16,175
VIEWS

5 Mega Trends ด้านเทคโนโลยี ที่จะมีบทบาทกับภาคธุรกิจในปี 2018

Apr 18, 2018 S.Vutikorn

ทุกปี Accenture จะมีการเปิดเผยรายงานทางด้านเทคโนโลยีออกมาให้ผ็บริหารได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ผ่านรายงาน Accenture Technology Vision ซึ่งในปีนี้ Accenture Technology Vision 2018 ทาง ปี Accenture ได้รายงาน 5 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรง และทวีจำเป็นต่อความสำเร็จในโลกแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ เพื่อปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันที่รุนแรง ได้แก่

1. สังคมแห่งเอไอ (Citizen AI)

เสริมบทบทบาทของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ที่มีต่อธุรกิจและสังคมให้มากขึ้น ยิ่งเอไอมีศักยภาพมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งส่งผลต่อชีวิตของผู้คนมากขึ้นเท่านั้น องค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเอไอให้มีประสิทธิภาพที่สุด ต้องตระหนักถึงผลกระทบของเอไอด้วย โดยควร “ยกระดับ” เอไอให้มีฐานะเป็นเสมือนตัวแทนองค์กรที่ปฏิบัติการอย่างมีความรับผิดชอบต่อภาคส่วนต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่นรถยนต์อัตโนมัติเมื่อหลายปีก่อนเราอาจจะเห็นการพัฒนาเพื่อให้เกิดการใช้งานที่ปลอดภัย แต่มาในปัจจุบันบรรดานักพัฒนาต่างก็พยายามที่จะใส่ความคิดในเรื่องของการขับขี่ที่ปลอดภัยแต่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าไปด้วย กล่าวคือระบบคอมพิวเตอร์ในรถที่เชื่อมต่อกับระบบคราวน์สามาราถที่จะคำนวนระยะทางและตัดสินใจในการขับรถ และมีปฎิกิริยากับสิ่งแวดล้อมแบบคนทั่วไป เหตุการณ์ไหนควรตัดสินใจอย่างไร และจะเกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างไรบ้าง

2. โลกเสมือนผสานโลกจริง (Extended Reality)

จุดจบของพรมแดนระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนเทคโนโลยีวีอาร์ (Virtual Reality) และเออาร์ (Augmented Reality) ได้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและทำงานของผู้คน โดยตัดทอนปัจจัยด้านระยะห่างระหว่างผู้คน ข้อมูล และประสบการณ์ต่าง ๆ ออกไป

การพัฒนาที่รุดหน้าของ VR & AR จะทำให้การทำธุรกิจสามารถคิดอะไรที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ทาง Accenture เองที่เอาระบบนี้มาใช้ในการรับสมัครงานทั่วอาเซี่ยน โดยเอา Goggle ไปให้คนที่สนใจจะทำงานได้ดูบรรยายกาศการทำงานจริงๆผ่าน Office Accenture ใช้รับสมัครงานทั่วอาเซียน ซึ่งเป็นการประหยัดเวลาทั้งสองฝ่าย

ในส่วนของภาคเอกชนก็เริ่มมีหลายหน่วยงานที่เอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ ตัวอย่างเช่น แบรนด์แฟชั่น Uniqlo ที่พัฒนาร่วมกันกับ Accenture เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผ็บริโภคโดยมีการเอาเทคโนโลยี AR มาประยุกต์ใช้กับการส่องกระจกดูเสื้อผ่าน QR Code ซึ่งลูกค้าจะได้ลองชุดแบบเสมือนจริงผ่านกระจกเงาเป็นต้น หรือจะเป็นบริษัทเหมืองแร่ที่ใช้ Extended Reality ในการเทรนคนพนักงานแบบเสมือนจริงสำหรับการอพยพคนเวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในเหมืองแร่เป็นต้น

3.คุณภาพของข้อมูล (Data Veracity)

ความน่าเชื่อถือคือสิ่งสำคัญ การที่องค์กรทำงานโดยขึ้นอยู่กับข้อมูลมากขึ้น ทำให้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงลักษณะใหม่คือ การที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง ข้อมูลถูกดัดแปลง และเติมแต่งอคติ นำไปสู่ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ที่ผิดเพี้ยน และการตัดสินใจที่เบี่ยงเบนไปจากที่น่าจะเป็น องค์กรจึงจำเป็นต้องคงเป้าหมายสองอย่างควบคู่กันไป คือทำให้ข้อมูลมีคุณภาพที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เกิดการเบี่ยงเบนน้อยที่สุดด้วย

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าว่าในยุคก่อนคนไอทีมักจะคำนึงถึงเรื่อ Big Data ใน 3 ด้านหรือเที่เราเรียกกันติดปากว่า 3Vs อันประกอบด้วย Volume, Variety, Velocity แต่ในปัจจุบัน V ที่ทุกคนต้องคำนึงถึงก็คือ Veracity หรือความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งความถูกต้องของข้อมูลนี้บางครั้งสามารถชี้เป็นชี้ตายในเชิงธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น SpaceX ที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลมากถึง 6 ชุด และทุกการตัดสินใจจะต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 2 ใน 6 ชุดที่เห็นลงตัวถึงจะตัดสินใจทำอะไรได้

