13,623
VIEWS

คำตอบ Food Trend ในโลกดิจิตอล - แซม ไพศาล อ่าวสถาพร

May 29, 2017 R.Somboon

ความท้าทายในการทำตลาดของโออิชิ ไม่ได้มีแค่การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากคู่แข่งทั้งหน้าเก่า และหน้าใหม่ที่เข้ามาร่วมชิงชัยในตลาดเท่านั้น แต่ยังมีในเรื่องของการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เป็นความท้าทายสำคัญเร่งให้ต้องรีบปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คำตอบของ “แซม” ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อเรื่องราวทั้งหมด จึงน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการขยับตัวของยักษ์ใหญ่ที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในภาพรวม

Q :มองการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในตลาดนี้อย่างไร

A: ปัจจุบันผู้บริโภครู้เรื่องอาหารมากขึ้น  จากก่อนหน้าคนจะทานอาหารเท่าที่รู้จักหรือเท่าที่มี แต่ปัจจุบันดิจิตอลทำให้ทุกอย่างแคบลง รวมทั้งคนไทยมีการท่องเที่ยวมากขึ้น จึงมีประสบการณ์จากการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งในยุโรป  และเอเชีย ทำให้เรื่องของอาหารการกินได้รับการรู้จักมากขึ้น แน่นอนว่า การรับประทานอาหารของคนในบ้านเราจึงเปลี่ยนไปมาก มีทุกอย่าง ตั้งแต่ระดับมิชลิน  ถือว่ามีมากขึ้นและมีทุกอย่างจริงๆ  เหมือนตอนที่เราญี่ปุ่น หรือยุโรป จะเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารเขาจะยังไม่หวือหวามาก  แต่ในเอเชียค่อนข้างหวือหวา  เช่น  ในสิงคโปร์  ฮ่องกง  กรุงเทพฯ  ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก เลยทำให้เราต้องปรับตัว  เพราะคนในเอเชียมีไลฟ์สไตล์ในการกินที่แตกต่างกันเยอะมาก เพราะกินตั้งแต่โลว์เอนด์ถึงไฮเอ็นด์  แม้กระทั่งคนทั่วไปก็ยังรู้จักมิชลิน  และเคยกิน แม้จะไม่บ่อย แต่ก็รู้จักและกินเป็น

อย่างไรก็ตาม แม้เทรนด์บางเทรนด์จะมาแรง แต่เทรนด์การบริโภคหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในโลก ไม่ได้หมายความว่าในเมืองไทยจะรับได้หมด เพราะคนไทยก็มีวัฒนธรรมธรรมการกินของตนเองอยู่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ที่ประเทศญี่ปุ่นมีเทรนด์ของร้านอาหารที่ต้องยืนรับประทานซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่างร้านขายสเต็กร้านหนึ่งขายดีมาก คนเข้าแถวรอแม้ว่าจะต้องยืนกิน แต่ถ้าเป็นที่เมืองไทยก็ไม่เกิดเพราะคนไทยแค่ให้นั่งกินแล้วใช้มีดหั่นก็แย่อยู่แล้ว ดังนั้นเทรนด์บางอย่างก็ไม่สามารถนำเข้ามาได้ เพราะต้องสอดคล้องกับเรื่องของวัฒนธรรมในแต่ละที่ด้วย

Q : ผู้บริโภคมีประสบการณ์มากขึ้นเราจะรับมืออย่างไร

A: ผมมองว่า หนึ่ง เรายังต้องปรับไปตามวัฒนธรรมการกินของคนไทยอยู่ สอง ต้องปรับให้ถูกจริตของคนไทยซึ่งมีความแตกต่างกันมาก และคนไทยเป็นคนที่รับข่าวสารเยอะ และเร็วมาก เพราะคนไทยเก่งเรื่องโชเซียลมาก เราจึงต้องปรับตัวตาม นั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมอีทเทอเรียมของโออิชิถึงเกิด เพราะอีทเทอเรียมปรับไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในเมืองไทยเป็นหลัก เพราะคนไทยต้องการอะไรที่เป็นเทคโนโลยี ต้องการอะไรที่เป็นแบบ For Me หรือสำหรับฉันคนเดียว เราจึงมีเคาน์เตอร์ที่ให้ลูกค้าได้สั่งอาหารเองโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เขาจะรู้สึกว่า เมนูนั้นเป็นของเขาคนเดียว กินคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ถ้าเปรียบเทียบกับบุฟเฟ่ต์ก่อนหน้านี้  คือสิ่งที่ทำขึ้นมาสำหรับทุกคน แต่อีทเทอเรียมไม่ใช่ เพราะไอเดียคือทำขึ้นมา “สำหรับฉัน” เพราะการมีเมนูให้เลือกสำหรับตัวเอง ไม่ใช่สำหรับทุกคนอีกต่อไป มีความเป็น Individual มากขึ้น  

