7 เทรนด์สำคัญที่ต้องรู้ในวงการ Tech Startup

May 02, 2017 A.kanitha

เทคโนโลยีก่อเกิดการ Disrupt แล้วสตาร์ทอัพต่างๆ ก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด เรามาดู 7 เทคโนโลยีที่มาแรงในปีนี้แน่ๆ
 

Blockchain

เป็นเทคโนโลยี ด้านความปลอดภัยของข้อมูล นำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง จากปกติที่ทุกองค์กรต้องพึ่งพิงบุคคลที่สาม (centralized trusted party) มาช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยตรวจสอบความน่าเชื่อถือเวลาทำธุรกรรม  โดยเฉพาะธุรกรรมออนไลน์ ที่มักจะต้องมีคำที่ระบุว่า Secured by หรือ Protected by ตามด้วยชื่อตัวกลางใดๆ ดังนั้น Blockchain เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน  จะไม่สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้ เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนาของบล็อกเชน สามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง จึงสามารถตกลงทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างสะดวก ประหยัด และรวดเร็วมากขึ้น

 

Bitcoin

เป็นสกุลเงินบนโลกดิจิตอล ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถส่งเงินผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิตหรือกระทั่งบัญชีธนาคาร ปัจจุบันยังไม่มีสถาบันหรือองค์กรใดไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือธนาคาร สามารถมีอำนาจควบคุมหรือเอา Bitcoin ไปได้ เพราะธุรกรรมของ Bitcoin เป็นสาธารณะ ตรวจสอบได้ และถูกจัดเก็บไว้ในระบบที่เรียกว่า Blockchain สำหรับมูลค่าของ Bitcoin นั้นจะไม่ผูกติดกับเงินสกุลใดทั้งสิ้น ซึ่งคล้ายคลึงกับหุ้นหรือทรัพย์สิน มูลค่าของ Bitcoin ถูกกำหนดโดยกำลังการซื้อและกำลังการขายในช่วงเปิดตลาด ราคาของ Bitcoin จะเปลี่ยนแปลงในแบบเวลาจริงขึ้นอยู่กับความต้องการของคนซื้อหรือขาย ข้อดีของ Bitcoin คือมีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด หรือแม้กระทั่งไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยซ้ำ และสามารถทำธุรกิจออนไลน์ข้ามประเทศได้ด้วย โดยสามารถแปลงรายรับที่ได้จากสกุล Bitcoin ผ่านบัญชีธนาคาร หรือ e-Wallet บนมือถือก็ได้   

 

AI

เป็นแนวคิดที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์มีความฉลาดใกล้เคียงหรือทัดเทียมกับมนุษย์ ใช้กันครั้งแรกในวงการเทคโนโลยีของสหรัฐ เมื่อราว60ปี มาแล้ว แต่ปัจจุบันเริ่ม นำมาใช้ประโยชน์อะไรในทางธุรกิจได้แล้ว และมีความรุดหน้าอย่างมาก  สาเหตุหลักมาจากพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังขึ้นมาก และ Big Data หรือความสามารถในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลของคนจำนวนมหาศาลในอดีต จุดเด่นของ AI คือความสามารถแยกแยะและเลียนเสียง หน้า และท่าทางคนได้โดยสร้างระบบให้ AI เรียนรู้ ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะเสียง หน้า และท่าทางมหาศาลของมนุษย์ เราจะเห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีแนวหน้าของโลก ล้วนมีหน่วยวิจัยเรื่อง AI ด้วยกันทั้งนั้น เพราะจากการคาดการณ์ของ IBM ออกมาบอกว่า แต่โลกของเราในแต่ละวันมีการ Generate ดาต้า 2.5 quintillion bytes (ล้านล้านล้าน) และ 90% ของดาต้าถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน ข้อมูลสดใหม่อย่างนี้กำลังเป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆ โดยอาศัย AI วิเคราะห์เทรนด์ ความคิดความอ่าน และพฤติกรรมของผู้บริโภค 

 

