11,886
VIEWS

เปิดตลาดค้าปลีกอาเซียน ใครคือผู้เล่นหลักในตลาดนี้

May 07, 2018 R.Somboon

อาเซียน เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คาดว่าภายในปี 2020 จะมีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณการว่า ภายในปี 2020 นี้ จะมีประชากร 60 ล้านคนในภูมิภาคที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นผู้บริโภค เป็นกลุ่มซึ่งมีอำนาจในการจับจ่ายสินค้านอกเหนือจากสินค้าจำเป็นพื้นฐานครั้งแรก สำหรับประเทศไทย ชนชั้นผู้บริโภคจะมีจำนวนมากขึ้นอีก 9 ล้านคน รวมเป็น 35 ล้านคน จะทำให้เกิดการใช้จ่ายมูลค่า 2.73 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2020 (ข้อมูลจาก เอคเซนเชอร์ บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ การบริหารเทคโนโลยีและบริการเอาท์ซอร์สชั้นนำของโลก

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในเรื่องของรายได้ที่จะผลักดันให้เกิดการขยายตัวของ สังคมเมือง หรือ Urbanization กลายเป็นโอกาสทางการตลาดชั้นดีให้กับธุรกิจค้าปลีกของอาเซียนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างตามมา 

โดยเฉพาะกับการเข้ามาเล่นกับเทรนด์การขยายตัวของชนชั้นบริโภคที่มีกลุ่มมิดเดิ้ล คลาส หรือชนชั้นกลาง และกลุ่มที่เรียกว่า Affluent ที่จะเข้ามาผลักดันให้เกิดการยกระดับของค้าปลีกที่ไม่ใช่แค่เพียงการขายสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน แต่เป็นการตอบสนองในเรื่อง ของ Taste & Style หรือการก้าวไปสู่การขายความเป็นพรีเมียม และลักชัวรี่ ซึ่งจะเป็นทิศทางที่ค้าปลีกของหลายๆ ประเทศในกลุ่มเออีซีกำลังจะมุ่งไปนั่นเอง

 

ผู้เล่นหลักในตลาดค้าปลีกอาเซียน

 

1.กลุ่มเซ็นทรัล

เป็นกลุ่มค้าปลีกอันดับต้นๆ ที่ทำธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ค้าปลีก ศูนย์การค้า และเป็นซัพพลายเออร์ที่นำสินค้าเข้ามาขายเอง โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลมีจำนวนร้านค้าปลีกในเครือรวม 4,970 แห่ง ครอบคลุม 38 จังหวัดทั่วประเทศ ภายในปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัลจะมีร้านค้าปลีกในเครือเพิ่มขึ้นเป็น 7,509 แห่ง ครอบคลุม 52 จังหวัดทั่วประเทศ ทิศทางการเติบโตของธุรกิจกำลังมุ่งไปที่การออกไปเติบโตในต่างจังหวัด ซึ่งมีโอกาสทางการตลาดมหาศาลเปิดรออยู่ ทำให้สัดส่วนของยอดขายในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะเปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อ 5 ปีก่อน ที่สัดส่วนยอดขายระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะอยู่ที่ 80:20 เปลี่ยนเป็น 54:46 ในปัจจุบัน และจะเปลี่ยนเป็น 40:60 ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ส่วนในต่างประเทศนั้น กลุ่มเซ็นทรัล มีธุรกิจค้าปลีกอยู่ 5 กลุ่มในประเทศเวียดนาม คือ

1.ธุรกิจศูนย์การค้า 31 แห่งภายใต้ชื่อบิ๊กซี

2.ธุรกิจฟู้ด รีเทล 59 แห่ง ภายใต้ชื่อบิ๊กซี และลานชีมาร์ท

3.ธุรกิจแฟชั่น 49 แห่ง ในชื่อ โรบินส์ เดลาลา ซูเปอร์สปอร์ต และมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์

4.ธุรกิจฮาร์ดไลน์ 78 แห่ง ภายใต้ชื่อเหงียนคิม และบีทูเอส

5.ธุรกิจออนไลน์ 3 แพลตฟอร์ม เว็บไซต์ NguyenKim.vn Robins.vn และ B2S.com.vn 

 

ภายใน 5 ปีข้างหน้า คือปี 2565 กลุ่มเซ็นทรัล จะมีร้านค้าปลีกทั้งหมดกว่า 753 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่ขาย 2,500,000 ตร..ใน 57 จังหวัดทั่วประเทศเวียดนาม จากปัจจุบันที่มีอยู่ 217 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 700,000 ตร..ใน 37 จังหวัด

ส่วนในยุโรป ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตของยอดขายอยู่ที่ 24% มาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คือ ลารีนาเซนเต ประเทศอิตาลี อิลลุม เดนมาร์ก และห้างสรรพสินค้าในกลุ่มคาเดเว ในประเทศเยอรมนี 

