28,039
VIEWS

เปิด 5 กลยุทธ์ “เอ็มเค” ทำอย่างไรให้ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง

Jun 03, 2018 R.Somboon

ด้วยตัวเลขจำนวนสาขาเฉพาะแบรนด์เอ็มเคที่มีอยู่ถึง 426 สาขา (รวมเอ็มเค โกลด์ 6 สาขา และเอ็มเค ไลฟ์ 2 สาขา) ทำให้การขยับตัวในทุกย่างก้าวของเชนร้านอาหารประเภทสุกี้รายนี้เป็นที่จับตามองของผู้คนทั้งใน และนอกวงการ เพราะว่าไปแล้ว จำนวนสาขาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนี้ ทำให้เอ็มเค กลายเป็น “ตัวเปรียบเทียบ” ชั้นดีของเชนร้านอาหารแบรนด์อื่นๆ และใช้เป็นต้นแบบในการขยายสาขาของตัวเอง

ทั้งนี้ก็เพราะ เอ็มเค สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงโอกาสในการขยายสาขาเข้าไปในศูนย์การค้าทุกฟอร์แมท ไม่เว้นแม้กระทั่งไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่ถูกมองในครั้งแรกว่าไม่น่าจะเป็นพื้นที่ที่สามารถขยายสาขาเข้าไปได้ แต่เอ็มเคก็สามารถประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเป็นอย่างดีในสาขาที่อยู่ในไฮเปอร์มาร์เก็ต

นั่นคือ 1 ในปัจจัยที่เข้ามาหนุนส่งให้เอ็มเคก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด พร้อมกับมีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง ทีนี้ลองมาดูกันว่า เอ็มเคจะมีกลยุทธ์อะไรในการสร้างการเติบโตหลังจากนี้ไป โดยยอดขายของบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีตัวเลขประมาณ 16,000 ล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขกำไรมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 10% ส่วนในปีนี้ เอ็มเคมีการตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 7%

ความน่าสนใจในเส้นทางการเติบโตของกลุ่มเอ็มเคหลังจากนี้ไปน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะกลุ่มเอ็มเคเริ่มมีการขยายการลงทุนทางธุรกิจออกไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่ร้านอาหารอย่างโลจิสติกส์ โดยมีการเข้าไปร่วมทุนกับบริษัท เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ด้านธุรกิจโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เอ็ม-เซนโค โลจิสติกส์ เพื่อรุกธุรกิจบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร

เซนโค กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เป็นบริษัทโลจิสติกส์ขนาดใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจโลจิสติกส์แบบ “เทิร์นคีย์” คือให้บริการตั้งแต่เรื่องของการซอร์สซิ่งหรือจัดหาสินค้า การทำในเรื่องของการแพ็กกิ้งสินค้า การนำเข้า – ส่งออกสินค้า การซื้อขายสินค้า ตลอดจน ให้เช่าคลังสินค้า และบริการส่งสินค้า คือทำตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงมือผู้บริโภค ทำให้การเข้าตลาดเมืองไทยของบริษัทสายเลือดซามูไรรายนี้ กลายเป็นผู้ให้บริการรายแรกๆ ที่ให้บริการแบบครบวงจร หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ผู้เล่นในตลาดโลจิสติกส์ของบ้านเรา จะเลือกทำตลาดตามความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของตัวเอง

ไม่เพียงแค่การทำธุรกิจโลจิสติกส์ให้กับลูกค้าที่เป็นบีทูบีเท่านั้น เซนโค ยังมีความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าให้กับลูกค้าที่เป็นบีทูซี ซึ่งจะสามารถเข้าไปรองรับกับการเติบโตของธุรกิจอี คอมเมิร์ซได้เป็นอย่างดี โดยลูกค้าหลักๆ ของเซนโคในประเทศญี่ปุ่นก็มีกลุ่มค้าปลีกดองกี้ อิออน และแฟมิลี่มาร์ท

จุดแข็งอีกอย่างของเซนโคก็คือ ความเชี่ยวชาญในเรื่อของการขนส่งสินค้าแบบเย็น (Cold chain) อย่างครบวงจร ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการขนส่งอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้เล่นในตลาดที่สามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์แบบเย็นได้ทุกมิติ ซึ่งความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวนี้ สามารถนำมาต่อยอดให้กับการทำธุรกิจให้กับกลุ่มเอ็มเคได้เป็นอย่างดี