Chatbot

ย่อมาจาก chat robot คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่งที่ทำงานสื่อสาร ตอบโต้กับมนุษย์ในลักษณะเหมือนการพูดคุย คล้ายกับเป็นคนคนหนึ่ง ตัวโปรแกรมมักจะรันอยู่บน server แล้วสื่อสารพูดคุยกับเรา อาจจะด้วยข้อความหรือเสียงก็ได้ผ่านช่องทางต่างๆเช่น เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมแชทต่างๆ  เหมือนอย่าง Siri ของแอปเปิล , Google Assistant, Alexa จากอะเมซอน เมื่อมีซอฟต์แวร์ที่เข้าใจภาษามนุษย์และมาช่วยตอบปัญหาให้ในช่วงต้นได้ ก็จะเป็นการลดต้นทุนของภาคธุรกิจลง ซึ่งด้วยเทคโนโลยีของโลกทุกวันนี้ Chatbot ระดับธรรมดาก็สามารถรับงานเหล่านี้มาทำได้แล้ว และหากเจองานที่ยากเกินความสามารถค่อยส่งให้พนักงานมนุษย์เข้ามารับช่วงต่อแทน บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ (Gartner) ยังได้คาดการณ์เอาไว้ว่า ในปี 2017 งานด้านบริการลูกค้า (Customer Services) จะถูกโอนไปให้ Chatbot ทำงานมากขึ้น โดยเหลือไว้เพียง 1 ใน 3 ของปริมาณงานเดิมที่ต้องการพนักงานมนุษย์เข้าไปจัดการให้

 

Augmented Reality (AR)

เป็นเทคโนโลยีที่ผสานโลกแห่งความจริง รวมเข้ากับโลกเสมือนจริงที่ถูกสร้างขึ้น โดนผ่านอุปกรณ์ต่างๆ กล้องมือถือ,คอมพิวเตอร์,แว่น โดยจะแสดงผลเหมือนจริงแบบ 3D 360 องศา ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งต่างๆ รอบตัว อย่าง Pokemon Go  ที่สร้างปรากฏการณ์เมื่อปีที่แล้วก็ใช้ AR และคาดว่าปีนี้จะมีลูกเล่น AR ออกมาเรื่อยๆ เพื่อสนองรูปแบบชีวิตของคนยุคดิจิตอล เพราะเทคโนโลยี AR  สามารถนำเอามาใช้งานหลักๆ แบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ Geospatial AR system เป็น AR ที่มีฟังก์ชันการทำงานร่วมกับระบบจีพีเอส (GPS-based AR) และ 2D AR system เป็น AR  2 มิติที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (User engagement) และกำลังได้รับความนิยมในธุรกิจค้าปลีก

 

Virtual reality (VR)

เป็นขั้นกว่าของ AR อีกที เพราะเทคโนโลยีนี้จะจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง ผ่านการรับรู้ของเราไม่ว่าจะเป็น การมองเห็น เสียง การสัมผัส หรือแม้กระทั้งกลิ่น และทำให้เราสามารถตอบสนองกับสิ่งที่จำลองนั้นได้ พูดง่ายๆ ว่า จะตัดขาดเราออกจากสถาพแวดล้อมปัจจุบันเพื่อเข้าไปสู่สภาพแวดล้อมที่จำลองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด  ไม่ได้เป็นสภาพแวดล้อมจำลองผสานรวบรวมระหว่างวัตถุเสมือนรอบตัวเราเข้ากับสภาพแวดล้อมจริงๆ ณ ขณะนั้นเหมือน AR  ผู้ใช้งานจึงมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมมากกว่า นอกจากค่ายผู้ผลิตเกมส์ แล้ว VR มีศักยภาพสูงมากในการนำมาใช้งานในหลายด้าน ทั้งด้านความบันเทิง การศึกษา การแพทย์ การโฆษณา และการท่องเที่ยว

 

Intelligent Things

เป็นจุดตัดระหว่างเทคโนโลยี  AI และ IoT ซึ่งเกิดจาก Machine Learning จนกระทั่งมีความฉลาดเหนือกว่าการทำงานตามคำสั่งที่โปรแกรมเอาไว้ และสามารถทำงานต่างๆ ได้อย่างซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น การรับรู้สิ่งสัมผัส วิเคราะห์ข้อมูล การประมวลผล คาดเดาเหตุการณ์  หาทางแก้ปัญหา สื่อสาร และโต้ตอบกับสิ่งรอบตัวและผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Drone, รถยนต์ไร้คนขับ, เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรืออื่นๆ รวมถึงการเปลี่ยนไปจากการทำงานแบบ Stand-alone ให้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ที่อยู่รายรอบได้

 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.