16,992
VIEWS

เต่าเหยียบโลก กับกลยุทธ์เต่าเดินช้า แต่เต่าไม่เคยหยุดเดิน

Apr 23, 2018 S.Worapol

หลายสิบปีก่อนคงคุ้นหูกันบ้างกับสินค้าแบรนด์ไทย ในหมวดผงระงับกลิ่นกาย เพราะชื่อของ “เต่าเหยียบโลก” ไปปรากฏอยู่ในห้องโต๊ะเครื่องแป้งของเว็บไซต์ชื่อดังอย่างพันทิป ที่ได้มีการรีวิวถึงสรรพคุณต่างๆ นานา เต่าเหยียบโลกแบรนด์ไทยที่แสนจะธรรมดาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

มาถึง พ.ศ นี้ คงน้อยคนที่ไม่รู้จักแบรนด์ เต่าเหยียบโลก เพราะความสำเร็จทั้งในแง่ของยอดขาย และภาพลักษณ์ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ Global Brand หลายๆ เจ้า ทำให้เต่ากำลังจะเหยียบโลกใบนี้จริงๆ 

แต่กว่าจะที่เต่าจะเหยียบโลกได้นั้นก็ต้องผ่านเส้นทาง ผ่านอุปสรรคต่างๆ มามากมาย ไม่ใช่แค่มีศาสตร์ในการคิดค้นสินค้าแล้วจะประสบความสำเร็จได้ การจะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ยอมรับจากสังคม และผู้บริโภคนั้น ต้องใช้ความพยายามพอสมควร

การใช้เวลาในช่วงที่เป็นลูกน้องร้านขายยา ซึ่งเป็นร้านยาจีน สั่งสมวิชาความรู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยาโบราณคลุกคลีอยู่กับวงการยาจีนโบราณประมาณ 20 ปี จนมีความเชี่ยวชาญ ได้รับใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรโบราณของ คุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ประธานบริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด ผู้บริหารรุ่นแรก ก่อนที่จะเข้าสู่การทำธุรกิจผงระงับกลิ่นกายตราเต่าเหยียบโลก อย่างจริงจัง

 

ก่อนที่ทายาทรุ่นที่ 2 จะเข้ามากุมบังเหียนบริหารงานต่ออย่างจริงจัง โดยเราได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ และ คุณแคทริยา จันทิพย์วงษ์ ผู้บริหาร Gen 2 ของเต่าเหยียบโลก ทั้ง 2 ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับธุรกิจ รวมถึงแนวทางการเติบโตของเต่าเหยียบโลกไว้อย่างน่าสนใจ ลองอ่านกันเลยครับ

Q: วิธีคิดของทีมงานแบรนด์เต่าเหยียบโลก ในการที่จะทำตลาดที่จะให้แบรนด์สามารถชนะกับ Inter Brand หรือ Global Brand ได้ มีวิธีคิดยังไง ?
A: วิธีคิดคือ เริ่มแรก เราแก้ปัญหาจากจุดอ่อนของเราก่อน จากที่ตอนแรกที่ได้เริ่มเข้ามาพัฒนาแบรนด์ ดูในของจุดอ่อนของเราก่อนว่าอยู่ตรงไหน พบว่ามี 2 อย่างหลักๆ คือ เรื่องของการทำการตลาดที่เราไม่เคยทำอะไรเลย ก็คือปกติจะเน้นคุณภาพให้ดีที่สุด แล้วก็นำไปขายตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านเสริมสวย ร้านขายเครื่องสำอาง

อีกส่วนหนึ่งที่มีปัญหา ก็คือ ในเรื่องของช่องทางที่ลูกค้าหาซื้อสินค้าไม่ได้ ส่วนมากก็จะบอกกันมาว่าสินค้าใช้ดีมาก แต่หาซื้อไม่ได้ เราก็เลยแก้ปัญหาจุดอ่อนของเราก่อนทั้ง 2 จุด

