34,103
VIEWS

ภาพใหญ่การลงทุน SCB เพิ่มงบแตะ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายการลงทุนสู่เทคสตาร์ทอัพทั่วโลก

May 16, 2018 S.Ammarit

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ทุกองค์กรปฏิเสธไม่ได้คือการเตรียมความพร้อมในการ Transform ตัวเองให้เข้ากับยุคดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ แต่ลำพังองค์กรเดียวไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรได้รวดเร็วและทันเวลา การสร้างองค์กรหรือการใช้เครือข่ายในการมองหาสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นในอุตสาหกรรมการเงินไปแล้ว เพราะเมื่อองค์กรใหญ่ที่มีองค์ความรู้รวมกับสตาร์ทอัพที่มีไอเดีย มีนวัตกรรม ที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ถือเป็นการสร้าง Ecosystem ซึ่ง Ecosystem นี้ก็จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธุรกิจได้มากมายมหาศาลในอนาคต

ธนาคารไทยพาณิชย์ ภายใต้การดำเนินงานของดิจิทัล เวนเจอร์ส บริษัทในเครือด้านการลงทุนและการค้นคว้านวัตกรรมการเงิน ประกาศเพิ่มงบลงทุนใน Corporate Venture Capital อีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ก้าวสู่การเป็นองค์กรเวนเจอร์แคปปิตอลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมี Scale เงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมปรับกลยุทธ์มุ่งสู่การลงทุนโดยตรงในเทคสตาร์ทอัพทั่วโลกที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี  เพื่อสร้างการพัฒนาด้านดิจิทัลให้เกิดเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่งกับไทยพาณิชย์ เพื่อสร้างการเติบโตจากนวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วโลกที่ไทยพาณิชย์กำลังค้นหา

ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Financial Officer and Chief Strategy Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารฯ ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุน รวมทั้งการร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับเวนเจอร์แคปปิตอลและสตาร์ทอัพต่างๆ ทำให้ธนาคารฯ สามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep Technology) โดยในปัจจุบันธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีเครือข่ายพันธมิตรกับสตาร์ทอัพ  ทั่วโลกกว่า 800 ราย และเวนเจอร์แคปปิตอลในต่างประเทศอีกกว่า 60 ราย จาก 29 ประเทศทั่วโลก ทำให้  ธนาคารฯ สามารถเข้าถึง และเรียนรู้นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดจากกิจการที่ได้เข้าไปลงทุน อาทิ บล็อคเชน ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งการทำงานขององค์กรธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป จากความสำเร็จที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์จึงมีความมั่นใจที่จะเพิ่มเงินลงทุนอีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,750 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท”

เส้นทางการลงทุน

โครงสร้างการลงทุนของไทยพาณิชย์แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ 1. Fund of Fund เป็นการลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งใช้เม็ดเงิน 2 ใน 3 จากเงินทุนทั้งหมด สาเหตุที่ให้น้ำหนักกับการลงทุนในกองทุนอื่น เพราะเป็นการเรียนรู้และทำให้ไทยพาณิชย์มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการมองว่าสตาร์ทอัพไหนที่น่าลงทุน 2. Direct Investment หรือการลงทุนโดยตรงผ่านสตาร์ทอัพนั้นๆ ซึ่งจากเดิมใช้เม็ดเงิน 1 ใน 3 จากเงินทุน แต่ไทยพาณิชย์จะปรับแผนการลงทุนมาโฟกัสที่ Direct Investment มากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 70-80% สาเหตุที่ปรับพอร์ทการลงทุนเพราะเชื่อว่า ใน 2 ปีที่ ไทยพาณิชย์ เรียนรู้และมีประสบการณ์ในด้านการลงทุนกับสตาร์ทอัพต่างๆ มามากพอ ทำให้ไทยพาณิชย์มีองค์ความรู้ในการคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ซึ่งโมเดลการลงทุนต่อไปของไทยพาณิชย์จะมุ่งลงทุนในเทคสตาร์ทอัพทั่วโลกมากขึ้น และ 3. การลงทุนในโครงการ Accelerate เป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีไอเดียต่อยอดไปสู่การทำจริง โดยไทยพาณิชย์ใช้เงินทุนไม่มากในส่วนนี้

“ในมุมมองของผม โอกาสของสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศนั้นต่างกัน ตรงที่สตาร์ทอัพไทยคือการไปเห็นโมเดลในต่างประเทศแล้วนำมาปรับให้เข้ากับตลาดในประเทศไทย แต่สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ในต่างประเทศ จะเริ่มจาก 0 แล้วทำเลย ซึ่งถึงแม้ไทยพาณิชย์จะเปลี่ยนการลงทุนไปโฟกัสกับสตาร์ทอัพทั่วโลกมากขึ้น แต่เราก็ยังมองหาสตาร์ทอัพที่ Made in Thailand 100% อยู่เช่นเดียวกัน”

พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานทุนองค์กร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวเสริมว่า “ในการเพิ่มงบลงทุนในครั้งนี้ ดิจิทัล เวนเจอร์สจะมุ่งเฟ้นหาบริษัทสตาร์ทอัพและเวนเจอร์แคปปิตอลจากทั่วโลกที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีหลักที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจ และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ของธนาคาร เพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าองค์กรและลูกค้าทั่วไปของธนาคาร”

