7,302
VIEWS

“ความท้าทาย” ในการยกระดับมาตรฐานการเดินทาง - ศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย UBER

Jun 01, 2017 S.Ammarit

เส้นทางของ UBER ในการเข้ามาอยู่ในตลาดการขนส่ง นับเป็นความท้าทายเพราะถือว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมไทย และ Sharing Economy หรือ Ride Sharing คือแก่นหลักของธุรกิจ UBER ที่จะเข้ามาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เป็นการสร้างอาชีพ การแชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกัน และแก้ปัญหารถติดได้ตรงจุด

วันนี้คุณ  ศิริภา จึงสวัสดิ์  ผู้จัดการประจำประเทศไทย UBER จะมาบอกเล่าเรื่องราวภาพรวมตลอด 3 ปีของ UBER ว่าเป็นอย่างไร มีทิศทางไปทางไหน และภาพอนาคต UBER จะขยายไปสู่มิติใดในตลาดขนส่ง ที่สำคัญคือ ความหมายของ Ride Sharing ว่าคืออะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ มันจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองให้ดีขึ้นแน่นอน

Q : บทบาท หน้าที่ของคุณศิริภาเมื่อมารับตำแหน่ง

A : อยากแรก การนำเทคโนโลยีของ UBER เข้ามา เราทำยังไงให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากมันมากที่สุด แล้วก็ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง Sharing Economy และ Ride Sharing เพราะถือว่ายังเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทยอยู่ สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราต้องการยกระดับมาตรฐานการเดินทางของคนไทยให้ดีขึ้น ปลอดภัย และสะดวกสบายที่สุด

Q : “ผู้บริหารคนไทยคนที่ 2” รู้สึกอย่างไรกับคำๆ นี้?

A : รู้สึกตื่นเต้นบวกกับรู้สึกดีมากๆ (อมยิ้ม) เหตุผลเพราะว่ายังเชื่อในเทคโนโลยีที่สามารถทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ เพราะฉะนั้นถือว่าความท้าทายกับความตื่นเต้นต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่ดี และเราก็คิดอยู่ตลอดว่าจะทำยังไงให้ทุกคนมีความเข้าใจกับคำว่า “Ride Sharing” และก้าวไปด้วยกัน เชื่ออย่างมากว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้อนาคตสามารถแก้ไขปัญหารถติดได้

Q : ลูกค้ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร?

A : ก็เปลี่ยนนะคะ อย่างช่วงแรกที่เราเข้ามาในปีแรก เราก็จะเห็นว่า ส่วนใหญ่จะมีการใช้ UBER ค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในใจกลางเมือง แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเติบโตเร็วมาก แล้วการใช้งานก็ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะใจกลางเมืองแล้ว แต่กระจายออกไปรอบๆ ณ พื้นที่นั้นๆ รวมไปถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลและเมืองอื่นๆ ด้วย ซึ่งเราเห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

Q : UBER สามารถขยายธุรกิจไปยังมิติใดได้อีกบ้าง?

A : จริงๆ แล้ว UBER จับอยู่ใน 2 เรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งคู่ เรื่องแรกคือ Sharing Economy เรื่องที่ 2 คือ On Demand Service ซึ่งจริงๆ แล้ว UBER มีทั้ง 2 ด้านอยู่แล้ว อันแรก Sharing Economy คือ การที่คนเอาทรัพยากรที่มีอยู่มาร่วมกันใช้ อย่างเช่น รถแต่ก่อนขับคนเดียว ก็เอามาแชร์ให้คนอื่นใช้ได้ กับ On Demand Service ซึ่งหมายถึง การบริการที่ทันท่วงที เช่น ตอนนี้อยากได้สิ่งนี้ ก็ต้องได้เลย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยผลักดันในเรื่องของเศรษฐกิจและช่วยสร้างงานด้วย รวมไปถึงส่วนใหม่ที่ UBER เพิ่งเปิดก็คือ UberEATS ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ On Demand Service ที่เมื่อผู้บริโภคอยากทานอาหารอะไรก็สามารถสั่งมาทานได้ทันที

Q : ทำไม Brand UBER ถึงแตกต่าง?

A : ด้วยความที่เราเป็น Global Brand ข้อดีอย่างหนึ่ง คือคนเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญสำหรับ UBER คือ เราเป็น Global Brand ที่มีความ Localization คือเรามีความ Hyperlocal ซึ่งเป็นจุดเด่นของ UBER คือเราใส่ใจความแตกต่างในแต่ละประเทศ ในแต่ละเมือง เข้าใจว่าคนในแต่ละพื้นที่มีความต้องการต่างกันอย่างไร แล้วปีนี้สิ่งที่สำคัญ คือเราอยากจะให้ทุกคนรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทุกๆ คนสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ UBER Network ได้ การมาร่วมสร้าง Sharing Economy ให้เกิดขึ้นจริง นั่นคือ Message ที่สำคัญของเรา

ในแต่ละภูมิภาค ประเทศ หรือวัฒนธรรม แน่นอนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคต้องแตกต่างกันแน่นอน เพียงแค่เราศึกษา ทำความเข้าใจ และปรับตัวเราให้เข้ากับผู้บริโภคเหล่านั้นได้ เราก็จะนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้   

Q : อุตสาหกรรมใดเหมาะกับ Sharing Economy?

