5,333
VIEWS

ความท้าทายล่าสุดของไส้กรอกเบทาโกร

Jun 12, 2018 S.Vutikorn

ไส้กรอกเป็นอาหารที่เกิดขึ้นมาจากกรรมวิธีในการถนอมอาหาร ด้วยการนำเนื้อสัตว์ไปหมักเกลือหรือเครื่องเทศซึ่งมีมาหลายร้อยปี ที่ผ่านมาไส้กรอกถูกบริโภคในมื้ออาหารมานานแสนนาน ทั้งกินแบบทำให้สุกหรือนำไปแปรรูปเป็นอาหารอย่างอื่น

เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป จากมื้ออาหารเช้า, กลางวัน, เย็น ไส้กรอกค่อยๆ ขยายตลาดมาสู่อาหารรองท้อง หรือกินเล่นๆ แบบ Snack

ปัจจุบันนี้สัดส่วนการบริโภคไส้กรอกเป็นมื้ออาหาร และกินรองท้องขยับขึ้นมาเท่ากัน คิดเป็นสัดส่วน 50 / 50% แล้ว และมีแนวโน้มว่าการกินเป็นอาหารว่างจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดไส้กรอกในประเทศไทย คือ กลุ่มอายุ 15-40 ปีที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง เป็นคนกินง่าย และนิยมซื้อไส้กรอกซื้อแพ็กเล็ก

พฤติกรรมดังกล่าวนี้ จึงเหมาะสมกับช่องทางการขายอย่างร้านสะดวกซื้อมากที่สุด

แต่ปัญหาของเบทาโกร ก็คือ ไม่มีวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อครบทุกเชน โดยเฉพาะกับ 7-Eleven

เมื่อเป็นเช่นนี้ เบทาโกรจึงต้องออกแรงมากกว่าคู่แข่งขันหมายเลข 1 ในตลาด ซึ่งได้เปรียบตรงมีช่องทางการขายในเซ็กเม้นต์ร้านสะดวกซื้อที่ครอบคลุมกว่า

ปัจจุบันนี้เบทาโกรช่องทางการกระจายสินค้า ผ่านช่องทางจำหน่ายหลัก คือ ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, ฟู้ดเชน เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และตลาดสด ร้านค้าทั่วไป เป็นต้น รวมถึงยังมีช่องทางจำหน่ายของ   เครือเบทาโกรเอง เช่น ร้านเบทาโกร ช็อป ร้านจำหน่ายสินค้าขนาดใหญ่ของเบทาโกรที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และรวมไปถึงร้านเบทาโกร เดลี่ ร้านขนาดเล็กที่เน้นจำหน่ายอาหารที่รับประทานระหว่างวัน และอาหารที่นำกลับไปปรุงต่อที่บ้าน ซึ่งทางเบทาโกรพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนเมือง โดยเน้นการขยายสาขาไปตามอาคารสำนักงานต่างๆ

นอกจากนี้แล้ว เบทาโกรยังมีกองทัพมดที่เป็นรถขายไส้กรอกกระจายไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ อีกหลายร้อยคัน

ที่ผ่านมา เบทาโกรพยายามชูภาพของความเป็นผู้ผลิตอาหารคุณภาพ และพยายามให้ความรู้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหารที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย ผ่านแนวคิด Food Safety มาตลอด เนื่องจากในท้องตลาดปัจจุบันนี้ ยังมีอาหารประเภทแปรรูปที่ไม่ได้มาตรฐานวางจำหน่ายปะปนอยู่ในท้องตลาดอีกเป็นจำนวนมาก

ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาเบทาโรเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของ Food Safety แบรนด์หนึ่ง โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ S Pure ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู, ไก่, ไข่ไก่สด ซึ่งเบทาโกรเลี้ยงแบบปลอดยาปฏิชีวนะ, ฮอร์โมน หรือสารเร่งโต ทั้งกระบวนการผลิต

