21,946
VIEWS

20 เรื่องเกี่ยวกับสตาร์บัคส์ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Jun 13, 2018 S.Vutikorn

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักร้านกาแฟชื่อดังระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์

 สำหรับคนที่เคยมีโอกาสเข้าไปใช้บริการคงจะสังเกตได้ว่าสตาร์บัคส์เป็นร้านขายอาหารและเครื่องดื่มที่ออกแบบได้อย่างลงตัว ความสวยงามของร้านตลอดจนอัธยาศัยของพาร์ทเนอร์ล้วนเป็นแรงดึงดูดให้คนทั่วโลกเป็นลูกค้าของร้าน

 แต่เชื่อไหมว่าเบื้องหลังความสำเร็จกว่าจะมาเป็นร้านกาแฟสุด Chic นี้ สตาร์บัคส์มีการนำเอาเทคโนโลยีทันสมัยในหลายด้านมาใช้งานเบื้องหลังโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้มาก่อน

 อะไรหลายๆ อย่างที่แอบซ่อนอยู่นี้ ล้วนมีส่วนเติมเต็มบรรยากาศให้ลงตัวจนมีลูกค้าประจำมากมาย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของการทำธุรกิจในประเทศไทย ทีมงานขออัพเดท 10 เรื่องที่น่าสนใจใหม่ๆ ของสตาร์บัคส์ ประเทศไทย ที่หลายคนยังไม่รู้มาก่อน (รวมกับ 10 เรื่องราวที่เคยนำเสนอไปแล้ว) มานำเสนอให้รับชมกันอีกครั้ง

1. ที่มาของชื่อ “สตาร์บัคส์”

 ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1971 ที่ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเทิล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะร้านขายกาแฟและชาขนาดเล็ก

โดยชื่อสตาร์บัคส์ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยนั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick นวนิยายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา ที่ประพันธ์โดย Herman Melvilles

2. ความปลอดภัยที่มองทะลุได้

กระจกรอบร้านสตาร์บัคส์ทุกแห่งทั่วโลกล้วนเป็นกระจกแบบนิรภัยและมีการติดฟิล์มนิรภัยเสริมอีก 1 ชั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กระจก ลดการระเบิดแตกหรือทนต่อการกระทบของวัสดุ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยให้กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ภายในร้านทุกท่าน

โดยปกติแล้วกระจกนิรภัยจะมีความแข็งแรงพิเศษกว่ากระจกทั่วไปราว 3-5 เท่า นอกจากนี้การแตกของกระจกนิรภัยจะเป็นการแตกกระจายออกเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเม็ดข้าวโพดและมีความคมน้อย ดังนั้นการใช้กระจกนิรภัยที่มีความแข็งแรงพิเศษเป็นอีกหนึ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหนือกว่าร้านกาแฟทั่วไป

ใครที่อยากรู้ว่ากระจกนิภัยมีความแข็งแรงอย่างไร ลองคลิกเข้าไปดูที่ข่าวการประท้วงในสหรัฐอเมริกานี้ได้เลย

 

3. นั่งสบายไม่อึดอัด

โดยปกติแล้วคนเราจะหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งสถานที่ใดที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากๆ จะทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว เพราะฉะนั้นเพื่อความรู้สึกที่สบายของลูกค้าในร้าน สตาร์บัคส์จะมีการติดตั้งเครื่อง Carbon Dioxide Sensor ที่จะคอยตรวจวัดระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบริเวณร้านว่ามีมากไปหรือไม่

หากเครื่องตรวจพบว่ามีปริมาณก๊าซมากเกินไป ระบบปรับอากาศภายในจะดันให้พัดลมระบบ Fresh Air ทำการเติมอากาศใหม่เข้ามาในระบบในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ภายในร้านได้รู้สึกผ่อนคลายและสบายในขณะที่นั่งอยู่ในร้านสตาร์บัคส์

 

4. โต๊ะในร้านทำจากกาแฟ

กากกาแฟที่เหลือสามารถเอาไปทำโต๊ะรีโซเคิลมาใช้ในร้านสตาร์บัคส์กว่า 100 สาขา แล้วเวลามาดื่มกาแฟที่ร้านลองมองหาท็อปโต๊ะที่มีสกรีนว่า “This Table is Made From Starbucks Recycle Coffee Grounds”

นอกจากท็อปโต๊ะแล้วในร้านสตาร์บัคส์ยังมีถาดและที่รองแก้วในร้าน Reserve ที่ทำจากกากกาแฟเช่นกัน