ขณะเดียวกัน ฟีลลิ่งในการกินบุฟเฟ่ต์ก็จะเปลี่ยนไป  เพราะก่อนหน้านี้ เราจะมองว่าการกินบุฟเฟ่ต์ คือ  ต้องกินให้คุ้ม แต่มาในระยะหลัง คนจะมองว่าบุฟเฟ่ต์ไม่ใช่เรื่องดี  กินมากๆ ก็จะทำให้อ้วน  ทำให้บางคนที่ลดความอ้วนอยู่ก็จะไม่มากินบุฟเฟ่ต์  ซึ่งความจริงคือ ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะแม้จะลดความอ้วนก็สามารถไปกินบุฟเฟ่ต์ได้ แต่ต้องเลือกกิน  เพราะบุฟเฟ่ต์  ไอเดียหลัก  คือ  มีความหลากหลายเพื่อรองรับการกินสำหรับคนทุกประเภท แต่ตอนหลังคนตีความว่าการกินบุฟเฟต์ ต้องกินให้คุ้มที่สุด มีอาหารเท่าไหร่ก็ต้องตักมา  โดยบางครั้งตักมาก็ไม่ได้กิน เพราะเน้นให้คุ้มกับเงินที่จ่ายไป ทำให้คนมากินบุฟเฟ่ต์  คือ  ต้องกินให้ได้มากๆ  

Q:นั่นคืองานใหญ่ที่เราต้องเปลี่ยน Perception ของผู้บริโภค

A: สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เราต้องเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในหัวลูกค้า ซึ่งหากเรายังคงใช้คำว่า บุฟเฟต์ ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของลูกค้าได้ ทำให้เรามานิยามคำใหม่ คือ OISHI EATERIUM (โออิชิ อีทเทอเรียม) ให้เกิดขึ้นมา คือการเปิดประสบการณ์การทานอาหารญี่ปุ่นแนวใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสาน 3 แนวคิด 3 หลัก คือ EAT, EXPLORE และ PREMIUM ซึ่ง EAT เป็นเรื่องของอาหาร และต้องมี EXPLORE ที่นำมาใส่ไว้ในร้าน เป็นการสร้างถนนขึ้นมาเส้นหนึ่ง และมีเรื่องราวของการตามหาร้านอาหารที่ชอบ และสุดท้ายคือ PREMIUM  

จากเดิมบุฟเฟ่ต์คือการมีอาหารหลากหลาย แต่วันนี้เราไม่จำเป็นต้องหลากหลายแต่เราเน้นความเป็นพรีเมียม ด้วยการนำของดีๆ มาลง และตัดรายการที่ไม่ค่อยนิยมกันออกไป ใช้ของดีๆ ไปเลย โดยลูกค้าก็ยังมีความรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย ซึ่งในอนาคตเราก็จะพยายามสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้มารองรับกับคนรุ่นใหม่ๆ มากชึ้น  โดยมีอีทเทอเรียม เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราทำ และสอดคล้องกับเทรนด์ในการตอบโจทย์ผู้บริโภคได้  เพราะหลังจากการเปิดอีทเทอเรียมขึ้นมาร้านแรก  โดยที่เรายังไม่ได้ทำโฆษณาอะไรมาก แต่หลังจากเปิด  และเมื่อเป็นสิ่งที่ใช่  ประกอบกับการใช้สื่อโซเชียลของคนไทย  ทำให้ข้อมูลต่างๆ ไปได้อย่างรวดเร็วมาก  เกิดการบอกต่อๆ กัน  โดยที่ยังไม่ต้องโฆษณามาก  แต่ลูกค้าก็มาต่อคิวจำนวนมาก  เพราะว่าถ้ามันโดน ตอบโจทย์ผู้บริโภค  เทรนด์ของผู้บริโภคก็จะเปลี่ยนตาม 

Q : อีทเทอเรียม คือความแตกต่างจากที่เคยมีอยู่ในตลาด ???

