกมาจำหน่ายล้วนมีความสวยงามและดูเป็นพรีเมียมกว่าสินค้าจากกระเทศจีนทั่วไป

 

มร.จอห์น เฉิน ได้อธิบายความลงตัวของงานออกแบบของเสี่ยวหมี่สั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “Simple Design Language” พร้อมกับยกตัวอย่างในสินค้าทั่วไปอย่าง Power Bank ว่า ก่อนหน้าที่เสี่ยวหมี่จะดีไซน์  Power Bank ด้วยการใช้วัสดุอะลูมิเนียม Power Bank ที่วางจำหน่ายในประเทศจีน ส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่เป็นพลาสติกทั่วไป แต่หลังจากเสี่ยวหมี่วางตลาด Power Bank ได้ไม่นาน Power Bank เกือบทั้งหมดได้เปลี่ยนการออกแบบตามทันที

ในกลุ่มสินค้าไฮเอนด์อย่าง Notebook พบว่า Ultra Book อย่าง Mi Laptop Air 13.3 ก็สามารถออกแบบให้มีความบางกว่าคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Macbook Air เสียอีก เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า งานออกแบบของเสี่ยวหมี่ในปัจจุบันสามารถพัฒนาขึ้นมาเทียบเคียงแบรนด์สินค้าระดับโลกได้สบายๆ

ทุกวันนี้ เสี่ยวหมี่มีสินค้าที่ได้รับรางวัลด้านดีไซน์ระดับโลกมากกว่า 200 รางวัล

3. Price

ในเรื่องของราคา เสี่ยวหมี่ไม่ได้เป็นสินค้ามีราคาถูกที่สุดในท้องตลาด แต่ผู้บริหารของเสี่ยวหมี่อธิบายว่า เสี่ยวหมี่ใช้กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Value For Money หรือคุ้มค่ากับราคา

ตัวอย่าง เช่น หุ่นยนต์ดูดฝุ่น Mi ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าคู่แข่ง เพราะใช้ระบบ laser Distance Sensor และ SLAM แถมมีกำลังมอเตอร์ที่สูงกว่าแต่ตั้งราคาขายเพียง 12,900 บาทเท่านั้น ขณะที่สินค้าแบรนด์เนมที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันหรือต่ำกว่าแบรนด์อื่นๆ วางราคาขายไว้ราวๆ 25,000-30,000 บาท

4.Mi Fans Culture

จากคุณสมบัติเด่น 3 ข้อที่กล่าวมา ทำให้ในปัจจุบันเสี่ยวหมี่มีแฟนคลับทั้งที่มาจากสินค้าไอทีและไลฟ์สไตล์เป็นจำนวนมาก เฟสบุ๊คของเสี่ยวหมี่มีคนที่เป็นแฟนเพจติดตามมากกว่า 4,000,000 ล้านคนทั่วโลก

แน่นอนว่า ในยุคที่โซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก กลุ่มแฟนๆ ที่ชื่นชอบสินค้าของเสี่ยวหมี่จะเป็นกลุ่มที่สร้าง Word of Mouth ให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

ในประเทศไทย เสี่ยวหมี่เริ่มเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเสี่ยวหมี่มีการเปิดร้าน Mi Store ไปแล้ว 4 สาขา และแผนการตลาดของเสี่ยวหมี่ในประไทย ทางบริษัทแม่ก็ไม่ได้มองแค่ตลาดสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว แต่มองไปถึงสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

ปัจจุบันนี้ เสี่ยวหมี่มีสินค้าวางจำหน่ายในร้าน Mi Store ทั้งสิ้น 48 SKU ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าทั้งหมดก็ถือว่าน้อยมาก นั่นหมายความว่า โอกาสในการทำธุรกิจของเสี่ยวหมี่ในประเทศไทยยังมีอีกมหาศาล

ล่าสุดเสี่ยวหมี่ก็ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 3 รุ่น คือ Mi Air Purifier 2S, Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว และ Mi Robot Vacuum ซึ่งสินค้าทั้ง 3 รุ่น ก็มาพร้อมกับนวัตกรรมและดีไซน์ที่สวยงามแต่มีราคาที่จับต้องได้เหมือนเช่นเคย

งานนี้จะประมาทแบรนด์สินค้าจากประเทศจีนในยุค Digital Era ไม่ได้จริงๆ

 

ค่ายมือถือ

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.