 

 5. ซื้อกาแฟแถมปุ๋ย

ลูกค้าสตาร์บัคส์ที่ชื่นชอบการปลูกต้นไม้สามารถติดต่อร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาใกล้บ้านเพื่อขอรับกากกาแฟบรรจุ (หนักกี่ขีดหรือกิโลกรัม) เพื่อนำไปทำสวนและเป็นปุ๋ยหมักได้อย่างดีเพราะกากกาแฟมีแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ อาทิ ไนโตรเจนแมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น

6. เครื่องชงสุญญากาศ

สตาร์บัคส์มีนวัตกรรมเครื่องทำกาแฟที่พัฒนามาเป็นของตัวเองชื่อว่า The Clover® ที่ใช้ชงกาแฟได้ทีละ 1 แก้ว เพื่อให้ได้รสชาติที่สมดุลนุ่มลึกและคงกลิ่นหอมของกาแฟไว้มากที่สุด ด้วยระบบสุญญากาศ Vacuum-Press ที่ควบคุมอุณหภูมิน้ำและเวลาชงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งบาริสต้าสตาร์บัคส์มักเลือกใช้เมล็ดกาแฟหายากอย่างสตาร์บัคส์รีเสิร์ฟมาชงด้วยเครื่องนี้ ปัจจุบันมีเครื่อง The Clover® ที่สตาร์บัคส์เพียง 3 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ศูนย์การค้าพารากอน ชั้น 1 และสาขาบ้านสีลม

นอกจากนี้แล้ว สตาร์บัคส์ ยังเป็นร้านกาแฟร้านแรกในประเทศที่นำเข้าสุดยอดเครื่องชงกาแฟ Victoria Arduino - VA388 Black Eagle เครื่องชงกาแฟแบบไฮบริด ที่มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยที่ช่วยรักษาอุณหภูมิของเครื่องให้คงที่พร้อมวัดปริมาณกาแฟและตั้งเวลาอย่างแม่นยำ เพื่อส่งมอบเครื่องดื่มเอสเพรสโซ่รสชาติดีที่สุดและคุณภาพดีที่สุดสม่ำเสมอในทุกๆ แก้ว เครื่องชงนี้ยังเป็นเครื่องชงสำหรับการแข่งขัน Barista Championship อีกด้วย

7. กาแฟสายพันธุ์ไทย

แม้ว่าสตาร์บัคส์จะเป็นเชนร้านกาแฟจากสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศไทยก็มีกาแฟสตาร์บัคส์เชื้อสายไทยเป็นของตัวเองชื่อว่า “สตาร์บัคส์ ม่วนใจ๋ เบลนด์” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเมล็ดกาแฟพันธุ์อราบิก้าชั้นดีจากประเทศไทย และหมู่เกาะอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกให้รสชาติหนักแน่นนุ่มลึกและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และกลิ่นอายดินธรรมชาติ

ใครที่อยากลิ้มลองกาแฟสัญชาติไทยก็สามารถหาซื้อมาลองได้

8. สตาร์บัคส์ไม่ได้ล้างภาชนะแบบวิธีปกติ

น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากต่อการดำเนินธุรกิจร้านกาแฟของสตาร์บัคส์ทั้งในการชงกาแฟ การล้างแก้ว และการทำน้ำแข็งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา สตาร์บัคส์เริ่มออกแบบการใช้งานของร้านให้เป็นแบบประหยัดน้ำมากที่สุด เช่น การติดตั้งก๊อกน้ำที่ปริมาณน้ำลดลงและเลิกใช้อ่างน้ำสำหรับการทำสะอาด แบบ Dipper Well เป็นแบบระบบ Hand-Metered Water และ Spray Rinse แทน

คนที่ช่างสังเกตจะเห็นว่า การล้างภาชนะบางอย่างของสตาร์บัคส์ พาร์ทเนอร์จะใช้วิธีการคว่ำภาชนะลงบนก๊อกน้ำที่หงายขึ้นแล้วใช้แรงดันน้ำในการทำความสะอาด

วิธีการนี้ สตาร์บัคส์ รับประกันว่าสะอาด 100% แถมยังประหยัดน้ำอีกด้วยโดยในปี 2558      สตาร์บัคส์สามารถช่วยประหยัดน้ำไปมากกว่าร้อยละ 25

