7,039
VIEWS

ถอดรหัสการสร้างธุรกิจ Grab จาก App เรียกTaxi สู่ Startup แสนล้าน

May 10, 2018 S.Vutikorn

Startup ชื่อดังอย่าง Grab เป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตที่รวดเร็วจนหลายคนคาดไม่ถึงระยะเวลาเพียง 6 ปี

Grab เป็นแบรนด์ Startup ที่มีมูลค่าสูงกว่า 6 พันล้านเหรียญ

Grab สามารถสร้างฐานลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้สูงถึงวันละ 6 ล้านเที่ยว

Grab สามารถเชิญชวนให้คนในอาเซียนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้มากกว่า100 ล้านครั้ง

ปัจจุบันนี้ Grab เป็น Startup ที่ให้บริการด้านระบบขนส่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอาเซียน โดยเปิดให้บริการในเมืองใหญ่ๆ แล้วถึง 209 เมืองใน 8 ประเทศ

ต้องบอกว่า ความสำเร็จของ Grab นั้นมาจากการกระโดดลงในธุรกิจที่มี Scale ขนาดใหญ่ และสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วอย่างธุรกิจขนส่งนั่นเอง

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการทำธุรกิจ Grab ค่อยๆ ขยับขยายการให้บริการไปทีละนิดๆ โดยยังคงรักษา Core Business ของตนเองไว้ได้เป็นอย่างดี

 

ในประเทศไทย Grab ถือเป็นอีกหนึ่ง Platform ยอดนิยมที่คนไทยนิยมโหลดมาใช้ในงาน โดยเเฉพาะกับคนเมือง เหตุผลก็เพราะว่าGrab มีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการในหลายมิติถ้ามองในมุมการสร้างแบรนด์ Grab ในไทยจนถึงวันนี้เรียกว่า Grab ได้เดินทางมาสู่การผลัดใบครั้งที่ 3 แล้ว

 

เริ่มธุรกิจจาก “ส่งคน”

Grab เริ่มเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี 2013 โดยเริ่มจากบริการขนส่งผู้โดยสารอย่าง Grab Taxi

จากปัญหาในการเรียกใช้งานรถสาธารณะของประเทศไทยที่สะสมมานานก็ทำให้Grab กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมขึ้นมาแบบข้ามคืนทันที

Transport Solution จึงกลายเป็นกระดูกสันหลังของGrab ที่คนไทยจดจำเสมอมา

 

ทุกวันนี้Grab มีการเปิดให้บริการในประเทศไทยแล้วถึง16 จังหวัดซึ่งทางGrab เองก็วางแผนที่จะเปิดให้บริการครบ20 จังหวัดในปีนี้โดยเมืองที่17, 18 ซึ่งGrab เตรียมเปิดให้บริการเพิ่มเติมจากนี้ก็คือหัวหินและบุรีรัมย์

 

โดยปัจจุบันGrab มีให้บริการหลายรูปแบบทั้งรถ4 ล้อไม่ว่าจะเป็นGrab Taxi, Grab Car,  Grab XL, Grab Rent,Grab RodDeang เชียงใหม่ไปจนถึงรถมอเตอร์ไซด์อย่าง GrabBike (Win)

 

จาก “ส่งคน” สู่ “ส่งของ”

 การผลัดใบครั้งที่ 2 ของ Grab นั้น คือ Grab ขยายการให้บริการก็คือ Delivery Solution หรือบริการส่งของด้วยการเปิดให้บริการ Grab Delivery

 ธนินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่แกร็บประเทศไทย อธิบายว่า การได้รับความนิยมของ Grab มาจากคำว่า ปลอดภัยเพราะระบบการให้บริการของ Grab นั้นสามารถ Tracking ตำแหน่งของรถได้ตลอดเวลา ทำให้ผู้โดยสารเกิดความอุ่นใจ ซึ่งเมื่อ Grab ขยายธุรกิจมาสู่ Delivery Solution เรื่องของความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าจึงถูกส่งต่อมายังบริการใหม่นี้ด้วย