ความน่าสนใจของการรุกตลาดในปีนี้นั้น น่าจะอยู่ที่การทรานส์ฟอร์มองค์กร ไปสู่การเป็น “นิวเซ็นทรัล นิวอีโคโนมี่” เพื่อครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัล – ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ถูกลงรายละเอียดในการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากการร่วมทุนกว่า 17,500 ล้านบาท กับกลุ่ม JD.com ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ตั้ง เจดี เซ็นทรัล สร้างมาร์เก็ตเพลส แห่งใหม่ในชื่อ JD.co.th เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัล ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาส 2 ของปีนี้ 

เป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัลในปีนี้ ถูกวางไว้น่าสนใจไม่น้อย เพราะต้องการมีตัวเลขการเติบโตของรายได้ที่ 14% หรือมีตัวเลขยอดขายรวม 397,308 ล้านบาท 

การบรรลุเป้าหมายในการเติบโตของยอดขายในปีนี้นั้น กลุ่มเซ็นทรัลยังคงยึด 3 ยุทธศาสตร์หลักในการดำเนินธุรกิจที่ถูกใช้มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ

1.มุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกไลฟ์สไตล์ – บริการ (Lifestyle & Service Retailing)

2.การขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

3.เสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจด้วยการร่วมมือกับพันธมิตร และการควบรวมกิจการ 

ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้ยอดขายของกลุ่มเซ็นทรัลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมาด้วยตัวเลขเฉลี่ยถึง 11% โดยในปีนี้จะมีการใช้เงินลงทุน 47,500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 27.8% จากปี 2560) ซึ่งจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้กลุ่มเซ็นทรัลบรรลุเป้าหมายการทำยอดขายเกือบ 4 แสนล้านบาท พร้อมๆ กับการทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่ New Central อย่างเต็มรูปแบบ.....

 

2.เอสเอ็ม ฟิลิปินส์

หากพูดถึงกลุ่มทุนค้าปลีกในอาเซียนแล้ว ไม่สามารถข้ามชื่อของเอสเอ็มแห่งประเทศฟิลิปปินส์ไปได้ เอสเอ็ม (SM) เป็นตัวย่อของร้านขายรองเท้าที่มีชื่อว่า Shoe Mart (SM) เป็นธุรกิจดั้งเดิมของ มร.เฮนรี่ ไซ ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่มีทั้งบริษัทพัฒนาที่ดิน ธนาคาร ค้าปลีก เหมืองแร่ โรงแรม บริการสุขภาพ โดยเป็นเจ้าของเครือข่ายห้างค้าปลีกและธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศตากาล็อก จนมิสเตอร์ไซ ได้รับฉายาว่า "ราชาค้าปลีก" ของประเทศฟิลิปปินส์ไปแล้ว 

มร.เฮนรี่ ไซ เป็นเจ้าของบริษัท เอสเอ็ม ไพรม์ เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศฟิลิปปินส์ และมีห้างสรรพสินค้าชื่อ เอสเอ็มมอลล์ 33 แห่ง รวมทั้งเอสเอ็ม ซิตี้ นอร์ท อีดีเอสเอ ศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์มีพื้นที่ให้เช่า 482,878 ตารางเมตร รวมถึงห้างมอลล์ออฟเอเชีย อันดับ 2 ในฟิลิปปินส์ และเคลมว่าเป็นอันดับ 4 ของโลก...

3. พาร์คสัน มาเลเซีย

พาร์คสัน เป็นห้างสรรพสินค้าเบอร์ 1 ของกลุ่มไลอ้อน กรุ๊ป กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภคของมาเลเซีย ถือกำเนิดเมื่อปี 1987 ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั่วมาเลเซียประมาณ 38 แห่ง โดยจะรุกตลาดผ่าน 3 แบรนด์หลักที่แบ่งกลุ่มลูกค้าแต่ละเซ็กเม้นต์อย่างชัดเจน ไล่ตั้งแต่ พาร์คสัน แกรนด์ จับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง พาร์คสัน เวียร์ เป็นลูกค้าระดับพรีเมียม และพาร์คสัน อีลีท ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่ นอกจากนี้ยังเข้าไปบริหารศูนย์การค้า พาวิลเลียน เคแอล และซูเรีย เคแอล ของปิโตนาสอีกด้วย

ส่วนการรุกขยายสาขาออกไปในอาเซียนนั้น พาร์คสันเป็นรายแรกที่รุกเข้าไปเปิดห้างสรรพสินค้าในเวียดนามเมื่อปี 2005 ปัจจุบันมี 6 สาขาในโฮจิมินห์ ซิตี้ 4 สาขา ฮานอย และไฮฟอง อย่างละ 1 สาขา นอกจากนี้ยังมีการขยายสาขาออกไปยังกัมพูชา เมื่อปี 2010 และอินโดนีเซีย ในปี 2013 พร้อมกับมีแผนที่จะเปิดสาขาให้ครบ 4 แห่ง เช่นเดียวกับในประเทศเมียนมาที่เพิ่งเริ่มเข้าไปทำตลาดผ่านโมเดลของการร่วมทุนกับกลุ่ม Yoma Strategic Holdings และ First Myanmar Investment โดยพาร์คสันจะถือหุ้นในสัดส่วน 70% เปิดศูนย์การค้าแห่งแรกในย่างกุ้ง

นอกจากนี้ยังมีสาขาในประเทศจีน รวมถึงแฟลกชิพสโตร์อีก 2 แห่ง โดยเข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 1994 และตัวพาร์คสันเองก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายปี 2559  พาร์คสัน ซึ่งมีสาขาใน 5 ประเทศ คือ มาเลเซีย จีน เมียนมา อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่เริ่มรุกทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2548 หรือ 13 ปีก่อน จนปัจจุบันมีห้างสรรพสินค้า 9 สาขา กำลังทยอยปิดสาขาในกรุงฮานอยของเวียดนาม หลังทำยอดขายต่ำกว่าเป้าอย่างต่อเนื่อง โดยพาร์คสันได้ประกาศปิดสาขาพาร์คสัน เวียด ทาวเวอร์ ที่มีพื้นที่ 11,000 ตร.. หลังจากเปิดบริการมานาน 8 ปี ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นการปิดสาขาครั้งที่ 3 ในเวียดนาม และสาขาสุดท้ายในกรุงฮานอยของพาร์คสัน ...

4.กลุ่มอิออน

แม้จะเป็นกลุ่มทุนค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่น แต่อิออนก็มีบทบาทในฐานะของการเป็น 1 ในผู้เล่นที่เข้ามาขับเคลื่อนตลาดค้าปลีกของเออีซี เพราะหลังจากการเข้าเทกโอเวอร์จัสโก้แล้ว อิออน ก็วางให้ภูมิภาคอาเซียน เป็นตลาดเป้าหมายของพวกเขา เพราะถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดีจากกำลังซื้อของคนในอาเซียนที่มีมากถึงกว่า 600 ล้านคน

อิออน มีโมเดลค้าปลีกที่ใช้ในการรุกตลาดทั้งตัว อิออน มอลล์ ที่เป็นศูนย์การค้า และตัวซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้แบรนด์แม็กแวลู่ โดยมีการลงทุนเปิดอิออน มอลล์ ในกัมพูชา เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ส่วนแม็กซ์แวลู ติด 1 ใน 3 ของค้าปลีกที่เป็นฟู้ดในประเทศมาเลเซีย ส่วนในบ้านเราก็กำลังเดินหน้าขยายสาขาอย่างเต็มตัว 

 

5.ทาคาชิมาย่า

ห้างหรูระดับลักชัวรี่ของญี่ปุ่น กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดค้าปลีกอาเซียน ตามเทรนด์การเติบโตของธุรกิจค้าปลีกที่กำลังมุ่งไปสู่ Retail 3.0 หรือค้าปลีกระดับลักชัวรี่ โดยหลังจากเปิดสาขาในประเทศสิงคโปร์ ห้างหรูแบรนด์นี้ ก็เข้ามาลงทุนในไทยและร่วมเป็น 1 ในแมกเน็ตของโครงการดิไอคอนสยาม นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามอีกด้วย

ล้อมกรอบ 

จาก Retail 1.0   สู่ Retail 4.0

ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ นักวิชาการค้าปลีก และผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย  ให้นิยามของตลาดค้าปลีกว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 

Retail 1.0 เป็นค้าปลีกที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภคที่ขายสินค้าในชีวิตประจำวันเป็นหลัก

Retail 2.0 เป็นตลาดค้าปลีกที่ถูกยกระดับไปสู่ความเป็นพรีเมียมที่ผู้บริโภคต้องการตอบโจทย์ด้านรสนิยมและสไตล์ของผู้บริโภค 

Retail 3.0 ก้าวสู่ยุคของลักชัวรี่ ที่ตอบโจทย์ลูกค้า Affluence ที่ต้องการสะท้อนรสนิยมของตัวเองออกมา

Retail 4.0 เป็นภาพของค้าปลีกในปัจจุบันที่มีการผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ เป็น Omni Channel แบบเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างลงตัว

 

ผู้บริโภค 3 กลุ่มหลักในอาเซียนที่มีการเติบโตสูง

1.Middle Class ประชากร 60 ล้านคน กำลังก้าวขึ้นไปเป็นคนชั้นกลางที่มีกำลังในการจับจ่ายมากขึ้น 

2. Affluent คนอาเซียน 37 ล้านคน กำลังก้าวขึ้นไปเป็นเศรษฐีใหม่ที่มีกำลังซื้อพร้อมจะจ่าย

3.เมือง เป้าหมายใหม่การขยายตัวของ Urbanization จะเป็นแรกผลักดันสำคัญให้ค้าปลีกในอาเซียนเติบโตสุดๆ 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.