A: สิ่งที่เราใส่รายละเอียดให้กับอีทเทอเรียม จะพบว่าโต๊ะ เก้าอี้ในแต่ละที่นั่งจะแตกต่างกันไป โดยเราจะมี 2-3 แบบ  บางรูปแบบจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีอยู่ตามร้านกาแฟ  เพื่อทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือกินอยู่ที่บ้าน  ไม่ได้กินข้างนอก  โดยคอนเซ็ปต์ของอีทเทอเรียม คือ ยาไต (Yatai) เป็นถนนเส้นหนึ่งในญี่ปุ่นที่มีร้านอาหารรวมกันอยู่หลายๆ ร้าน เราเลยยกถนนเส้นนี้มาใส่ไว้ในอีทเทอเรียมให้เป็น Exploring คือ เมื่อเข้าไปในถนนเส้นนี้แล้วได้ช้อปร้านนู้นร้านนี้ ได้เข้าคิว ได้ต่อแถวซื้อ ไม่ใช่แค่การเข้าไปแล้วตักอาหารอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้ยังมีส่วนที่ให้ตักอาหารอยู่เพราะว่า ตอนนี้เรายังต้องรองรับลูกค้าอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าเก่าที่ยังมีความคุ้นเคยกับบุฟเฟ่ต์ที่เราต้องค่อยๆ เอ็ดดูเคทเขา เพราะถ้าเราเปลี่ยนไปเลยลูกค้าเก่าจะงงมาก เราจึงยังต้องมีส่วนหนึ่งที่เป็นบุฟเฟ่ต์อยู่ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาหารทุกอย่างจะเป็นการสั่งอย่างเดียว และมีการสั่งแบบใช้ทัชสกรีนเมนูเพื่อรองรับกับคนรุ่นใหม่

เมื่ออีทเทอเรียมเป็นถนนเส้นหนึ่ง และมีร้านค้าหลายๆ ร้าน แต่ในอนาคตเมื่อเรามีอีทเทอเรียมสาขาอื่นๆ เกิดขึ้น ร้านค้าที่อยู่บนถนนเส้นนี้ก็อาจเปลี่ยนไปไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมแต่ยังเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่แตกต่างกันไป เช่น บางร้านอาจจะมีซูชิ  เทปันยากิ บางสาขาก็อาจจะมีร้านโอโคโนมิยากิ  หรือร้านอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป เพื่อสร้างความเป็น Unique และ Individual มากขึ้น ไม่ใช่ว่าไปกินที่สาขาไหนก็เหมือนกันหมด เพราะอีทเทอเรียมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รองรับกับเรื่องราวเหล่านี้ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ โดยที่ให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้น และต้องตามหาอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงร้านค้าต่างๆ ภายในสาขาเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกแปลกใหม่  ไม่จำเจ ทั้งร้านอาหารและร้านขนม

Q:  ภาพที่ติดตัวโออิชิ คือความเป็นบุฟเฟต์ จะปรับเปลี่ยนอย่างไร

 A: โออิชิมีต้นกำเนิดมาจากบุฟเฟ่ต์ ส่วนนี้จึงเป็น Core ของแบรนด์อยู่  และมีลูกค้าในเบสกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก  การที่เราจะขยับไปสู่อีทเทอเรียม  ซึ่งเป็นนิยามใหม่ของการรับประทานอาหารญี่ปุ่นต้องใช้เวลาในการปรับค่อนข้างมาก ทำให้ยังคงต้องหล่อเลี้ยงส่วนเหล่านี้ไว้อยู่ แต่ในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะหายไป เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ๆ   รวมทั้งเพื่อพยายาม Educate คนกลุ่มเดิมๆ ให้มีความคุ้นเคยในการกินแบบอีทเทอเรียม  ในอนาคตอีทเทอเรียมก็จะถูกอัพเกรดขึ้นไปอีก เพราะเป็นรูปแบบที่เปิดขึ้นมาพร้อมกับการรองรับที่จะอัพเกรดขึ้นไปอยู่แล้ว  แต่ตอนนี้อยู่ระหว่างการรองรับทั้ง 2 ทาร์เก็ตอยู่ในร้านเดียวกัน  แต่ในอนาคต  กลุ่มเก่าจะค่อยๆ หายไป  และแยกกันได้ชัดเจนขึ้น คนที่ต้องการกินบุฟเฟต์ก็จะไปที่บุฟเฟต์จริงๆ  หรือใครต้องการกินอีทเทอเรียมก็จะมาที่อีทเทอเรียม เพราะซ อีทเทอเรียมไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ แต่อีทเทอเรียม คือ ประสบการณ์ในการกินอาหารแบบใหม่ๆ  แต่สามารถจ่ายได้ในราคาเดียว