เพราะที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มักจะไม่สบายใจเวลาที่ต้องเรียกใช้พนักงานส่งของที่ตรวจสอบไม่ได้ เช่น วินมอเตอร์ไซค์

เมื่อเป็นเช่นนี้ งานบริการทั้งส่งคนและส่งของของ Grab จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

 

ต่อยอดสู่การ “ส่งอาหาร”

ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าธุรกิจที่ Grab เลือกเปิดให้บริการในแต่ละเมืองนั้นล้วนแล้วแต่เป็นงานบริการที่มีความต้องการสูงทั้งสิ้น เพราะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนเมือง

ปลายปีที่ผ่านมา Grab เริ่มมีการทดลองให้บริการใหม่ที่เรียกว่า Grab Food หรือบริการส่งอาหารถึงที่ผ่านพาร์ทเนอร์ของGrab Bike ที่ให้บริการอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ถือเป็นการเติมเต็มในส่วนของ Delivery Solutionได้เป็นอย่างดี

หลังจากทดลองได้ 6 เดือน Grab ก็ตัดสินใจเปิดให้บริการ Grab Food อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 พฤษภาคม

โดยในระยะแรกของการให้บริการ Grab Food จะบริการส่งอาหารจากร้านอาหารที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจำนวน4,000 ร้าน โดยลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากตำแหน่งที่เรียกใช้งานได้ในรัศมี 5 กิโลเมตร

การกำหนดรัศมีการให้บริการอยู่ที่ระยะ 5 กิโลเมตร รอบตัวนั้นเหตุผลมาจาก Grab ต้องการให้ส่งอาหารให้ได้เร็วที่สุดนั่นเอง โดยในช่วงเปิดตัว Grab จะให้บริการฟรีไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นจะมีการคิดค่าบริการตามระยะทางโดยเริ่มต้นที่10 บาท

ธนินทร์ กล่าวย้ำว่า การเปิดให้บริการ Grab Food ครั้งนี้ถือเป็นการเติมเต็ม Ecosystem ของ Grab ที่ Win-Win-Win

ข้อดีของผู้บริโภคคือ สามารถสั่งอาหารจากมือถือได้เลย ส่วนพาร์ทเนอร์หรือคนขับ Grab ก็มีโอกาสในการเพิ่มรายได้มากขึ้น เพราะสามารถรับงานได้ทั้ง 3 ขา คือ ส่งคน, ส่งของ และส่งอาหาร ส่วนร้านอาหารก็จะได้อะไรที่มากกว่าการขายหน้าร้าน เพราะสามารถรับOnline Order ซึ่งเป็นช่องทางการขายใหม่

จากการทดลองเปิดให้ใช้บริการอย่างไม่เป็นทางการ ก็พบว่า ในช่วง6 เดือนที่ผ่านมา มีคนทดลองใช้บริการ Grab Food เพิ่มขึ้นถึง 440%

 

Unmet Need หาความต้องการซ่อนเร้นให้เจอ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสำเร็จของ Platform ทางด้าน Transpotation อย่าง Grab นั้นสาเหตุที่เติบโตได้เร็วขนาดนี้ ก็เพราะว่าสามารถหา Pain Point ของระบบธุรกิจเดิมที่มีปัญหาและสืบเสาะไปจนเจอที่มาของปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการซ่อนเร้นมานาน

ที่ผ่านมา คนกรุงเทพส่วนใหญ่มักจะต้องผจญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดตลอดทั้งวัน แถมยังต้องมาเจอกับปัญหาที่ไร้สาระอย่างการเรียกใช้รถสาธารณะอย่าง Taxi แล้วถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเดิมคนจึงหันมาใช้บริการทันทีทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงบริการดังกล่าวนี้ยังขัดแย้งกับกฎหมายก็ตาม

แต่ผู้บริโภคก็ไม่สนเพราะถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถูกใจกว่า

 