“โดยเงินทุนกองแรกที่เราลงทุนไปจะเป็น Size เล็ก (1-3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เป็นส่วนใหญ่ เพื่อที่เราจะได้รู้จักกับเค้า ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดขนาดการลงทุน จะสอดคล้องกับความเชื่อมั่นในบริษัทที่เราลงทุน ใน Phase ต่อไปเราจะให้เงินลงทุนกับสตาร์ทอัพในสเกลที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ 5-10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”

โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ทั้งในเทคสตาร์ทอัพโดยตรง และลงทุนในเวนเจอร์ส แคปปิตอล ได้แก่

·        Golden Gate Ventures หนึ่งในกองทุนสตาร์ทอัพชั้นนำที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น (Early Stage)

·        Nyca Partners เวนเจอร์แคปปิตอลชั้นนำด้านฟินเทคของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวม           ความเชี่ยวชาญจากสองยักษ์ใหญ่แห่งโลกการเงินและเทคโนโลยีอย่างวอลล์สตรีทและซิลิคอนแวลลีย์

·        Dymon Asia Ventures เวนเจอร์แคปปิตอลชั้นนำของสิงคโปร์ มุ่งเน้นการลงทุนในสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคที่ทำธุรกิจแบบ B2B

·        Arbor Ventures เวนเจอร์แคปปิคอลชั้นนำด้านฟินเทคของฮ่องกง ที่มีการลงทุนครอบคลุมทั้งในเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคตะวันออกกลาง

·        Ripple บริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา โดยธนาคารไทยพาณิชย์นับเป็นสถาบันการเงินไทยแห่งแรกที่ริเริ่มลงทุน ศึกษา และทดลองการโอนเงินระหว่างประเทศบนเทคโนโลยี Blockchain

·        Pulse iD สตาร์ทอัพด้านการบริการข้อมูลเพื่อระบุพิกัดซึ่งก่อตั้งขึ้นในฮ่องกง มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชั่นเพื่อระบุตัวตนสำหรับใช้ในธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างระบบความปลอดภัยทางการเงิน การระบุตัวตนลูกค้า และการสร้างความผูกพันกับลูกค้าให้เหนือระดับยิ่งขึ้น

·        PayKey สตาร์ทอัพจากอิสราเอล ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มปฏิวัติการชำระเงินรูปแบบใหม่บนคีย์บอร์ด       ของอุปกรณ์สื่อสารที่ช่วยให้ลูกค้าธนาคารสามารถโอนเงินผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คที่หลากหลาย โดยเชื่อมโยงเข้ากับแอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งของธนาคาร

·        IndoorAtlas ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบุพิกัดตำแหน่งพื้นที่ในร่มจากฟินแลนด์ ซึ่งดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ร่วมพัฒนาในแอพพลิเคชั่น Chatuchak Guide ที่เป็นหน้าร้านออนไลน์ให้กับร้านค้าในตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำทางให้ผู้ซื้อเดินหาร้านค้าได้แม่นยำและรับข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ จากร้านค้าได้แบบเรียลไทม์

·        1QBit ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านเทคโนโลยีควอนตัมและควอนตัมคอมพิวเตอร์จากแคนาดา มีศักยภาพในการแก้ปัญหาทางธุรกิจที่มีความสำคัญสูง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน การบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ และการรักษาความปลอดภัย

“นโยบายการลงทุนของเราครั้งนี้ มุ่งเน้นในผลิตภัณฑ์และบริการ และเทคโนโลยีชั้นสูง ที่จะเข้ามาซัพพอร์ทในเรื่อง FinTech และ Infrastructure ทั้งหมด อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บล็อกเชน ความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cybersecurity) กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data / Data Analysis) และอื่นๆ ที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับบริการต่างๆ ของธนาคาร อาทิ บริการสินเชื่อ การบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจประกัน การเพิ่มเงินลงทุนเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพในการเฟ้นหาและเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับธนาคาร เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินให้แก่ลูกค้าในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้กลยุทธ์นี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ Going Upside Down หรือ ตีลังกากลับหัว ที่จะทำให้ธนาคารมีศักยภาพด้านดิจิทัล และมีโมเดลการทำงานที่เหมาะสมกับความท้าทายของโลกดิจิทัลในอนาคต สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการเงินการธนาคาร เศรษฐกิจในภาพรวม และการพัฒนาสังคมของประเทศไทยให้ก้าวทันโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร. อารักษ์ พูดเสริม

นี่คือเส้นทางการลงทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการทดลองและใช้เงินทุนไม่มากกับการเรียนรู้ในสตาร์ทอัพต่างๆ ภาพใหญ่ต่อไปคือความชัดเจนในการการขยายขอบเขตการลงทุนสู่เทคสตาร์ทอัพระดับโลก และการขยายงบลงทุน ความท้าทายต่อไปคือการค้นหาสตาร์ทอัพที่จะเข้ามาต่อยอดไทยพาณิชย์ได้อย่างไร  และจะสามารถต่อเติม Ecosystem  ของไทยพาณิชย์ ให้พัฒนาสู่องค์กรดิจิทัล ได้สมบูรณ์แบบมากแค่ไหน

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.

saf bor bulaşık deterjanı kekreyemiş tozu prox hap eco slim micro touch solo mavi serum mumiyo macunu şahmerdan gold keto tabs esila fantastik dörtlü yaz çayı orviax kaçkar ayısı balı macunu Watch HD Free Porn Watch Free HD XNXX Porn