9. ร้านสีเขียว

สตาร์บัคส์ประเทศไทย มีร้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)* ทั้งหมด 49 ร้าน โดยสตาร์บัคส์ พอร์โตชิโน่ ซึ่งเป็นร้าน Drive-Thru สาขาแรกของประเทศไทยได้รับการรับรองเป็นระดับโกลด์สาขาแรกในเอเชีย และสาขา SCG Head Office ในระดับแพลทินัม

*LEED หรือ Leadership in Energy and Environmental Design คือระบบการให้คะแนนประเมินระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับอาคารและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกระบบนี้ได้รับการพัฒนาโดย U.S. Green Building Council โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธภาพการใช้ทรัพยากรของอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยมีเกณฑ์พิจารณา 7 หัวข้อหลัก ได้แก่ Sustainable Site (SS) การใช้ประโยชน์ที่ตั้งอย่างยั่งยืน Water Efficiency (WE) ประสิทธิภาพการใช้น้ำ  Energy & Atmosphere (EA) การใช้พลังงานและบรรยากาศ Materials & Resources (MR) การเลือกใช้วัสดุและทรัพยากรในการก่อสร้าง Indoor Environmental Quality (IEQ) คุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคารInnovation in Design (ID) นวัตกรรมและกระบวนการออกแบบ Regional Priority (RP) การรับรองเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา

10. ร่วมทำบุญ

ร้านสตาร์บัคส์ที่สาขาหลังสวนรายได้จากทุกๆ 10 บาท ในการจำหน่ายเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทุกแก้วในร้านจะถูกนำไปรวบรวมเพื่อมอบให้แก่องค์กรพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน หรือไอทีดีพี (The Integrated Tribal Development Program: ITDP) เพื่อการพัฒนาชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ส่วนลูกค้าทั่วไปที่ใช้บริการในสาขาอื่น ลูกค้าสตาร์บัคส์ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไร่กาแฟอยู่ตลอดเวลา เพราะสตาร์บัคส์รับซื้อเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าที่ใดก็ตามโดยยึดตามหลักการปฏิบัติในการรับซื้อเมล็ดกาแฟ C.A.F.E. (Coffee and Farmer Equity Practices) ซึ่งเป็นแนวทางในการรับซื้อเมล็ดกาแฟที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

11. ซื้อกาแฟบนรถก็ได้

สตารบัคส์มีร้านกาแฟแบบ Drive-Thru หรือร้านที่สามารถสั่งซื้อกาแฟโดยไม่ต้องลงจากรถ ซึ่งร้านรูปแบบนี้เริ่มเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกที่ Porto Chino ถ.พระราม 2 ในปี 2012

ปัจจุบัน สตาร์บัคส์ Drive Thru มีทั้งสิ้น 24 สาขาแล้วในประเทศไทย

12. เปิดบริการ 24 ชม.

ทุกวันนี้ สตาร์บัคส์ มีสาขาที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง สำหรับนักเดินทางในสนามบิน และสำหรับคนนอนดึกในย่านชุมชนทั้งสิ้น 15 สาขา โดย Starbucks The Scene [Town in Town] ถือเป็นสาขาแรกของสตาร์บัคส์ ที่เปิด 24 ชั่วโมงนอกสนามบิน

 

 

13. สตาร์บัคส์มีขนม After You ขาย

ปลายปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ (ประเทศไทย) มีการร่วมมือกับ อาฟเตอร์ยู ส่งเมนูยอดนิยมอย่าง  ชิบูย่าฮันนี่ โทสต์ และช็อกโกแลตบราวนี่ พร้อมไอศกรีมวนิลา มาสร้างสรรค์เมนูขนมหวานต่างๆ อาทิ เบอร์รี่ครัมเบิลแพนเค้ก บานอฟฟี่ครัมเบิลแพนเค้ก และอัฟโฟกาโต สู่ลูกค้าชาวไทย ณ ร้านสตาร์บัคส์สาขาสำคัญๆ หลายที่ด้วยกัน 

14. สินค้าหัตถกรรมก็มีขาย

ปลายปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT เพื่อนำเอาสินค้าหัตถศิลป์ไทยเข้ามาจำหน่ายในร้าน

งานศิลปหัตกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย

1. กระเป๋าผ้าเย็บมือ ในโครงการความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ระหว่าง SACICT กับ กรมราชทัณฑ์

2. ชุดตุ๊กตาผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ โดยฝีมือครูช่างศิลปหัตถกรรมของ SACICT จากกลุ่มทอผ้าสีธรรมชาติหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