ดังนั้น เมื่อภาพ Food Safety ในส่วนของอาหารสดถูกรีจิสเข้าไปในความรู้สึกของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพแล้ว สเตปต่อไปก็คือ การสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้นในส่วนของอาหารแปรรูปอย่างไส้กรอก

ล่าสุดทางเบทาโกร ได้มีการกระตุ้นตลาดไส้กรอกครั้งใหม่ด้วยการดึง โป๊ป – ธนวรรธน์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ไส้กรอกรมควันผ่านแคมเปญ “อร่อยใช่...สัมผัสไหนก็โดน”

โป๊ป ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรกในกลุ่มสินค้าแปรรูปอย่างไส้กรอกเบทาโกร

ก่อนหน้านี้เบทาโกรก็เคยใช้นักร้องชื่อดังอย่าง บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อบอกกล่าวให้คนรุ่นใหม่เลือกอาหารที่มีคุณภาพผ่านแบรนด์ S Pure มาแล้ว

ครั้งนี้ โป๊ป จึงถูกวางตัวให้มาทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องของรสชาติเป็นหลัก

วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เผยว่า “ไส้กรอกรมควันเบทาโกรครองใจผู้บริโภคมานานเกือบ 30 ปี ด้วยคุณภาพไส้กรอกชั้นดี ผลิตจากเนื้อหมู เนื้อไก่คุณภาพดีจากเบทาโกร เนื้อแน่น กรอบเพราะเลือกใช้เคสซิ่งบางพิเศษ ชุ่มฉ่ำ รสกลมกล่อม และหอมกลิ่นรมควันไม้บีชธรรมชาติ การบุกตลาดครั้งนี้เพื่อเจาะตลาดใหม่ๆ สร้างการจดจำตราสินค้า เพิ่มยอดขายและช่องทางการจำหน่ายเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายวัย 15-40 ปี มีไลฟ์สไตล์สมัยใหม่แบบวิถีคนเมืองที่ต้องเร่งรีบ ชอบความสะดวกสบาย รับประทานอาหารแบบไม่จำกัดเวลา และไม่จำกัดตามมื้อหลัก แต่ใส่ใจบริโภคอาหารที่ดีมีคุณภาพและรสชาติอร่อย”

เพื่อเป็นการเติมเต็มแคมเปญนี้ให้สมบูรณ์ ทางเบทาโกรเอง ได้จัดทีมคาราวานเพื่อตระเวนแจกสินค้าตัวอย่างกว่า 500,000 ชิ้น กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย นำทีมโดยผู้บริหารและพนักงานเบทาโกรกว่า 300 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางย่านการค้า และอาคารสำนักงาน ได้แก่ อาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ ถ.รัชดาภิเษก ตึกพหลโยธินเพลส ตลาดรวมทรัพย์ ซ.สุขุมวิท 21 (อโศก) และกูร์เมต์ มาร์เก็ต ศูนย์การค้าสยามพารากอน และในภูมิภาคต่างๆ ตามหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น พัทยาและภูเก็ต

มูลค่าตลาดรวมของไส้กรอกของไทยในปีที่ผ่านมามีตัวเลขอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท แบ่งตลาดได้เป็น 3 เซ็กเม้นต์ คือ Premium 5%, Standard 70% และ Economy 25% โดยมีการเติบโตอยู่ที่ 6%

ขณะที่เบทาโกรนั้นมียอดขายเติบโตอยู่ที่ 10% ถือว่าเติบโตสูงกว่าตลาด

ดังนั้น เป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 15% เป็น 20% จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของเบทาโกรคาดหวังไว้ว่าจะทำได้ในปีนี้

ภายใต้ข้อจำกัดในเรื่องของจำนวนช่องทางการขายผ่านร้านสะดวกซื้อที่ยังเป็นรองคู่แข่งอยู่

การขับเคลื่อนของเบทาโกรครั้งล่าสุดนี้ จึงถือภารกิจที่ท้าทายอย่างมาก

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.