17,153
VIEWS

บทเรียนจากการเต้นรำ สร้างธุรกิจ - ดวงฤทธิ์ บุนนาค

Feb 23, 2018 U.Jirapan

เสียงดนตรีที่ดังมาอย่างสนุกเพลงเริงลีลาศ ของคณะสุนทราภรณ์ ในจังหวะ ชะชะช่า พร้อมเนื้อเพลง ...เอ้า ฮิ ฮิ ฮิ ดูให้ดีเขามีใหม่มา เอ้า ฮ้า เอ้า ฮาเขาลีลาศพาคู่คราคล้อยไป...เฮ ร่าเริงสุดเหวี่ยง ฮา คว้าเอียงโอบไหล่...สวรรค์นะซิสวรรค์รำไร พิไรโอบไหล่...ล้อม เรา...

แค่ได้ยินเพลงบางส่วนเล่นเอาต้องขยับเท้าตาม ด้วยความสนุก ความสุข  นี่ไม่ต้องนับว่าคนที่กำลังเต้นรำอยู่นั้นจะรู้สึกมีความสุข สนุกมากเพียงใด

ดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกชื่อดังผู้ก่อตั้ง บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด อยู่ในอารมณ์นี้ทุกครั้งเมื่อเต้นรำ

การเต้นรำ มันก็มีความสุขกับวินาทีที่กำลังเต้นรำ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น   และตราบใดที่คุณยังเต้นรำอยู่ คุณก็จะมีความสุขไปเรื่อยๆ  คุณไม่ต้องกังวลถึงอนาคต และกังวลถึงอดีต  เพราะคุณก็ต้องเต้นรำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า...ชีวิตมีแค่นี้เองครับ

การเต้นรำมีท่าเต้น เรามีปฏิสัมพันธ์ ณ เวลานั้น  ซึ่งอันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่า บางคนใช้ชีวิตแบบว่า มันต้องมีการวางแผน ต้องเป็นไปตามแผน  บางคนก็ใช้ชีวิตแบบว่า ในอดีตฉันเป็นแบบนี้ ในอนาคตฉันก็ต้องแบบนี้   แต่เมื่อเราต้องใช้ชีวิตแบบเต้นรำ เราก็ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังอะไรมาก ทำวันนี้ วินาทีนี้ให้ดี...

การดำเนินชีวิตด้วยความคิดการเต้นรำแบบนี้  ไม่ได้ถูกครอบครัวปลูกฝังตั้งแต่เด็กที่เรียนสาธิต จุฬาฯ หรือจนกระทั่งจบสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เกียรตินิยมอันดับ 2  ต่อปริญญาโทสมาคมสถาปัตยกรรม วิทยาลัยสถาปัตยกรรม (AA) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  หรือแม้กระทั่งเริ่มทำงานเป็นสถาปนิกที่ สถาปนิก 49

แต่ที่กล่าวมากลายเป็นพื้นฐาน ผสานกับประสบการณ์สถาปนิกมือทองรางวัลระดับต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับระดับสากล เช่น รางวัลอาคาเซีย - The Naka Phuket  เมื่อมาผนวกกับวัย 51 ปี ปัจจุบันมีอาณาจักร The Jam  Factory ของบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด บนพื้นที่ 4 ไร่ ฝั่งคลองสานตรงข้ามริเวอร์ซิตี้ แนวคิดการใช้ชีวิตมาตกผลึกที่คำว่า “การเต้นรำ”

“ถ้าจะตอบคำถามว่าการเต้นรำ เกี่ยวยังไงกับวิชาชีพผม  ด้วยบริษัทนี้เกิดจากคน ผมก็เต้นรำไปเรื่อย มีงานทำงานตรงหน้า ได้รับเงิน ก็แน่นอนไปทำโครงการใหม่ๆ ดูแลให้ลูกค้าจนครบ  ซึ่งระหว่างนั้นมักจะเจอคนที่น่าสนใจ มีไอเดียสร้างสรรค์ ก็จับคู่ร่วมงาน ส่วนหนึ่งเป็นคนมีเพื่อนเยอะ  งานของผมก็คิดไปเรื่อย บางทีเราก็มองดูเพียงเพื่อความสวยงามก็เพียงพอ อาจจะไปไม่ถึง แต่ก็นับเป็นความเพลิดเพลินของชีวิตอย่างหนึ่ง ในขณะที่อยู่กับปัจจุบัน ...”