3. ถาดจักสานกระจูด วัตถุพื้นบ้านผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ฝีมือทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของ SACICT จากกลุ่มกระจูดวรรณี จ.พัทลุง

 

15. สาขาใหญ่ที่สุดในอาเซียนอยู่ในไทย

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 20 ปี ร้านสตาร์บัคส์สาขาที่ 334 ในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จึงถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ขนาดใหญ่ถึง 760 ตารางเมตร มีที่นั่งไว้คอยบริการกว่า 230 ที่นั่ง มีห้องประชุมขนาดใหญ่ถึง 2 ห้อง สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้ห้องประชุม

ถึงแม้ว่าสาขานี้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่ทุกวันนี้ในบางช่วงเวลาก็ยังต้องเข้าคิวซื้อกาแฟยาวเหยียด

 

 

16. ผ้ากันเปื้อนมี 2 สี

ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่าพาร์ทเนอร์ในร้านสตาบัคส์นั้น ใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ 2 สี คือ สีเขียวและสีดำ

ความเป็นจริงสีของผ้ากันเปื้อนนั้น สตาร์บัคส์ใช้ในการแยกระหว่างพาร์ทเนอร์ทั่วไป กับ พาร์ทเนอร์ระดับ Coffee Master หรือบาริสต้าที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ

 ทุกวันนี้ สตาร์บัคส์ มีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 4,200 คน ในจำนวนนี้เป็นพาร์ทเนอร์ให้บริการอยู่หน้าร้านประมาณ 4,000 คน และในจำนวน 4000 คนนี้จะเป็น Partner ที่สวมผ้ากันเปื้อนสีเขียวประมาณ 2,800 คน ที่เหลืออีก 1,200 คน จะส่วนผ้ากันเปื้อนสีดำ เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ Coffee Master 1,200 คน

และ Coffee Master 1,200 คนนี้ ยังมีคนที่เป็น District Coffee Master ถึง 60 คน

 

17. Barista Championship

สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีบาริสต้าระดับแชมเปียนชิปของภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกด้วยนะเออ

ปี 2016 นางสาวนพรัตน์ อาภรณ์สุวรรณ (คุณย้ง) District Coffee Master ของประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันบาริสต้าระดับภูมิภาคในรายการ Starbucks Barista Championship 2016 ที่จัดขึ้นภายในงานประชุม Starbucks China and Asia-Pacific Leadership Conference ฮ่องกง

โดย นพรัตน์ อาภรณ์สุวรรณ ตัวแทนบาริสต้าจากสตาร์บัคส์ ประเทศไทย เจ้าของตำแหน่ง    คอฟฟี่ แอมบาสเดอร์ 2015 ได้แสดงฝีมือการทำกาแฟสูตรเฉพาะตัว “East Meets West”  ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์รสชาติแบบไทย ๆ จากกาแฟสตาร์บัคส์อย่างลงตัวจนสามารถชนะใจกรรมการระดับภูมิภาค

การแข่งขัน Starbucks Barista Championship 2016 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก โดยเป็นกิจกรรมที่ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของสตาร์บัคส์ ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและฝึกอบรม  พาร์ทเนอร์ (พนักงาน) และปลูกฝังวัฒนธรรมความรักในกาแฟ ความเชี่ยวชาญด้านกาแฟ และบริการที่ดีเยี่ยม  เพื่อมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์สตาร์บัคส์ที่โดดเด่นและแตกต่าง เพื่อส่งต่อประสบการณ์สตาร์บัคส์ ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าของสตาร์บัคส์

18. กาแฟดำแก้วละ 500 บาท

นอกจากกาแฟทั่วไปแล้ว สตาร์บัคส์ยังมีกาแฟที่หายากมาจำหน่ายในร้าน Starbucks Reserve ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนที่นิยมดื่มกาแฟดำและสรรหากาแฟที่หายากมาลิ้มลอง

ต้นปีที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้วางจำหน่ายกาแฟหายากอย่าง Starbucks Reserve Jamaica Blue Mountain แบบจำนวนจำกัด โดยมีสนนราคาแก้วละ 500 บาท

จาเมกาเริ่มปลูกกาแฟเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1728 เมื่อเซอร์นิโคลาส ลาวิสได้นำต้นกาแฟมาจากจังหวัดมาร์ตีนิก ซึ่งเป็นเกาะในโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส และได้มีการเพาะปลูกกาแฟมาถึง 2 ศตวรรษและขยายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ที่มีความสูงของเทือกเขาบลูเมาเทน ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ดีติดอันดับโลก