การร่วมทุนในครั้งนี้ ไม่เพียงจะเป็นการเปิดโอกาสในการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือธุรกิจร้านอาหารของเอ็มเคเท่านั้น แต่ยังเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจร้านอาหารในเครือเอ็มเคได้เป็นอย่างดี เพราะโนว์ฮาวของพาร์ทเนอร์รายนี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องของการกระจายสินค้าเข้าสู่สาขาของร้านอาหารในเครือเอ็มเคที่มีรวมกันถึง 635 สาขาได้เป็นอย่างดี โดยจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้าน

1.การช่วยลดต้นทุน ซึ่งต้นทุนของการกระจายสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคน โนว์ฮาวของเซนโคที่มีการนำโรบอทเข้ามาช่วยงานจะทำให้สามารถลดต้นทุนในเรื่องของคนลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง

2.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในแง่ของความรวดเร็วในการกระจายสินค้าจากระบบอัตโนมัติต่างๆ ซึ่งว่าไปแล้ว ในธุรกิจร้านอาหาร ความเร็วจะหมายถึงคุณภาพที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบ ในภาพรวมทั้งหมดจึงสามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนตามคำบอกเล่าของ สมชาย หาญจิตต์เกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ 10 – 15%

ส่วนการให้บริการกับธุรกิจในเครือเอ็มเค ช่วง 3 ปีแรก ร้านอาหารในเครือเอ็มเคจะเข้ามาเป็นลูกค้าในสัดส่วน 50% ของลูกค้าทั้งหมด หลังจากนั้นจะลดลงเหลือ 25% ที่เหลืออีก 75% จะเป็นลูกค้าจากนอกเครือเอ็มเค โดยในเฟสแรกของกาลงทุน จะสามารถรองรับการขยายสาขาของร้านอาหารในเครือเอ็มเคได้ 1,500 สาขา จากตัวเลขสาขาโดยรวมในปัจจุบันที่มีอยู่ 635 สาขา ทำให้เราสามารถขยายสาขาได้โดยไม่ต้องไปกังวลในเรื่องของการกระจายสินค้า ซึ่งการทำธุรกิจร้านอาหารที่เป็นเชนนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่เรื่องของการกระจายสินค้าด้วย ถ้าหากมีระบบโลจิสติกส์ที่ไม่ดีก็จะกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่”

5 กลยุทธ์                                                                                                

สร้างการเติบโต

ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่โดน Disrupt โดยเทคโนโลยี เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กลุ่มเอ็มเค ต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป พวกเขามีทางเลือกมากขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการของร้านอาหารต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การเติบเต็มลูกเล่นในเรื่องนี้เข้าไปจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ทำให้เราได้เห็นการนำเครื่องมืออย่างแท็บเล็ตมาให้ลูกค้าสามารถเลือกเมนู พร้อมกับสั่งสินค้าได้เอง หรือการรับจองโต๊ะผ่านแอพพลิเคชั่นของเอ็มเค เป็นต้น

ส่วนการเติบโตของกลุ่มเอ็มเคจากการเปิดเผยของ สมชาย นั้นจะประกอบไปด้วย

1.กลยุทธ์ในเรื่องของแบรนด์ พอร์ตฟอลิโอ ยังเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากจะสามารถเข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีหลากหลายกลุ่มได้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังทำให้สามารถเลือกแบรนด์ให้เหมาะสมกับศูนย์การค้าที่แต่ละแบรนด์หรือแต่ละโลเกชั่นจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป

2.ขณะที่แบรนด์เอ็มเคที่ถือเป็น “พี่ใหญ่” ในพอร์ต ซึ่งเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้น จะเพิ่มโอกาสจากการทลายกำแพงในการบริโภคอาหารประเภทสุกี้ที่รูปแบบการรับประทานส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มครอบครัวที่มีความถี่ไม่มากนัก หรือกลุ่มเพื่อน การทลายกำแพงตรงนี้ก็คือ การเพิ่มโอกาส หรือความถี่ในการบริโภคให้มีมากขึ้น ทั้งจากการครีเอทเมนู หรือโปร์ดักท์ใหม่ รวมถึงการแตกแบรนด์ และรูปแบบของร้านเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ๆ

ผู้บริหารของเอ็มเค ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ให้เห็นภาพก็คือการแตกแบรนด์เอ็มเค ไลฟ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้น และครอบครัวที่ชื่นชอบการลองสิ่งใหม่ๆ ที่ประยุกต์ไลฟ์สไตล์เข้ากับมื้ออาหาร และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจสุขภาพ เป็นการเปลี่ยนภาพเดิมๆของเอ็มเคจากที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงร้านสุกี้เอ็มเค คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นร้านอาหารสำหรับครอบครัว แต่เอ็มเค ต้องการเป็นร้านอาหารสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยนอกจากสาขาที่เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนาแล้ว เอ็มเคยังมีแผนในการขยายสาขาเพิ่มที่เซ็นทรัลภูเก็ต และที่ดิไอคอน สยาม