อันดับแรก ก็คือ เข้า Modern Trade อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น พอเข้าได้ Modern Trade ที่อื่นก็เข้าต่อมาได้ง่ายขึ้น เพราะเขาเห็นยอดขายที่เติบโต ก็มีหลายๆ เจ้า ติดต่อผ่านเรามาเองว่าอยากได้สินค้าของเราไปจัดจำหน่าย

ล่าสุดก็เป็น EVEANDBOY ที่ติดต่อมาเองเลยว่าเขาอยากสั่ง อยากขายสินค้าของเรานะ ซึ่งตอนนี้เราสามารถแก้ปัญหาได้แล้วในระดับหนึ่ง เรื่องของช่องทางตอนนี้เราขาย Modern Trade ได้แทบทุกที่

ส่วนเรื่องของการทำ Marketing ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ ครั้งแรกที่นำสินค้าเข้าไปในเซเว่น ก็บอกป๊าว่าอยากทำการตลาดครั้งแรก ซึ่งเราก็มีทำการตลาดหลายๆ อย่าง โดยเมื่อก่อนสิ่งที่เราทำมาประจำก็คือในส่วนของการแจกสินค้าตัวอย่าง

แต่ก่อนที่ทำก็จะเน้นแจกสินค้าตัวอย่าง ด้วยความที่ว่าเพียงแค่ครั้งเดียวที่เขาได้ลองใช้สินค้า ก็จะติดใจแน่นอน ก็เลยยึดตัวนี้เป็นหลัก หลังจากนั้นก็ทำโฆษณาอย่างอื่น

ปีแรกก็จะมีส่วนของการลงนิตยสาร ตอนนั้นช่วงนั้นยังบูมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทีวีพูล สไปซี่ สตาร์นิวส์ เราก็มีลงในส่วนของวิทยุ แล้วก็ออก Road Show แจกสินค้าตัวอย่าง

หลังจากนั้นก็เริ่มมีการทำ TVC เพิ่มขึ้นมา ช่วงหลังก็เน้นโปรโมททาง Facebook เป็นหลัก คนดูก็พูดถึงกันเยอะ อารมณ์ประมาณว่า แบรนด์บ้านๆ ธรรมดา แต่หลายอย่างไม่ธรรมดาเลย

ปีนี้ก็จะลงหนักมากขึ้นในส่วนของฟรีทีวีด้วย ช่อง 3, ช่อง 7, ช่อง 8 , Workpoint ต่างๆ ก็คือแบบลงให้ Mass ขึ้น เพราะว่าตอนนี้ปัญหาอีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาของเราก็คือ ตลาดต่างจังหวัด ยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่

กลับกันจากปกติที่คนภายนอกจะคิดว่าเต่าเหยียบโลกดังจากต่างจังหวัดมาก่อน แต่ไม่ใช่ ความจริงเราดังจากกรุงเทพฯ ปริมณฑล เพราะว่าดังจากในอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์พันทิป เป็นที่พูดถึงกันเยอะมาก ซึ่งปีนี้เราก็จะลงส่งไปให้มันแมสมากขึ้น ใน Facebook แล้วก็เราเลือกที่จะเจาะโดยเฉพาะก็จะเป็นในส่วนของการไป Road Show แจกสินค้าตัวอย่างตามโรงเรียน

มีหลายข้อมูลที่น่าประหลาดใจเพราะเราถามจริงๆ กับนักเรียนที่ไปจัดกิจกรรม พบว่า มีคนรู้จักสินค้าประมาณครึ่งๆ เลยนะ แล้วก็มีคนใช้เยอะมาก คนที่ใช้จริงๆ ก็จะเป็นผู้หญิง

แล้วหลักๆ ที่เขาใช้เพราะอย่างแรก ก็คือ แม่แนะนำให้ใช้ ส่วนอย่างที่ 2  ก็คือรีวิวในอินเตอร์เน็ตที่พูดถึงกัน ซึ่งจะบอกว่าเด็กๆ จริงๆ ใช้เยอะมาก โดยตอนนี้เราก็พยายามไปให้แมสมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ต่อไปก็คือ พยายามจะไปต่างจังหวัดให้มากขึ้นเพราะส่วนมากเราจะทำการตลาดในกรุงเทพฯ ปริมณฑลมากกว่า

Q: อันนี้เป็นในแง่ของ Marketing แล้วในแง่ของช่องทาง เราไปแมสหรือยัง?