Accessibility อีกหัวใจของความสำเร็จ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Grab มาถึงทุกวันนี้ได้ก็คือ เรื่องของ Accessibility หรือการเข้าถึงที่ง่าย

เข้าถึงนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. ส่วนของลูกค้าที่ใช้งานได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอพพลิเคชั่น

2. ในส่วนของที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์หรือคนขับรถให้บริการ

ด้วยโมเดลธุรกิจของ Grab นั้นเป็น Sharing Economy ทำให้คนทั่วไปที่มีทรัพย์สินของตนเองสามารถนำเอาทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, รถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้งานอยู่มาสร้างรายได้จากการให้บริการขนส่งผ่าน Digital Platform ได้แบบง่ายๆ

เพราะการมาขับรถให้ Grab เจ้าของรถสามารถเลือกเวลาที่จะทำงานได้เลือกช่วงเวลาที่จะทำหรือเลือกวันที่จะหยุดพักได้เพราะรายได้ของผู้ขับมาจากการให้บริการไม่ใช่เงินเดือนประจำ

ดังนั้น Sharing Economy ในลักษณะนี้เราจะเห็นคนที่เข้ามาขับรถมีทั้งแบบที่ตั้งใจทำประจำและแบบทำเป็นงานพาร์ทไทม์เพื่อหารายได้เสริมซึ่ง Grab เรียกคนกลุ่มนี้ว่า Micro Entrepreneur และพยายามทำทุกอย่างให้คนกลุ่มนี้เข้ามาสู่ Community ของ Grab ได้ง่ายที่สุด

Every Day Apps for Everyone

 

แม้ว่า Brand Purpose ของ Grab ในยุคเริ่มต้นนั้นจะโฟกัสไปที่ระบบขนส่งคือ พาผู้โดยสารเดินทางจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งแต่ปัจจุบันนี้รูปแบบธุรกิจของ Grab มีการขยายตัวไปอย่างมากมายทั้งต่อยอดและต่อข้าง

ในสิงคโปร์ Grab เริ่มมีการให้บริการรถบัสหรือแม้แต่จักรยานเช่าแล้ว

ในอินโดนีเซีย Grab ก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเริ่มต้นธุรกิจประกัน

เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า Grab ได้เปลี่ยน Brand Purpose ใหม่แล้ว คือเปลี่ยนจาก Transport Solution ไปสู่การสร้าง Smart City หรือเมืองอัจฉริยะ

          

เป้าหมายสูงสุดของ Grab ในปัจจุบันนี้ก็คือ เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับคนในเมืองใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่าน Application เดียวไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การชำระเงินแบบไร้เงินสด และบริการทางการเงินสำหรับผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในแอพพลิเคชั่นเดียว

ยกตัวอย่าง เช่น การใช้บริการแกร็บคาร์เพื่อเดินทางไปทำงาน สั่งอาหารเช้าพร้อมรับประทานอย่างสะดวกสบายที่บริษัทด้วยแกร็บฟู้ด ไปประชุมนอกบริษัทด้วยความรวดเร็วด้วยแกร็บไบค์ (วินมอเตอร์ไซค์) และส่งของขวัญให้คนที่รักด้วยแกร็บไบค์ (รับส่งพัสดุ เอกสาร)

 

พูดง่ายๆ ก็คือ Grab อยากไปให้ถึงขั้นที่เรียกว่า Every Day Apps for Everyone

 

ถ้าดูจากการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า Grab บรรลุภารกิจหลักไปแล้ว 2 ภารกิจ คือ

1. Safety สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานทุกคน

2. Accessibility For All พัฒนาระบบให้ทุกส่วนเข้าถึงได้ง่าย

ภารกิจที่ 3 ที่ Grab กำลังเร่งทำในขณะนี้ ก็คือ Community หรือการสร้างชุมชนของผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์ของ Grab ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากกิจกรรมหรือบริการใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามา

ทั้งหมดนี้คือ Step การทำธุรกิจของ Grab ที่ Startup ในประเทศไทยควรศึกษา

 

IT

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.