คุณดวงฤทธิ์ ในฐานะเจ้าของรางวัล Building of the Year จากเวทีประกวดสถาปัตยกรรมแห่งเอเชีย ARCASIA Award กล่าวต่อเนื่อง หลังจากมองผ่านกระจกของออฟฟิศ

การนำการเต้นรำมาใช้ในงาน เช่น หลักการออกแบบ เมื่อเชื่อในความจริงก็จะทำในสิ่งที่เชื่อตามความคิด  โดยสถาปัตยกรรมย่อมมีชีวิตในช่วงเวลาของมัน  ไม่ต่างจากมนุษย์  ดังนั้นชีวิตที่มีอยู่ขณะนี้เป็นปัจจุบัน ย่อมเป็นงานสถาปัตยกรรมออกมาในช่วงเวลาปัจจุบัน เป็นการบ่งบอกช่วงเวลา

นอกจากทำตามความเชื่อในเรื่อง “ปัจจุบัน” + กับความเรียบง่ายที่เป็นความชอบส่วนตัว = ความนุ่มนวลของธรรมชาติ ผสานความกลมกลืนสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ จะเห็นจากงานชื่อดังอีก 2 งานคือ H1 และ Costa Lanta

โครงการ H1  บนพื้นที่ขนาด 2 ไร่ สุดซอยทองหล่อ ถูกออกแบบมาให้มีความทันสมัย ในสไตล์โมเดิร์น เป็น Boutique Mall แห่งแรก ในย่านทองหล่อ  เป็นโครงการที่คนทั่วไปที่ไม่ต้องเข้าใจหลักสถาปัตยกรรมสัมผัสได้เลยว่าหรูหรา เพราะใช้สเกล สัดส่วนของตึกที่สูง 3.8 เมตร ส่งผลให้เกิดพื้นที่ว่างเล่นกับการออกแบบตกแต่งภายในและภายนอก ส่งผลให้มุมมองแต่ละข้างไม่เหมือนกัน

Costa Lanta กระบี่ เป็นเคสคลาสสิกมากเคสหนึ่ง เมื่อคุณดวงฤทธิ์เริ่มต้นจากคำถาม “ทำไมรีสอร์ทในเมืองไทยต้องเป็นสไตล์บาหลี หรือทำไมต้องมีหน้าจั่ว ดูหน้าตาเป็นไทยทุกอัน” เมื่อตอบตัวเองไม่ได้ จึงลองทำตามความเชื่อเรื่องปัจจุบันกับความเรียบง่าย ซึ่งเคารพ Natural Context ของสถานที่ จึงเก็บธรรมชาติไว้ให้ ตึกจึงหายไป

The Naka Phuket รางวัลสถาปัตยกรรมยอดเยี่ยมแห่งเอเซีย 2558 (Best Building of the Year) เป็นรางวัลสูงสุดจากงาน The 36th ARCASIA Council Meeting & ARCASIA Forum 18 ถือเป็นรางวัลด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของโลก แบ่งเป็น 10 ประเภท  มีผู้ส่งผลงาน 237 ชิ้น ทั้งสถาปนิกชาวไทยและต่างประเทศทั่วเอเซีย ซึ่งคุณดวงฤทธิ์คว้างรางวัลมาได้

โครงการนี้ รีสอร์ทมีห้องพักทั้งหมด 94 วิลล่า แบบแยกออกจากกัน ออกแบบจากบริบทโดยรอบของพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงชันทอดลงไปใกล้กับชายหาด ภายในดีไซน์ให้แต่ละวิลล่ายื่นลดหลั่นชั้นกันลงมาจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเชิงเขา ให้ความรู้สึกคล้ายกับห้องนอนลอยฟ้า เห็นวิวทะเลได้อย่างสวยงามเต็มตา

จากพื้นใหม่ข้างต้น มาสู่พื้นที่ 4 ไร่ตรงนี้ที่นั่งคุยกัน เคยเป็นพื้นที่เก่า ร้าง มีชุมชนเก่าใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แนวคิดการเต้นรำก็ถูกนำเข้ามาใช้ตลอดเวลา 3-4 เดือน ระหว่างการปรับโครงสร้าง  นำมาใช้อย่างมีความสุข  รวมทั้งนำเอาดนตรีแจ๊สมาผสมผสานในการอิมโพรไวส์ หรือการเล่นแบบด้นสดๆ  เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

พื้นที่แห่งนี้ เป็นการเอาโกดังเก่าที่เรียกว่าทรุดโทรมมากของโรงงานถ่านไฟฉายตรากบ โรงงานน้ำแข็ง และโรงงานทำยา เพราะริมแม่น้ำแถวนี้เมื่อก่อนเป็นย่านอุตสาหกรรมเก่า มาปรับปรุง เซฟ Carbon Footprint ในการสร้างตึกใหม่ จากนั้นยินยอมให้ทุกอย่างเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ช้อปปิ้งมอลล์ โดยThe Jam Factory  มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 2,000 ตารางเมตร   ส่วนที่เป็นออฟฟิศบริษัท ใช้พื้นที่โกดัง 2 หลัง ประมาณ 800 ตารางเมตร ส่วนพื้นที่ด้านหน้าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือ The Never Ending Summer และ ร้านหนังสือก็องดิด กับสนามหญ้าที่มีต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นตั้งเด่นอยู่พื้นที่ด้านใน

 “ผมนิสัยเสีย ผมชอบสร้าง อดไม่ได้ที่จะสร้างตึก  สร้างในธรุกิจหลายอย่าง  ผมตื่นเต้นกับมัน…”

เห็นคุณดวงฤทธิ์พูดเรื่องการเต้นรำ ซึ่งมีเรื่องการอยู่กับ “ปัจจุบัน” อยู่ด้วย เลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงมุมมอง เรื่อง Disruption และการเข้ามาของ Gen Y Gen Z   มีผลต่อบริษัทอย่างไร

“ผมว่าเหมือนเป็นแฟชั่น เป็นคำที่ผมต่อต้าน เป็นคำที่ใช้เป็นแฟชั่น...” !!?? 