จากก่อนหน้าถ้าไปกินอาหารที่ร้านหนึ่งก็จ่ายราคาหนึ่ง ไปกี่ร้านก็ตามราคาแต่ละร้าน  แต่ที่อีทเทอรียม สามารถกินอาหารจากหลายๆ ร้านได้  ในราคาเดียว แม้จะกินได้ไม่อั้น  แต่จะมีลิมิตจากการสั่งเป็นจานๆ  โดยอาหารในจานจะมีการกำหนดปริมาณไว้  โดยสาเหตุที่เราทำแบบนี้คือ  ไม่ต้องการให้เกิดการกินแบบทิ้งของเหลืออีกต่อไป  เพราะคนที่มาบุฟเฟ่ต์ส่วนใหญ่จะชอบตักเผื่อไว้มากๆ  ต่างคนต่างตักเผื่อกัน สุดท้ายก็เหลือทิ้ง  และกลายเป็น Waste ซึ่งนอกจากจะเป็นพฤติกรรรมการกินที่ไม่ดี  ยังไม่ดีต่อโลกใบนี้ด้วย  เพราะการที่เรามีอาหาร Waste จำนวนมาก แต่ประชากรโลกบางส่วนยังไม่มีอาหารจะรับประทาน  ทำให้เราต้องการที่จะพยายาม Educate เพื่อให้ผู้บริโภคกินอาหารอย่างมีคุณค่า ทำให้เราพยายามใช้ของระดับพรีเมียม เพื่อให้คนรู้สึกว่าเป็นของที่ดี รู้สึกเสียดายที่จะต้องทิ้ง 

Q : การดีไซน์และบรรยากาศของร้านมีผลต่อการเข้ามาใช้บริการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่

A : ช่วงแรกที่เราทำดีไซน์ เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นรูปแบบใด  มีเพียงคอนเซ็ปต์ที่ต้องการให้เป็น Wonderland  สุดท้ายก็มาเป็น Yatai  ได้เป็นถนนขึ้นมา  โดยเราจะรู้สึกว่าเมื่อเดินตามท้องถนน จะเป็นเรื่องของ Explore  และสุดท้าย  คือ  เรื่องของ Ambience  ที่เมื่อเวลาเราไปวันเดอร์แลนด์ ควรจะมีหลืบ มีมุม และที่นั่งที่ต้องแตกต่างกันออกไป   จึงมาเป็นดีไซน์ในแบบนี้  ส่วนกราฟิกกับไลท์ติ้ง ภาพวาดของโมเดิร์นแจเปนนีส จาก 5 จิตกร ที่มารวมกันเป็นก้อนเดียว  ซึ่งต่างเป็นองค์ประกอบของความเป็นญี่ปุ่น ที่เป็นแบบโมเดิร์นแจแปนนีส ที่รองรับกับกลุ่ม Gen Z Gen Y ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในเทรนด์  ไลท์ติ้งในแต่ละโซนที่แตกต่างกัน  ใช้สีแตกต่างกัน  เพื่อให้เปลี่ยน Mood ไปตามซีซันนิ่ง ให้มีทั้ง 4 ฤดูกาล โดยในอนาคตจะตกแต่งให้เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล  เช่น ฤดูใบไม้ผลิก็จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว และมีการตกแต่งและใช้สีที่แตกต่างกันไป  หรือจะเป็นช่วงเทศกาลปลา ก็อาจจะมีการตกแต่งให้สอดคล้องกัน รวมไปทั้งเรื่องของฟู้ดทรัคที่มีเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นถนน  ที่ไม่ได้มีแค่ร้านค้า แต่มีฟู้ดทรัคด้วย  โดยรูปแบบร้านค้าแต่ละร้านก็ต่างกันด้วย  เช่น บุฟเฟ่ต์ก่อนนั้นก็จะเป็นบล็อกๆ  แต่ร้านนี้จะทำให้มีความแตกต่าง  มีรูปร่างต่างกัน  ร้านใครร้านมัน ไม่เหมือนกัน

ในส่วนของการโชว์บิซ ก็จะมีให้แตกต่างกันไป  ไม่ใช่มาแล้วต้องเจอทุกครั้ง แต่เราพยายามทำให้ครบ 5 Sense รูป รส กลิ่น  สี เสียง  ให้รู้สึกเหมือนอยู่ในตลาดจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนมาจะได้เห็นทุกคน ซึ่ง Live Show ในอนาตคก็อาจจะมีเพิ่มเติมเข้ามา  เช่น  การแห่ขบวนบนท้องถนน เพื่อทำให้รู้สึกว่ากำลังเดินยู่บนท้องถนนจริงๆ และพยายามปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ  เพื่อให้มีความแตกต่าง จากตอนนี้มีแล่ปลา แต่ในอนาคตก็จะมีอื่นๆ เพิ่มเข้ามา ด้วยความที่คอนเซ็ปต์  คือ Yatai ซึ่งบนถนนเส้นนี้อาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้  เราสามารถนำความเป็นญี่ปุ่นต่างๆ เข้ามาไว้ในท้องถนนเส้นนี้ได้มากมาย 