3.ขยายช่องทางใหม่ๆ อาทิ ช่องทางเดลิเวอรี่ที่ในปีที่แล้วสามารถสร้างยอดขายให้กับกลุ่มเอ็มเคได้ประมาณ 300 ล้านบาท การมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างแอพพลิเคชั่น จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการตรงนี้ได้มากขึ้น

4.ขยายแบรนด์ใหม่ๆ โดยมองหาแบรนด์ที่มีศักยภาพในการเติบโตอาจจะเป็นแบรนด์ที่สร้างเองหรือซื้อสิทธิแฟรนไชส์เข้ามาทำตลาด การซื้อแบรนด์เข้ามาทำนั้นจะใช้เวลาในการศึกษาเพื่อดูถึงความเป็นไปได้ จนกว่าจะมั่นใจว่าแบรนด์ที่ซื้อมา เป็นแบรนด์มีคุณภาพ และสามารถทำให้แบรนด์นั้นเติบโตได้

5.ขยายสาขาต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีแผนที่จะลงทุน 600 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาเพิ่ม 48 – 49 สาขา ในจำนวนนั้นเป็นสาขาของยาโยอิมากหน่อยคือ 30 สาขา เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่เปิดใหม่ไป 20 สาขา ส่วนของเอ็มเคนั้น มีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 18 สาขา

การทำตลาดหลังจากนี้ไป ยาโยอิจะมีเทรนด์การเติบโตที่ดีสุดในพอร์ต เนื่องจากใช้พื้นที่ในการขยายสาขาไม่มากนัก ขณะเดียวกันก็เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นเมนูเซ็ต ราคาจับต้องได้ คือราคาไม่สูงนัก ทำให้มีฐานลูกค้าค่อนข้างกว้างกว่า ทั้งกลุ่มคนที่เป็นนักเรียน นักศึกษา คนเริ่มต้นทำงาน หรือกลุ่มครอบครัว การมีราคาขายต่อเซ็ตไม่สูงนัก ทำให้มีความถี่ในการใช้บริการของลูกค้ามากกว่าตัวแบรนด์พี่ใหญ่อย่างเอ็มเค

ยาโยอิ คืออีกตัวอย่างของการดึงแบรนด์จากญี่ปุ่นเข้ามาเปิดในบ้านเรา โดยมองเห็นถึงโอกาสทางการตลาดที่แม้ในจะมีการมองว่า แนวโน้มของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นจะออกมาในรูปแบบของการลงลึกในอาหารแต่ละประเภทมากขึ้น แต่การขายในเรื่องของวาไรตี้ของเมนูอาหารก็สามารถทำให้ยาโยอิมีการเติบโตที่ดีในช่วงที่ผ่านมา

“ในปีนี้เรามีการตั้งเป้าการเติบโตของยาโยอิไว้ที่ 17% หลังจากที่ปีที่แล้วยาโยอิมีตัวเลขการเติบโตที่ 10% ยาโยอิยังมีโอกาสในการขยายสาขาได้อีกมาก โดยเราจะดูจากเอ็มเค ถ้าสามารถ Break even ได้ ก็สามารถนำยาโยอิเข้าไปเปิดได้ โดยฉพาะในไฮเปอร์มาร์เก็ตที่บางโลเกชั่นสามารถมีสาขาของทั้ง 2 แบรนด์ได้พร้อมกัน” สมชาย กล่าว และยังบอกอีกว่า

ดูจากศักยภาพของตลาดในบ้านเรา เอ็มเคยังน่าจะขยายสาขาได้อีกเป็น 100 กว่าสาขา ซึ่งความท้าทายของเราก็คือ จะทำอย่างไรให้สามารถเปิดโอกาสการเติบโตออกไปได้อีกทั้งจากรูปแบบสาขาใหม่ๆ ที่เริ่มมีให้เห็นแล้วอย่างสาขาในสนามบินดอนเมืองที่ใช้พื้นที่ไม่มากนักแค่ประมาณ 100 ตร.ม เป็นสาขาที่เน้นในเรื่องของเมนูที่รับประทานง่ายๆ ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การเติบโตของเอ็มเคนับจากนี้ไป จึงอยู่ที่การใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์เพื่อขยายออกไปหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยให้เอ็มเคยังคงมีการเติบโตได้อย่างมั่นคงแบบต่อเนื่อง

MK

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.