ปัจจุบันประเทศจาเมกาได้ให้ความสำคัญต่อมาตรฐานการเพาะปลูก, เก็บเกี่ยว รวมถึงกรรมวิธีการผลิตของกาแฟ โดยได้รับการดูแลภายใต้ Coffee Industry Board of Jamaica เป็นคนรับรองมาตรฐานการผลิตของกาแฟ เพื่อที่จะใช้ชื่อกาแฟ Jamaica Blue Mountain โดยเมล็ดกาแฟ Jamaica Blue Mountain จะถูกส่งออกเป็น Batch เล็กบรรจุในถังไม้บาร์เรลตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

สำหรับ Starbucks Reserve Jamaica Blue Mountain นั้น เกษตรกรได้ปลูกกาแฟบนเทือกเขาที่ความสูง 7,400 ฟุต แทรกไปกับพันธุ์ไม้พื้นเมืองทำให้มีรสชาติที่ส่งเสริมกันคือ ดาร์กช็อกโกแลต อัลมอนด์ และผลไม้หวานรสเปรี้ยว โดยใช้กรรมวิธีการผลิตแบบเปียก / Washed (Wet) เพื่อดึงรสชาติที่สดชื่นมีชีวิตชีวาของดอกไม้ โกโก้ออกมาให้มากที่สุด

Jamaica Blue Mountain ถือเป็นกาแฟที่หายาก ในแต่ละปีมีผลผลิตออกมาจำนวนที่จำกัด จึงมีราคาที่สูงกว่ากาแฟทั่วไปที่จำหน่ายในร้าน โดยประเทศไทยจะวางจำหน่ายในร้าน Starbucks Reserve ในราคาถุงละ 4,000 หรือแก้วละประมาณ 500 บาท

 

19. ดราฟท์เบียร์???

เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีการเปิดตัวเครื่องดื่มเย็น Starbucks Nitro Cold Brew เพื่อมอบประสบการณ์การดื่มกาแฟเย็นเหนือระดับ ด้วยการคัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมโคลด์ บรูว์ เบลนด์ พิเศษเฉพาะสำหรับการสกัดกาแฟแบบเย็น ใช้เวลา 14 ชั่วโมง แล้วจึงนำกาแฟสกัดเย็นไปผสมด้วยไนโตรเจน แล้วเสิร์ฟจากแท็บให้ได้เนื้อสัมผัสกาแฟที่มีฟองครีมละเอียดนุ่มกินแล้วได้รสสัมผัสเหมือน ดราฟท์เบียร์

มาในปีนี้ สตาร์บัคส์ มีการเปิดตัว Starbucks® DRAFT หรือ Nitro Cold Brew Gen 2 นวัตกรรมเครื่องดื่มเย็นเวอร์ชั่นล่าสุดเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียหลังจีนที่สตาร์บัคส์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 1 เพื่อเพิ่มทางเลือกหลากหลายให้ทั้งลูกค้าผู้ชื่นชอบเครื่องดื่มเย็น ทั้งกาแฟดำ กาแฟผสม Nitro Milk และชา ได้สัมผัสกับรสชาติเครื่องดื่มเย็นโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง Starbucks® DRAFT สาขา 2 จะเปิดให้บริการที่ สตาร์บัคส์ เดอะสตรีท รัชดา เร็วๆนี้ แต่ Starbucks® DRAFT อาจจะมีสาขาไม่มากเท่ากับ Starbucks Nitro Cold Brew เพราะราคาของเครื่องแท็บรุ่นนี้ก็ร่วม 1 ล้านบาทเช่นกัน

20. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์???

ในสหรัฐอเมริการ้าน Starbucks Reserve ในหลายเมือง รวมไปถึงแคนาดาเริ่มมีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ เหล้า, เบียร์ และค็อกเทล ร่วมกับกาแฟในคอนเซ็ปต์แล้ว              

ส่วนในเอเชีย ร้านสาตาร์บัคส์ ที่ฮ่องกงบางสาขา ก็เริ่มวางจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แล้วเช่นกัน

สำหรับประเทศไทย สตาร์บัคส์ ผู้บริหารสตารบัคส์ กล่าวว่า “กำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้ทั้งเรื่องของข้อกฎหมายและพฤติกรรมการดื่มของผู้บริโภค”

เชื่อว่างานนี้ คอกาแฟหลายคนต้องตั้งตารออย่างแน่นอน

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.