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้นก็คือ การให้ความสำคัญของการเขียนรีวิวของ Amazon ซึ่งทางเว็บจะให้คะแนนรีวิวจากคนที่เคยซื้อสินค้านั้นๆ ในเว็บไซต์มากกว่าคนทั่วไป เพื่อลดปัญหาการแอบเข้ามาโฆษณาสินค้าของบริษัทผู้ผลิต

สิ่งที่สำคัญคือ การอ่านรีวิว แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารีวิวนั้นไม่ถูกแทรกแซง หรือบิดเบือน หรือแบบเชียร์กันเอง

4.ธุรกิจพัฒนาได้ต่อเนื่อง (Frictionless Business)

ศักยภาพในการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น องค์กรธุรกิจต่างต้องอาศัยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งระบบเดิมขององค์กรอาจไม่สนับสนุนการขยายความร่วมมือในทางที่ต้องการได้เสมอไป การผลักดันให้เกิดองค์กรอัจฉริยะ จึงต้องเริ่มจากการดีไซน์องค์กรแบบใหม่

เกี่ยวกับเทรนด์นี้ แน่นอนว่าในอนาคตเราจะเห็นภาพความร่วมมือระหว่างแบรนด์สินค้าทั่วไปกับ Tech Company เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Nike ที่มีการพัฒนา Apple Watch ร่วมกับทาง Apple เป็นต้น

“สมัยก่อนเราสร้างระบบปิดไม่ให้คนเข้ามาในระบบ เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้โลกเปลี่ยนไป เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem เพราะเราอยู่คนเดียวไม่ได้ การสร้างระบบต้องกลับ Mindset ใหม่ ต้องเชื่อมต่อกับคนอื่น แต่ต่อแบบปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Blockchain ที่ปลอดภัยกว่า สามารถแชร์ข้อมูลได้

ตัวอย่าง ค้าปลีก Walmart ที่เข้าใจเทรนด์สุขภาพ และได้มีการพัฒนาโซลูชั่นให้ลูกค้าสามารถรู้ต้นทางของผลไม้ที่จะซื้อ ได้ง่ายๆ ว่า ปลูกมาจากไหน เมื่อไหร่ ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถตรวจสอบที่มาได้ในเวลาไม่กี่วินาที

5.ระบบคิดที่เชื่อมต่อกัน (Internet of Thinking)

ระบบอัจฉริยะเชื่อมโยงกัน กลายเป็นระบบนิเวศที่ชาญฉลาด องค์กรธุรกิจต่าง ๆ คาดหวังประโยชน์ที่จะได้รับจากสิ่งแวดล้อมระบบอัจฉริยะต่าง ๆ เช่น โรโบติกส์ เอไอ และประสบการณ์เสมือนในโลกจริง อย่างไรก็ตาม การสร้างสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ๆ ไม่เพียงอาศัยบุคลากรและทักษะความเชี่ยวชาญใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้โครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีความทันสมัยขึ้นด้วย

ในอดีตเมื่อกล่าวถึง IOT เราหมายถึงทุกอย่างในอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกันเพื่ออะไรบางอย่าง เพื่อแลกข้อมูลบางอย่าง แล้วส่งขึ้นคราวน์ แต่มาถึงยุค Internet of Thinking นักพัฒนาต่างก็พยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยี และการใช้งานบนพื้นฐานใหม่ คือ การกระจายความคิดใหม่ๆออกไป

ตัวอย่างเช่นใน IOT ยุคแรกๆ คือ เราอาจจะต้องติดเซ็นเซอร์สำหรับคนเป็นโรคลมชักเพื่อให้สื่อสารกับหน่วยแพทย์หรือโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันนี้ก็มีการพัฒนาเซ็นเซอร์สำปรับคนที่เป็นโรคลมชัก เพื่อตรวจว่าคนไข้กำลังจะเปิดอาการ แล้วกระตุ้นคนไข้ไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว โดนเซ็นเซอร์นี้สามารถตัดสินใจบางอย่างได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อออนไลน์

นนทวัฒน์ กล่าวว่า 5 เทรนด็นี้จะขยับเข้ามาใกล้ตัวคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ในปัจจุบันมีราคาถูกลงมากว่าเมื่อก่อนมาก ซึ่งเทรนด์ในอนาคตก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับแมชชีนมากขึ้น ซึ่งในเชิงสังคมทางเจ้าของเทคโนโลยีเองก็ต้องมุ่งพัฒนาให้ AI เพิ่มการคิดโดยคำนึงเรื่องศีลธรรมและ การเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้องและปลอดภัย

ในส่วนของภาคธุรกิจ การได้รับพัฒนาเทคโนลยีดังกล่าว นนทวัฒน์มองว่าจะช่วยทำให้ระยะห่างระหว่างองค์กรขนาดใหญ่กับเล็กขยับเข้าหากันมากขึ้น ผ่านปัจจัย Frictionless Business แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ แล้วปรับตัวให้ทัน

“การเป็นพาร์ทเนอร์กับคนอื่น หรือไปเป็นส่วนหนึ่งของแพลทฟอร์มใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะทำให้ระยะห่างลดลง เพราะว่าทุกคนได้ประโชยน์ร่วมกัน”

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.