A: ถ้าช่องทางเนี่ย ตอนนี้ Modern Trade ไปทุกที่ทั่วประเทศ แต่ถ้าเป็น Traditional Trade ก็จะไปที่ตามอำเภอ ตามจังหวัดใหม่ๆ ที่เรากำลังบุกกันอยู่

Q: จริงๆ แล้วเห็นพี่พูดถึงเซเว่น ตอนที่เราเข้าไปตอนแรกมันมีอุปสรรคอะไรไหมครับ ในฐานะที่เป็นแบรนด์ไทยด้วย แล้วก็เขาเห็น Potential อะไรของเราบางอย่างหรือเปล่าครับ ?

A: ถ้าเป็นอุปสรรคในช่วงของการที่จะเข้าไป มันยากเหมือนกันครับ แต่ว่าของเรามีโอกาสที่ดีก็คือ เขาติดต่อมาเองก่อน ตั้งแต่ตอนปี 52 ที่เขาติดต่อมาเอง ตอนนั้นบูมมากในอินเตอร์เน็ต แล้วเราไปติดต่ออีกครั้งนึง ก็คือเขายังมีความรู้สึกว่า เขายังสนใจสินค้าเราอยู่นะ พอเราไปติดต่ออีกครั้ง เราก็เตรียมเปลี่ยน Packaging, รีแบรนด์ใหม่ คือแบบเปลี่ยนให้มันดูทันสมัยมากขึ้น แล้วก็มีการทำการตลาดเพราะว่าเราจะไม่รอให้เขามาถามว่า คุณมีการทำ Marketing อะไรหรือเปล่า

หลักๆ ผมว่า แบรนด์ไทยหลายๆ แบรนด์อาจจะคิดแบบว่า ทำสินค้าให้มันดี ให้มันสวยไว้ก่อน แล้วไปเสนอ แต่อาจจไม่มีแผนการตลาดที่รองรับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีแผนการตลาดที่รองรับให้กับเขาด้วย

Q: คือพวก Modern trade พวกนี้ เขา Concern เรื่องอะไรกับเราบ้าง ?

A: เรื่องแผนการตลาดที่ทำ ซึ่งถ้าเทียบดูจริงๆ เราต้องการจะเป็นผู้นำในส่วนของผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติ ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติทั้งหมด เราถือว่าเป็นแบรนด์เดียวที่ทำการตลาดมากที่สุด ถ้าเป็นแบรนด์อื่น ที่เป็นระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติ ส่วนมากก็จะเป็นสารส้มแท่ง มีสารส้มแท่ง มีโรลออน ที่มาจากธรรมชาติบ้าง ที่ไม่ใช้แอลกอฮอล์ แต่ว่าเขาทำการตลาดน้อยมาก คือเหมือนแบบแค่มีสินค้านำไปขายเฉยๆ แต่เราเป็นเจ้าเดียวที่ทำการตลาดอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี นั่นทำให้ Modern Trade เห็นว่าเราพยายามเข้าถึงลูกค้าทุกๆ คน เพื่อตอกย้ำว่าเรายังอยู่ในตลาด แล้วก็เราเป็นอันดับ 1 ในส่วนของผู้นำระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติ

Q: มองการเติบโตของแบรนด์เต่าเหยียบโลก ตั้งแต่เริ่มทำการตลาดมาจนถึงวันนี้ มันมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคืออะไรบ้างครับ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ ?

A: ในเรื่องของภาพลักษณ์มีที่จะต้องปรับเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็นขวด เป็นฝาเปิด ปรับก็คือตามเสียงตอบรับของผู้บริโภค ตอนแรก เปิดฝาเลยก็ยังไม่รู้ แค่รู้ว่ามันใช้ดีนะ เอาแค่เปิดฝา แล้วก็เท แต่มันใช้ลำบาก ก็ปรับ Packaging ไปเรื่อยๆ เป็นขวด   ทรงประมาณนี้

จนมาเข้า Modern Trade จึงคิดว่า เราจะปรับตัวเข้ากับร้านค้าสมัยใหม่ได้อย่างไร แล้วก็เลยปรับ Packaging ใหม่ ให้ดูสดใส ดูน่าใช้มากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงมาตลอด

ถ้าพูดถึงภาพลักษณ์ เราก็พยายามจะทำให้เราไม่ใช่สินค้าที่มันเชย เพราะว่าอันดับแรก คนที่มองเต่าเหยียบโลกจะรู้สึกว่ามันเชย แบบบ้านๆ แต่ว่าเราพยายามทำให้เขารู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่มันทันสมัยขึ้น น่าใช้ โดยการดึงส่วนของพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นชมพู่ก่อนบ่าย ซึ่งเราเลือกชมพู่ก่อนบ่ายมา เพราะว่าเขาแมสเข้าถึงตลาดได้ทุกที่ ก็ตอบกับผู้บริโภค เพราะว่าชมพู่ก่อนบ่ายเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเอง สวย เป็นผู้หญิงแล้วก็เลือกสินค้าที่ดีต่อตัวเอง อยากทำให้เขารู้สึกว่าเราทันสมัยมากยิ่งขึ้น

Q: แบรนด์ก็มีภาพลักษณ์เปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นบ้านๆ ทีนี้แล้วสิ่งที่ผู้บริโภคต้องจดจำเราคือเรื่องของอะไรบ้าง ?

A: ถ้าผู้บริโภคต้องจดจำ สำหรับผม ผมว่าเรื่องของคุณภาพเป็นหลัก ที่เราเน้นย้ำเรื่องของคุณภาพ ป๊าจะบอกว่าคุณภาพต้องมาอันดับ 1 เสมอ ถ้าลองดูรีวิว รีวิวเราจะไม่ได้ปั่นกระทู้ ไม่ได้ปั่นอะไรเลยจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคบอกกันเอง ทำให้เขาจะรู้สึกมันเป็น Word of Mouth

เราใช้แนวกลยุทธ์ของเล่าปี่ เล่าปี่คือเกิดจากชาวบ้าน ถึงแม้จะเป็นลูกขุนนางมาก่อน แต่พอกลายเป็นชาวบ้านแล้วเนี่ย เขาเริ่มจากคนที่ไม่มีอะไรเลย บ้านๆ แล้วก็เริ่มทำเป็นกองทัพของตัวเองขึ้นมา แล้วสิ่งที่เขาทำ ก็คือทำดี ดูแลประชาชนดี การที่เราจะโฆษณาว่า สินค้าเราดีนะ ตัวเราดี ผู้บริโภคเขาไม่ได้จดจำ แต่ว่าเขาจดจำจากสิ่งที่คนอื่นบอกมากกว่า เขาจะฟังจากในส่วนนั้น คือการใช้ Word of Mouth

เราจะเน้นในส่วนของผลิตภัณฑ์ เพราะอันดับแรก ผลิตภัณฑ์ต้องดีก่อน ที่ผู้บริโภคพูดถึงกันอันดับแรก ก็คือคุณภาพมันดีมาก ใช้แล้วสามารถแก้ปัญหาของเขาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวงแขนที่ดำ ถ้าใช้โรลออน เสื้อเป็นคราบแข็งๆ ซักไม่ออก เหนียวเหนอะหนะ แต่ของเราแห้งสบาย แล้วก็สามารถช่วยแก้ปัญหาให้เขาได้หมดทุกอย่าง

Q: จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ผ่านมาของแบรนด์เรา ตั้งแต่ทำมามันมีจุดเปลี่ยน Turning Point แต่ละจุดที่ทำแบรนด์พลิกขึ้นไปเรื่อยๆ ก้าวกระโดดขึ้นไปเรื่อยๆ มันคือจุดไหนบ้าง แล้วก็คืออะไร ?

A: จุดแรกก็จะเป็นในส่วนของการที่ลูกค้าพูดกันในพันทิป ใครๆ ก็พูดถึงตราเต่าเหยียบโลก หาซื้อที่ไหน ทำให้เจอปัญหาของเราก็คือช่องทางไม่มี หาซื้อไม่ได้ ลูกค้าจะถาม เต่าเหยียบโลกมีพิกัดอยู่ที่ไหนนะ

จุดที่ 2 ก็คือ การที่เราเข้าเซเว่น อีเลฟเว่น แล้วก็เข้า Modern Trade ทำให้ช่วงตั้งแต่ที่เข้า Modern Trade  มา คือเราเติบโต ประมาณ 100% ทุกๆ ปี จากแต่ก่อน ก็ค่อยๆ ขายไปเรื่อยๆ เติบโตแบบ 20 - 30%

อนาคตเราก็มองว่าจะรีแบรนด์ใหม่ ทำให้แบรนด์ของเราดูดีมากขึ้น สิ่งที่เราต้องการเปลี่ยน ก็คือ ลักษณะการใช้งานที่ผู้บริโภคจะใช้ได้ง่ายขึ้น ตัวนี้เป็นเป้าหมายของเราที่จะต้องทำ เพราะสมมติว่าเป็นแป้ง คนทั่วไปก็จะเทใส่มือแล้วทาที่รักแร้หรือวงแขน มันก็จะเปื้อนมือ แล้วจะมีปัญหาตรงนี้ เราพยายามจะหาสิ่งที่ผู้บริโภคใช้สะดวกสบายมากที่สุด

Q: ก็คือจะเป็นการพัฒนา Product ต่อไป ?

A: ครับ ใช่ พัฒนา Product แล้วก็กระจายสินค้าออกไปต่างประเทศ

Q: ตรงนี้เรามีไปบ้างหรือยังครับ ?

A: ตอนนี้มีไปบ้างครับ แต่ว่ายังไม่ได้แบบจริงจังมากเท่าไหร่ ก็จะไปต่างประเทศใกล้เคียง เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม อะไรประมาณนี้ แต่ว่ายังไม่ได้ลงเต็มที่ เพราะว่าส่วนมาก ช่วงนี้เราจะเน้นในประเทศ แต่ตอนนี้เรากำลังมองตลาดต่างประเทศ แล้วในส่วนของตลาดจีน ก็ค่อนข้างน่าสนใจ แต่วิธีทำตลาดจีนที่ดีก็คือ นักท่องเที่ยวจีน ปกติถ้านักท่องเที่ยวจีนมาที่ไทย ปีละประมาณ 10 ล้านคน เอาแค่ 10% มาซื้อสินค้าของเรา แค่ 1 ล้านคนมาซื้อสินค้าเรา และนำไปใช้ แล้วถ้าพวกเขาชอบ เขาจะบอกต่อ WeChat บ้าง มันจะกระจายไปอย่างเร็วมาก เราพยายามจะทำให้สินค้าขายง่ายขึ้น เป็น Item ที่ต้องซื้อ เมื่อมาประเทศไทย ก็เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ

Q: มองว่าวันนี้แบรนด์เราแข็งแกร่งขนาดไหนแล้วครับ ถ้าเกิดเทียบในแง่ของตลาดทั้งหมดที่มีอยู่ ?

A: เรามองว่า เราก็ยังเล็กๆ นะครับ คือก็ยังเป็นเต่าตัวเล็กๆ ที่แบบค่อยๆ เดินไป แต่ว่าเราใช้กลยุทธ์การเดินแบบเต่า ถึงแม้ว่าเต่าจะเดินช้า แต่ว่าเต่าไม่เคยหยุดเดิน เราก็เดินไปให้ถึงจุดหมาย ซึ่งการเดินช้าของเรา ช่วงนี้ก็เดินช้าแบบเร็ว เดินเหมือนกึ่งจะวิ่งแล้วเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเราเติบโต 100% ทุกปี เราพยายามจะสร้างแบรนด์ให้รู้จักมากยิ่งขึ้น ให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามันไม่ใช่เป็นของเชย

Q: สิ่งที่เราได้รับถ่ายทอดมา เรานำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแบรนด์ แล้วก็ทำธุรกิจนี้อย่างไรบ้าง ?

A: ตรงนี้ก็ได้มาจากป๊ามาเต็มๆ เพราะว่าตอนเด็กๆ ป๊าไปส่งของ ก็จะพ่วงลูกๆ ไปด้วย ตอนช่วงที่วันหยุดก็จะพาไปด้วย ได้เห็นว่าป๊าทำงานยังไง จริงๆ ไปก็ไม่ได้ลำบากอะไร ถือว่า ไปเป็นเพื่อน แต่สิ่งที่ได้ก็คือ เวลาที่เรานั่งรถก็ได้เห็นป๊าเขาคุยกัน ป๊าก็จะสอน เวลาเราไปที่หน้าร้าน เราก็จะเห็น ได้เรียนรู้เหมือนมันฝังมาตั้งแต่เด็ก ได้เรียนรู้ว่า  ป๊าคุยกับลูกค้ายังไง ท่าทีในการอ่อนน้อม

ป๊าก็จะคอยสอนว่าเราต้องซื่อสัตย์นะ เราต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า กับผลิตภัณฑ์ของเรา สิ่งที่ป๊าเน้นเลย ก็คือเรื่องของคุณภาพสินค้า ต้องทำออกมาให้ดี ต้องจริงใจกับลูกค้า

นี่คือสิ่งหลักๆ ที่ได้สืบทอดจากป๊า เหมือนตอนนั้นเราก็นึกว่า ไปเที่ยว ไปเล่น เพราะมันไม่ได้เหนื่อยอะไร แต่จริงๆ ก็คือป๊าเขามองการณ์ไกลที่แบบปลูกฝังเราตั้งแต่เด็ก สำหรับผมมองว่าป๊าจะสอนให้เราเริ่มต้นจากสิ่งที่เรามี ทำในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด คือตั้งแต่ป๊าเริ่มต้นทำธุรกิจแรกๆ ว่าจะทำผงระงับกลิ่นกายออกมาขายก็มีคำถามว่าจะขายที่ไหน ตอนนั้นม้าเป็นช่างเสริมสวยก็เลยใช้นี่แหละ ให้ม้าไปขายให้ ให้ช่างเสริมสวยไปขาย

กลยุทธ์ที่เราได้ ก็คือ เริ่มจากช่างเสริมสวยที่มักจะพูดคุยกับลูกค้า และพอช่างเสริมสวยบอกกับลูกค้า มันเป็นการตลาดแบบเป็นกันเอง ลูกค้าก็จะเชื่อมั่น  พอขายได้ร้านหนึ่งแล้วก็เลยเริ่มไปร้านอื่นต่อ ขายร้านอื่นต่อ  ถึงแม้ว่าป๊าจะเริ่มทำจากร้านขายยามาก่อน แต่ป๊าก็ไม่ได้เริ่มไปฝากขายที่ร้านขายยา เพราะป๊าคิดว่า ถ้าไปฝากร้านขายยาเขาไม่เชียร์สินค้า คือเขามีสินค้าเยอะมาก หลังจากนั้นก็ไปวางร้านเสริมสวยทุกที่ในกรุงเทพฯ เป็นร้อย ห้าร้อย เป็นพัน เริ่มจากตรงนั้น

ผมก็เลยรู้สึกว่า ป๊าบอกให้เราเริ่มจากสิ่งที่เราถนัดที่สุด ปัจจุบันถ้าเป็นวัยรุ่นหรือว่า Gen ใหม่ ก็จะมองหาอะไรที่มันไกลตัว ไปทำงานบริษัท อยากทำงานที่มันดูดี เปิดร้านกาแฟ แต่จะมองข้ามสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่ครอบตัวครัวตัวเองมี สิ่งที่เรารู้ดี ผมก็เลยคิดว่า ถ้าใครสักคนต้องการจะเริ่มต้นทำอะไรใหม่  ขอให้เริ่มต้นจากสิ่งที่เรามีที่ เรารู้ดีที่สุด ไม่มีใครรู้ดีไปมากกว่าเราแล้ว แล้วเราจะทำมันได้ดี

Q สุดท้ายแล้ว ในฐานะที่เราเป็นแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จมาในระดับหนึ่ง อยากให้คอมเม้นต์ว่าวิธีการหรือว่ามุมมองของเราในฐานะที่เป็นแบรนด์ไทยจะประสบความสำเร็จได้ แล้วก็แข่งกับอินเตอร์แบรนด์ หรือโกลบอลแบรนด์ได้ มันต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

A: หลักๆ ที่มีทั้งหมด ก็คือ คนที่จะทำแบรนด์ออกมาได้สักแบรนด์หนึ่ง ต้องลองใช้เอง ใช้แล้วดี แล้วมั่นใจ ที่เต่าเหยียบโลกยึดก็คือคุณภาพ คุณภาพดี Packaging ดูดี ตอบโจทย์ผู้บริโภค ราคาที่เหมาะสม บวกกับจังหวะเวลาที่เราเข้ามาถูกเวลา ด้วยยุคสมัยนี้ ที่คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เลือกหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง ซึ่งผลิตภัณฑ์เราก็ตอบโจทย์ได้ดี ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จได้

สำหรับผมมองว่า อันดับแรก เราต้องหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอก่อน เพราะว่าปัจจุบัน สินค้าไทยสำหรับต่างชาติหรือว่าแม้แต่คนไทยเองก็จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นๆ ทุกๆ วัน เราต้องหาว่าจุดยืนอยู่ตรงไหน จุดแข็งของเราคืออะไร ทำไมลูกค้าจะต้องมาซื้อของเรา

ถ้าสมมติวางสินค้าในชั้นวาง มีหลายแบรนด์ หลายทางเลือก ทำไมจะต้องมาซื้อของเรา ผมว่ามันดูสำคัญนะ

ทำไมเขาต้องเลือกเต่าเหยียบโลก ทำไมไม่เลือกนีเวีย ไม่เลือกเรโซนา จุดนี้ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกให้ได้ว่า ทำไมเขาถึงเลือกใช้สินค้าของเรา แล้วก็ทำสินค้าออกมาให้ดีที่สุด

ในฐานะแบรนด์ไทยที่สามารถแย่งชิงพื้นที่ชั้นวางจากบรรดา Global Brand ในอุตสาหกรรมระงับกลิ่นกายได้ เต่าเหยียบโลกก็คงมีของดี ไม่ธรรมดาจริงๆ

จากทั้งหมดคงเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแบรนด์ไทย แบรนด์บ้านๆ ก็มีศักยภาพที่จะต่อกรกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้ ขอแค่มีความเชื่อในคุณภาพของสินค้าตัวเอง

ภาพโดย : ธนคร้าม ศรีเมือง

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.