Q : คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรจากการมาร้านอาหาร

A: สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการเมื่อมาใช้บริการ คือ  หนึ่ง เรื่องของความต้องการใช้ดีไวซ์ เมื่อมีสิ่งที่เป็นดีไวซ์จะทำให้เขารู้สึกสนุก น่าเล่น และน่าค้นหา  เช่น การสั่งอาหารด้วยบัตรที่มีบาร์โค้ดเลขที่โต๊ะแทนการใช้หมุดเลขโต๊ะในการสั่งอาหาร เขาจะรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้น เพราะรู้สึกสนุก สอง เทคโนโลยีที่มารองรับในเรื่องของการสั่งอาหาร เช่น จอทัชสกรีน ที่ติดตั้งตรงจุดสั่งอาหาร และ สาม สิ่งที่เป็น Up to Today คือ เมนูอาหารบางชนิดที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ๆ อย่างเมนูน้ำแข็งใสคากิโกริ หรือเครปเค้ก ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการทำซาซิมิที่มีขนาดชิ้นที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ๆ ที่ชอบทานซาซิมิคำโตๆ ซึ่งเกิดจากไลฟ์สไตล์ของการชอบถ่ายรูปเพื่อการสื่อสาร และเพื่อสร้างคอนเทนต์ในการคุยกับเพื่อนๆ บนโลกโซเชียล ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของเขา โดยโลกโซเชียลมีผลกับคนรุ่นใหม่มาก เพราะเขาคุ้นเคยการสื่อสารผ่านดีไวซ์ ต้องการการพูดคุยและสื่อสารกับเพื่อนๆ ในโลกโซเชียล จึงต้องหาเรื่องราวมาโพสต์  ผ่านไลฟ์สไตล์ของเขาทั้งการกิน หรือเรื่องต่างๆ และต้องการคนสนใจ  ทำให้ต้องพยายามหาสิ่งที่พิเศษ  ไม่ใช่สิ่งที่ปกติ เดิมๆ  เพื่อเป็นวิธีในการสื่อสารกับคนปัจจุบัน ทั้งการโพสต์  เขียนให้น่าสนใจ  

Q: โออิชิวางยุทธศาสตร์การเติบโตไว้อย่างไร

A: ปัจจุบันการรับประทานอาหารญี่ปุ่นของคนไทย เป็นเรื่องของ Occasion ไม่ใช่เรื่องของ Reward เพราะ Need Stage ของผู้บริโภคต่างกัน และแตกต่างกันไปตามวัย บางคนอาจจะหาโอกาสพาครอบครัวมาทานอาหารญี่ปุ่น แต่สำหรับกลุ่มคนทำงานอาจเป็นเรื่องของการเลี้ยงฉลอง หรือถ้าเป็นวัยรุ่นก็อาจทานเพื่ออัพเกรดตัวเองเวลาคุยกับเพื่อนในโซเชียล บางคนมาเพื่อหาที่สังสรรค์ หรือบางคนก็มาเพื่อฉลองวันเกิด โต๊ะที่นั่งแต่ละมุมจึงต้องมีความแตกต่างกัน ไลท์ติ้ง และบรรยากาศก็ต้องไม่เหมือนการทานข้าวที่โรงอาหาร

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น และ Need Stage ของผู้บริโภคก็มีความหลากหลายมากขึ้น ความท้าทายของเราในวันนี้ก็คือ การต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ 5 ปี เราจะทำเรื่องรีเฟรชแบรนด์กันสักที แต่ปัจจุบัน 3 ปี ก็ต้องเริ่มทำแล้ว หรือเดี๋ยวนี้อาจไม่ถึง 3 ปีแล้ว อาจเร็วขึ้นกว่านั้นอีก เพราะโลกดิจิตอลทำให้ทุกอย่างแคบลง แต่สิ่งสำคัญ คือการสร้างแพลตฟอร์มภายในร้านให้สามารถอัพเกรดได้เพื่อให้ทันกับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เราคิดเผื่อไปถึงปี 2020 แล้วว่า แบรนด์ของเราจะมูฟไปทางไหน เราจะ Transition จากตรงนี้ไปสู่ตรงนั้นได้อย่างไร

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn