32,959
VIEWS

โรเบิร์ต แคนเดลิโน เสาหลักของ ยูนิลีเวอร์ คือ Purpose, People และ Performance

Jun 01, 2018 S.Vutikorn

มร.โรเบิร์ต แคนเดลิโน เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย ได้ 1 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ประเทศไทย ได้เชิญสื่อมวลชนไปรับฟังการประกาศเป้าหมาย “Unilever Thailand 2022 Growing Together” ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี มร.โรเบิร์ต แคนเดลิโน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย เป็นผู้ให้ข้อมูล

ถือเป็นครั้งแรกที่ได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ...

BrandAge Online ขอถือโอกาสเก็บเอาเนื้อหาสำคัญของการแถลงข่าวและช่วงสัมภาษณ์ถึงแนวคิดและนโยบายในการบริการองค์กรในประเทศไทยของแม่ทัพคนใหม่มาให้รับฟังกัน

 

มร.โรเบิร์ต กล่าวแนะนำตัวด้วยบทสนทนาง่ายๆ ว่า การเข้ามารับตำแหน่งแม่ทัพในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นงานที่ยากที่สุด ตื่นเต้นที่สุด เต็มที่ที่สุดเท่าที่เคยทำงานมาในชีวิตนี้ ไม่ใช่ในแง่ของ Professional แต่เป็นในแง่ของ Personal ด้วย พร้อมกันนี้ยังได้ฉายภาพของกลุ่มยูนิลีเวอร์ทั่วโลกว่า ปัจจุบันยูนิลีเวอร์มีพนักงานทั่วโลกมากกว่า 169,000 คน มีตัวเลขผลประกอบการประมาณ 44 ล้านยูโร มีแบรนด์ทั้งหมด 14 แบรนด์ ที่มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านยูโร

“สิ่งที่ผมตื่นเต้นอยู่เสมอ คือ ในทุกๆ วันจะมีคน 2,500 ล้านคน ใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์ เราไม่ได้ต้องการจะชมตัวเอง แต่เราพูดเพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่ามันคือความรับผิดชอบของเราว่า ในทุกๆ วันเรามีคนมากถึงขนาดนี้ที่ใช้สินค้าของเรา ที่เขานำโปรดักต์ของเราเข้าไปในบ้านของเขา เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้กลับไปที่สิ่งแวดล้อม กลับไปที่โลกใบนี้

อันนี้เป็นเป้าหมายของเรา เป็นสิ่งที่เราพูดกับนักข่าว  และทุกๆ คนทั่วโลกว่า สิ่งที่ต้องการคือ การทำให้วิถีชีวิตที่ยั่งยืนกระจายออกไปให้ได้มากที่สุด เราอยากจะโตในส่วนของธุรกิจ ขณะเดียวกันเราก็ต้องทำให้สังคมดีขึ้นด้วย เราไม่ได้อยากจะโต หรืออยากจะบินคนเดียว อันนี้คือ Strategy ของเราที่เผยแพร่ออกไปสู่สังคม ถ้าดูผลประกอบการของเราก็จะเห็นว่า เราโตอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายของเราต้องการโตเป็น 2 เท่า ของไซส์ธุรกิจในปัจจุบันนี้ ในขณะที่เราต้องลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมลงครึ่งหนึ่ง”

เป้าหมายของยูนิลีเวอร์นั้นมี 3 ภารกิจหลักด้วยกัน คือ

1. ช่วยเหลือคนมากกว่า 1,000 ล้านคน ให้มีสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

2. ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงให้ได้ครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน

3. ทำให้ความเป็นอยู่ของคนดีขึ้นไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจขององค์กร

สำหรับประเทศไทย ยูนิลีเวอร์เข้ามาธุรกิจอย่างจริงจังในปี 1932 ในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงวันนี้ก็มีอายุครบ 85 ปีแล้ว โดยธุรกิจของยูนิลีเวอร์ประเทศไทย นั้นยอดขายประมาณ 40% เป็นสินค้าเกี่ยวกับความงามและของใช้ส่วนตัว ประมาณ 40% เป็นของใช้ในบ้าน และอีก 20% เป็นอาหารและไอศกรีม ซึ่งเป็นถือเป็นการบาลานซ์ Portfolio ที่ดีมาก

ทุกวันนี้ ยูนิลีเวอร์ประเทศไทย มีแบรนด์ที่ครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในทั้งหมด 7 กลุ่มสินค้า นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนธุรกิจอื่นๆ อีก 2 ธุรกิจ คือ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ เป็นธุรกิจที่เซอร์วิสกลุ่มโฮเรก้า ร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และอีกธุรกิจหนึ่ง คือ ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค เป็นผลิตภัณฑ์ขายตรง 

“สำหรับผมแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญมากๆ สินค้าเราอยู่ใน 22.4 ล้านครัวเรือนในประเทศไทย คิดเป็น 99.2% ของครัวเรือนในเมืองไทย ซึ่งผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอีก 0.8% ของบ้าน เหล่านั้นอยู่ตรงไหนบ้าง เพราะยังไม่เคยเห็นว่าบ้านไหนไม่มีผลิตภัณฑ์ของเราเลย โดยเฉลี่ยคนใช้ผลิตภัณฑ์ยูนิลีเวอร์ 3 ครั้งต่อวัน

ผลที่ดีที่สุด คือเรื่องของการซื้อซ้ำ เมื่อเราเข้าไปในบ้านของเขาได้ และยังสามารถเข้าต่อไปได้อีก ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ เราอยู่ในบ้านคนไทย 99% และ 99% ของบ้านเหล่านี้มาซื้อซ้ำ แปลว่าเราทำให้คนเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราส่งให้เขามีคุณค่าจริงๆ

 

ถึงตรงนี้แล้วหลายคนอาจจะเริ่มตั้งคำถามในใจแล้วว่า ยูนิลีเวอร์จะไปไหนต่อ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย ตอบคำถามอย่างชัดเจนว่า บริษัทมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีตำนานถึง 85 ปี เพราะฉะนั้นเป้าหมายต่อไปในอนาคตถูกวางไว้ผ่านแนวคิดว่า Unilever Thailand 2022 Growing Together หรือเราจะเติบโตไปด้วยกันกับสังคมไทย โดย Vision ที่จะขับเคลื่อนเราให้ไปต่อไปข้างหน้าคือ Foundation Pillars สามารถแบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ Purpose, People และ Performance

 “เรื่องแรกคือ Purpose แผนการเติบโตอย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์หลักๆ มีอยู่ 3 ประเด็น คือ  1.การทำให้คน 1,000 ล้านคน มีชีวิตที่ดีขึ้น 2.ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และ 3.ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ในเมืองไทยเรามีตัวอย่างหลายอันที่อยากเล่าให้ฟัง ตัวอย่างแรกก็คือ ในปี 2009 ก่อนที่ผมจะมาเมืองไทย เราพบความจริงว่า 50% ของคนผู้ใหญ่ และ 30% ในเด็ก ไม่ได้ทานอาหารเช้า เรารู้ว่าถ้าเด็กไม่ได้อาหารเช้าที่มีประโยชน์ เขาก็จะไม่มีพลังงานที่ในการเรียนหนังสือ ไม่มีพลังงานที่จะเล่น จะทำให้เขาไม่ได้เติบโตอย่างสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2009 เราจึงพยายามที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์โจ๊ก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวนูทริชั่น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มีคุณค่ากับคนไทย ซึ่งโจ๊กเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทานง่าย และเตรียมง่าย เราทำโจ๊ก School Program มาอย่างต่อเนื่องถึงปีนี้เป็นปีที่ 10 เราได้คุยกับเด็กๆ ถึง 3 ล้าน 4 แสนคนทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่ใช่ทำแค่ 1 ปี แต่เป็นการทำมาถึง 1 ทศวรรษแล้ว เป็นสิ่งที่เรา Commit มาเป็นระยะเวลานาน เพราะเราต้องการที่จะช่วยให้สังคมดีขึ้น ซึ่งปีนี้ผมก็ดีใจว่า เราจะครบรอบ 10 ปี และจะทำให้เราเข้าถึงเด็กได้ถึง 4 ล้านคน”

มร.โรเบิร์ต ยังยกตัวอย่างเพิ่มเติมในเรื่องของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมว่า มีการเปิดตัวคอมฟอร์ท อัลตร้า น้ำเดียว ซึ่งช่วยทำให้การใช้น้ำลดลงได้อย่างมาก เพราะว่าล้างแค่ครั้งเดียวก็สะอาด

“เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของ Zero Waste Company ซึ่งบริษัทเราไม่มี Waste เลยแม้แต่เปอร์เซ็นเดียว แต่ในเรื่องของ Waste นี้เป็นส่วนที่เราต้องทำงานร่วมกันระหว่างยูนิลีเวอร์ รัฐบาล และผู้สื่อข่าว เพราะตรงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการคุม Waste ที่บริษัท แต่เป็นการคุม Waste ที่ Total Cycle อันนี้เราจะพูดถึงตัวบรรจุภัณฑ์ทั้งหลายซึ่งเป็นพลาสติกที่อยู่รวมกันหลายๆ ชั้น ซึ่งรีไซเคิลแบบธรรมดาไม่ได้แต่ต้องใช้เทคโนโลยีพิเศษ เพื่อจะหาวิธีที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์รีฟิลต่างๆ รีไซเคิลได้

ทางยูนิลีเวอร์ได้เริ่มที่จะคุยกับ NGO และหน่วยงานในรัฐบาลเพื่อที่จะทำตรงนี้ให้เกิดขึ้น เราต้องการที่ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของยูนิลีเวอร์แต่เป็นเรื่องของสังคมไทย”

ส่วนในเรื่องของการทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น มร.โรเบิร์ต ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของร้านติดดาวที่มีส่วนช่วยร้านโชวห่วยพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีการต่อยอดกับสถาบันการศึกษาเป็นโครงการ The Master เพิ่มขึ้นอีกด้วย

“อีกตัวอย่างเป็นเรื่องของโครงการพี่ติมวอลล์ ที่ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ทำขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างงานให้กับคนในสังคม คนที่ตกงานเราก็ให้งานเขา เราจะสอนเขาว่าการขายไอศกรีมขายอย่างไร โครงการนี้ประสบความสำเร็จจนยูนิลีเวอร์ในประเทศอื่นๆ ได้นำไปใช้ต่อ และเป็นตัวอย่างแบบที่เรียกว่า Best in Class”

ในส่วนของ People ยูนิลีเวอร์ ก็มีชื่อเสียงในแง่ของการเป็นบริษัทที่สร้างคนขึ้นมามากมาย

“ผมเริ่มทำงานที่ยูนิลีเวอร์ในเดือนพฤษภาคม 1997 มีผู้หญิงคนหนึ่ง คือ คุณแมรี่บอกผมว่า คุณไม่ได้มีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีประวัติการทำงานที่ใช่ แต่คุณมีบางอย่างที่พิเศษในตัวคุณ คือคุณอาจทำงานได้อย่างสุดยอดมากๆ หรืออาจแย่มากๆ ก็ได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นด้านไหน แต่คุณแมรี่ก็ให้โอกาสผมได้ฝึกงานกับยูนิลีเวอร์ และเหมือนยูนิลีเวอร์กล้าที่จะลองให้โอกาสกับผม ผมไม่เคยลืมว่าโอกาสนั้นทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป

ผมทำงานกับยูนิลีเวอร์มาจะครบ 21 ปี ในเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวของผม และยูนิลีเวอร์ก็ทำแบบนี้กับทุกๆ คน

บทพิสูจน์ที่ชัดเจน ก็คือ ยูนิลีเวอร์ เป็นบริษัทที่ Employee of Choice อันดับ 1  ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มธุรกิจ FMCG หรือธุรกิจทั่วไปก็ตาม

มาถึง P สุดท้ายคือ Performance หรือผลการทำงานของบริษัท มร.โรเบิร์ต กล่าวว่า เพียงแค่ไตรมาสเดียวจากเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ยูนิลีเวอร์ได้ออกสินค้าใหม่ๆ ไปมากมาย เริ่มจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care มีการเปิดตัวซันซิลแชมพูใสใหม่ในกลุ่ม Natural  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำในเมืองไทย  ในส่วนของโดฟ Natural ก็มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น

“เราเตรียมจะ Relaunch ลักส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 4 ปี และเปิดตัวโปรดักต์ใหม่จากเทรซาเม่, พอนด์ส และเคลียร์ นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Personal Care เท่านั้น ในส่วนของ Home Care ที่เปิดตัวไปแล้วคือ Comfort Natural ที่ทำจากยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยให้กับคนไทยโดยเฉพาะ อีกสินค้าที่ผมตื่นเต้นมาก คือ ผลิตภัณฑ์ Natural จาก Food ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำด้วยคนไทย และทำให้กับคนไทยโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Natural ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีผงชูรส และลดโซเดียมลง 3% ช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น

สุดท้าย คือไอศกรีมวอลล์ เอเชียน ดีไลท์ มีทั้งหมด 6 รสใหม่ คือ ถั่วดำ ข้าวโพด ทุเรียน มะม่วงน้ำดอกไม้ กะทิ และเผือก นี่เป็นความมุ่งมั่นของเราในเรื่องที่จะนำ Performance ที่ดี”

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งหมดที่กล่าวมา มร.โรเบิร์ต ย้ำว่าสิ่งที่ต้องลงทุนเร่งด่วนมี 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือ การลงทุนในเรื่องคน เพราะจุดมุ่งหมายขององค์กร คือ คนทุกคนในบริษัทต้องได้รับการพัฒนา โดยจะมีการเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้ออกไปมีประสบการณ์ในยูนิลีเวอร์ต่างประเทศ ส่วนการลงทุนในส่วนที่ 2 คือ การซัพพอร์ตแบรนด์ โดยนำเงินมาช่วยให้แบรนด์ของเราได้มีแคมเปญต่างๆ และโปรดักต์ใหม่ๆ ออกมา

 

เมื่อถูกถามถึง Performance ของสินค้าใน 3 กลุ่มคือ Home Care, Personal Care และ Food สินค้ากลุ่มไหนมีการเติบโตดีกว่ากัน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย กล่าวว่ากลุ่ม Food and  Refreshment หรือไอศกรีม ปีที่แล้วเป็นปีที่ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายอย่างมาก โดยเฉพาะกับวอลล์ ไอศกรีม แซนด์วิช

“กลุ่มสินค้า Food ก็เป็นปีที่ดีมากๆ เช่นกัน โจ๊กคนอร์เติบโตอย่างมาก เพราะโจ๊กเป็นแบรนด์ที่มี Purpose เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ว่าการที่มีเป้าหมายทำให้แบรนด์เติบโตมาก และตอนนี้กำลังจะเปิดตัวที่เป็น Natural ของกลุ่ม Food ดังนั้นก็น่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

ในส่วนของ Personal Care ก็โตในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ผิวหน้า ซึ่งพอนด์สก็มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทำตลาดได้ดีมากๆ  ทางด้านผลิตภัณฑ์ Home Care ก็เป็นอันที่มีโอกาสที่จะทำได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมามากมาย โดยหลักๆ เราชัดเจนมากในการเป็น Growth Company”

มร.โรเบิร์ต ย้ำถึงความสำคัญของ Brand Purpose ว่าแบรนด์ที่มีเป้าหมาย จะเติบโตได้เร็วกว่าแบรนด์ที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจนมากกว่า 50% ที่สำคัญ ก็คือ บริษัทที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และยั่งยืนจะเติบโตเร็วกว่าบริษัทที่ไม่มีเป้าหมาย 2 - 3 เท่า ซึ่งเป็นสถิติจาก SME 500

“สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทมีเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งในแง่ของตัวบริษัท, พนักงาน และธุรกิจด้วย เพราะว่าผู้บริโภคสมัยนี้อยากซื้อสินค้าที่ดีกับตัวเอง และดีกับโลก ดังนั้นคุณก็จะเห็นแบรนด์ต่างๆ ของยูนิลีเวอร์ทำเรื่องนี้มากขึ้นๆ แต่ที่เห็นมันยากเพราะเวลาที่เราทำเราไม่ได้ทำแบบผิวเผิน เราไม่ได้ทำในลักษณะที่ว่าซื้อสินค้าแล้วเดี๋ยวเราบริจาคเงิน ถ้าทำแบบนั้นก็ง่าย แต่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของแบรนด์อย่างจริงๆ

Brand Purpose หรือการวางเป้าหมายเหมือนกับดาวเหนือที่จะนำพาทุกๆ อย่างที่เราจะทำขึ้นมา ยกตัวอย่าง เช่น เป้าหมายของบริษัทพอเราชัดเจนก็จะนำไปสู่เรื่องอื่นๆ เช่น เราจะจ้างคนในลักษณะไหน เราจะมีเทรนนิ่งให้คนแบบไหน เราจะรับคนแบบไหน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เราพูดถึงแค่ในบริษัทยูนิลีเวอร์ แต่เราพูดถึงชีวิตของคนทุกคน เราพูดถึงโลกใบนี้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถทำคนเดียวได้”

แม้จะเป็นบริษัทข้ามชาติ แต่ในวงการก็รู้กันดีว่ายูนิลีเวอร์ เป็นบริษัท Global ที่ Act Local และทำได้ดีเสียด้วย

“จุดที่ทำให้บริษัทยูนิลีเวอร์มีความแตกต่าง จากบริษัทอื่นก็คือ ไม่ได้เป็นบริษัท Global หรือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แบบ Multi National ที่มีแค่ออฟฟิศในเมืองไทย และนำสินค้าที่อยู่ต่างประเทศมาขาย จริงแล้วเราทำสินค้า โฆษณาการสื่อสารต่างๆ จากคนไทยฝีมือคนไทยเพื่อคนในประเทศนี้

ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกก็มีการปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นคนท้องถิ่น จึงย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้นการทำผลิตภัณฑ์โดยคนประเทศนั้นเพื่อคนในประเทศนั้นๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

มร.โรเบิร์ต ได้เล่าประสบการณ์การทำงานกับยูนิลีเวอร์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งตนเคยรับผิดชอบแบรนด์ Dove Men+Care เป็น Extension ของ Dove ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ในอเมริกา 73% ของผู้ชายไม่ได้รับการถ่ายทอดที่ถูกต้องในโฆษณาต่างๆ ผู้ชายอาจจะถูกมองว่า ทำอาหารไม่เป็น ไม่เลี้ยงลูก ดูแล้วเหมือนเป็นตัวตลกในบ้าน ซึ่งความเป็นจริงผู้ชายบางคนสามารถทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมของ Dove Men + Care คือการสร้างมุมมองใหม่ๆ ของผู้ชายว่า ผู้ชายก็สามารถเป็นพ่อบ้านได้ ผู้ชายก็สามารถทำกับข้าวได้ ทำอาหารเช้าได้ เล่นกับลูกได้ เลี้ยงลูกได้

“ตรงนี้สิ่งที่มีความพิเศษ คือ เป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังเป็นคุณพ่อด้วยเช่นกัน และได้เลี้ยงลูกจริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีความเหมือนตัวเองว่า Personal Life  และชีวิตการทำงานมันสอดคล้องกัน ตรงนั้นจึงมี Brand Charactor ส่วนหนึ่งคือตัวผมเองเกิดขึ้นมาด้วย ทำให้รู้สึกว่ามันมีพลังอยู่กับการที่คนเราจะสามารถดึงชีวิตส่วนตัว ถึงความเป็นตัวเองเข้ามาใช้ในงาน ซึ่งคนทุกคนไม่ใช่แค่เจ้านาย หรือลูกน้อง ถ้าเป็นพนักงานของบริษัท เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความต้องการมีความคิดมีชีวิตส่วนตัว มีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเองนอกงาน และถ้าเราเอาส่วนนอกงานเข้ามาใช้ในงานได้ ก็จะเป็นสิ่งที่พิเศษ แล้วทำให้เกิดพลังพิเศษขึ้นมาได้ เป็นการที่จะทำให้ดึงพลังของคนขึ้นมาได้จริงๆ ตอนนี้ก็เป็นเหมือนสูตรสำเร็จอย่างหนึ่งที่ทำให้ตัวผมเอง และ Dove Men+Care ประสบความสำเร็จมากๆ ได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ 40 - 50% แล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากๆ แบรนด์หนึ่งของยูนิลีเวอร์” 

ถึงตรงนี้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า สินค้าของยูนิลีเวอร์ในหลายๆ Categories มี Penetration Rate เกินว่า 90% หรือเกือบเต็มแล้ว ตัวอย่าง เช่น ในตลาดแชมพู ดังนั้นวิธีการสร้างการเติบโตหลังจากนี้จะทำอย่างไร

“คำถามที่ถามนี้ไม่ได้อยู่แค่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แต่เกี่ยวข้องกับทุก Categories ด้วยความที่เราเป็นเจ้าตลาดใน 7 กลุ่มสินค้าหลัก จึงเหมือนเป็นหน้าที่ของเรา ที่จะต้องทำให้ก้อนเค้กใหญ่ขึ้น หลักๆ แล้ว เราต้องทำผ่านผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และเจาะกลุ่มในแง่ของ Benefit และ Platform ใหม่ๆ กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ตรงนี้จะทำให้ Categories ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหญ่ขึ้น แล้วจะเติบโตไปได้เอง

ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ลักส์ ในปีนี้เรามีการเพิ่มเป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่เป็น Premium Hair Care มี Benefit ใหม่ โฟกัสที่น้ำหอมที่หอมมากๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นแ ละตอนนี้ก็มีวางจำหน่ายแล้ว และเป็นตัวที่ช่วยสร้างการเติบโตให้กับตลาดได้”

มาถึงประเด็นสำคัญที่ว่าจากนี้ต่อไปอะไรคือความท้าทายในการทำงาน

กับคำถามนี้ มร.โรเบิร์ต กล่าวว่า Big Challenge คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของตลาด Retail หรือร้านค้า เพราะปัจจุบันมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของร้านค้าสะดวกซื้อ, ร้านค้าใกล้บ้าน หรือว่าร้านโชวห่วยต่างๆ ที่มีความหมายกว่า และถูกจริตของผู้บริโภคในยุคนี้มากกว่า รวมถึงเรื่องของไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นแพทเทิร์นแบบเดิมๆ

“ดังนั้น ในมุมของบริษัทที่เป็น Consumer Product ก็ต้องเจอกับเขาในเวลาที่เขาต้องการ ในที่ที่เขาต้องการ ไม่ว่าที่ตรงนั้นจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือว่าร้านค้าใกล้บ้านเขาก็ตาม ผู้บริโภคในปัจจุบันมีดีมานด์ที่มากขึ้น เราต้องตามเขาให้ทัน

ความท้าทายของเราก็คือ จะตามให้ทันอย่างไร ยุคนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ทุกๆ อย่างที่เป็นเรื่องยากมารวมกันในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมีเดียที่เปลี่ยนไป คนก็ไม่ดูทีวี ร้านค้าก็เปลี่ยนไป มีช่องทางการซื้อที่มากขึ้น Consumer Behavior ก็เปลี่ยน เขาไม่ได้ใช้ในแบบเดิมแล้ว ความต้องการความชอบก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน”

กระนั้นก็ดี มร.โรเบิร์ต ก็ยังมั่นใจว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นตลาดโลกหรือประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา...

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.