A : สิ่งที่อยากจะฝาก คือไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ในเมืองไทยหรือเป็นน้องๆ รุ่นใหม่ที่อยู่ในวงการสตาร์ทอัพ หรือวงการไหนก็ตาม  Sharing Economy เป็นอีกหนึ่ง Innovation Idea ที่อยากให้ทุกคนลองคิดดู อะไรใกล้ๆ ตัวที่สามารถจะแชร์กันได้ พี่เชื่อว่า Sharing Economy ดีกับสังคมไทยแน่นอน เพราะสิ่งของเดียวกันสามารถใช้ได้มากกว่า 1 ครั้ง และดีในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น การแชร์ออฟฟิศที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Co-working Space นี่ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่อยากให้ Entrepreneur ไทยได้ลองคิดดู

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถแชร์และใช้ทรัพยากรร่วมกัน ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร สร้างประโยชน์จากการแบ่งปันได้ และยังช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

Q : จะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไรให้คนกล้าใช้?

A : การสร้างความเชื่อมั่นของเราเริ่มจาก การมีระบบ Safety ที่ดี มีทั้งก่อนนั่ง ระหว่างนั่ง และหลังนั่ง ก่อนนั่ง คือก่อนที่จะมีผู้ร่วมขับมารับ เราจะเห็นเลยว่าผู้ร่วมขับหน้าตาเป็นยังไง ชื่ออะไร รถทะเบียนอะไร ยี่ห้ออะไร และในขณะที่เข้าไปนั่ง จะมีฟังก์ชั่นแชร์ ที่สามารถแชร์ไปยังช่องทางโซเชียลใดก็ได้ เช่น ส่งไปให้คุณแม่ คุณแม่ก็สามารถเห็นได้เลยว่า เรานั่งอยู่กับคนขับชื่อนี้ เลขทะเบียนนี้ และกำลังอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นความปลอดภัยที่อย่างน้อยทำให้เราอุ่นใจ และสุดท้ายหลังจากลงรถ เรามีการให้คะแนน (Rating) ระหว่างคนขับและคนนั่งเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับระบบ Ride Sharing เพราะระบบนี้อยู่ได้ด้วย Trust เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสร้าง Ecosystem ที่สามารถวัดผลได้ แล้วรักษาคุณภาพที่อยู่ใน Community นี้ให้ดีที่สุด และเมื่อเรามีความปลอดภัย นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้คนกล้าที่จะใช้

Q : ภาพอนาคตที่ UBER ฝัน?

A : จริงๆ พูดเรื่องนี้แล้วก็ตื่นเต้น 555 เพราะภาพที่มองไว้มันสวยมาก แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร ภาพที่เห็นคือการที่คนสามารถแชร์รถกัน  รถหนึ่งคันมีคนนั่ง 3-5 คน นั่นเป็นภาพที่อยากให้เป็น เพราะจะทำให้กรุงเทพฯรถติดน้อยลงมาก และเกิด Commnity ใหม่ๆ ขึ้น เห็นภาพของสังคมที่เราขึ้นไปนั่งบนรถเดียวกัน แล้วมี Connection กัน ซึ่งมันสะท้อนความเป็นคนไทยในอดีตที่มันหายไปกับชีวิตเมือง เราก็หวังว่า Sharing Economy นี้จะทำให้เสน่ห์เหล่านั้นกลับมา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด UBER ต้องเป็นการเดินทางที่ง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ สามารถทำให้รถติดน้อยลง นั่นคือสิ่งที่อยากเห็น ซึ่งต่างประเทศเค้าเริ่มเห็นกันแล้วว่า ที่จอดรถมันว่าง เลยคุยกันว่าจะเอามาทำสวนสาธารณะดีมั้ย เราก็ฝันว่าอยากจะเห็นสิ่งนี้ในเมืองไทยด้วยเช่นกัน 

Sharing Economy หรือ Ride Sharing คือ Innovation Idea ที่เป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ที่จริงแล้วเรื่องนี้ อาจเป็นสิ่งใหม่ที่พึ่งเคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และถ้าเรามองให้ลึกลงไปถึงประโยชน์ที่เราจะได้จากนวัตกรรมนี้ดีๆ ก็มีมากมาย เช่น สามารถสร้างอาชีพเสริมให้กับคนไทยได้ ช่วยลดปัญหารถติดจากการใช้ทรัพยากรรถร่วมกัน การสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ขับและผู้นั่งจากระบบที่เชื่อถือได้และปลอดภัย ถ้าคิดดูแล้วประโยชน์จาก “การใช้ทรัพยากรร่วมกัน” นี้ แทบจะไม่มีข้อเสียเลย เพียงแค่เราเปิดใจและปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่

“เพราะยุคนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่จะต้องปรับตัวให้ไว แต่ผู้บริโภคก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมากมายในอนาคตอันใกล้นี้...”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.