คุณดวงฤทธิ์เว้นระยะก่อนกล่าวต่อว่า

“เพราะสังคมไทยมีความต่อเนื่องการ Disrupt อยู่แล้วปกติ   จนกระทั่งมีคนพูดว่ามีการ Distinct  ขึ้นมาแล้ว Disrupt ผมว่าไม่จำเป็น  คือมันคงเป็นพวกทำสตาร์ทอัพบ้าๆ  เลยบอกว่าคุณจะทำสตาร์ทอัพคุณต้อง Disrupt อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องงี่เง่านะ สำหรับผม เพราะธุรกิจบางอย่างไม่ต้อง Disrupt ก็ Work  ธุรกิจบางอย่างแค่ให้ความสอดคล้องก็ไปได้ มีความ Sustain อยู่ได้จริงๆ …”

อาจจะเรียกว่าเป็นการต่อต้าน Disruption ของจริง 

การตั้งหน้าตั้งตาทำ Disrupt อย่างเดียวไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรให้สังคมเลย    ถ้ามองในแง่ Marketing ใช่ คุณเด่นคุณดังคุณอาจจะมีเงิน  แต่ว่าวิธีที่ทำให้สังคม Disrupt มากๆ  ไม่ช้าก็เร็วคนก็เบื่อ!...”

ดวงฤทธิ์ ยกตัวอย่างการมองเรื่องระบบนิเวศ  Disruption ตลอดเวลา แล้วจะอยู่ได้

“เพราะฉะนั้น Disrupt  เป็นคำเก๋ๆ ที่คนใช้กัน และคนพูดไม่รู้ว่ามันมีความหมายใดด้วยซ้ำ เห็นเขาพูดกันก็พูดต่อๆ ไป  ผมว่าไม่ช้าก็เร็วต้องหายไป ผมไม่คิดว่าธุรกิจควรจะ Disrupt  และผมคิดว่าธุรกิจที่ดีก็ไม่ควร Disrupt  แม้ว่าคุณทำงานเรื่องเทคโนโลยี ทำแอพก็ไม่ควร Disrupt  เพราะมันจะทำให้เกิดการเชื่อมโยง เกิดความสอดคล้อง ซึ่งอันนี้มากกว่าที่จะทำให้เกิดแอพลิเคชั่น เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ...”

หลังคุณดวงฤทธิ์กล่าวจบ ขอตัวรับโทรศัพท์  ณ จุดที่นั่งคุยเรื่อง Diruption เมื่อกี้  เมื่อกดปุ่มวางสาย ก็คุยต่อจากที่ค้างไว้

“มาถึงเรื่องคนทั้ง 2 Gen ที่คุณพูดไว้  มีความรวดเร็ว แต่เอาเข้าจริงพูดแบบนั้นไม่ได้ทั้งหมด เพราะมีคนหลายประเภท  เรามี 7,000 ล้านคนบนโลก และไม่เหมือนกัน  ผมว่าการจัดกลุ่มคนแบบ Stereotype    เป็นแนวความคิด Marketing แบบเก่าจริงๆ นะ  พยายามบอกว่าเป็นคน Gen X Gen Y Gen Z  เพื่อให้คนพูดถึงง่ายขึ้น    แต่เป็นเรื่องหยาบมากที่จะบอกว่า Gen Z  คืออะไร...”

ดวงฤทธิ์ ย้ำว่า Definition Gen Z  ก็ล้มเหลวแล้ว !

 แถมกำลังบอกว่าต้องเป็นแบบนี้ๆ พวกนี้เหลวไหลมาก !

“มีคนแบบนั้นอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่คนแบบนั้นอีกกี่เปอร์เซ็นต์  เราไม่รู้จริงๆ ด้วยซ้ำว่าทั้งหมดเป็นยังไง เรามี Bias หรือ Perception บางอย่างที่พยายามอธิบายคน หรือเป็นข้อแก้ตัวของเรา ที่เราพยายามจะเอาตัวรอดในวิธีที่เราทำงาน มันไม่มีข้อสรุป…”

“ที่นี่ผมทำงานกับคนรุ่นใหม่เยอะ เด็กจบใหม่หลายคน...” พูดพลางพร้อมมองเข้าไปในที่ๆ ออฟฟิศด้านใน 

“ลูกผมก็เด็กรุ่นใหม่ สมัยนี้ใช้ว่า Gen Z  บอกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ไม่อ่านหนังสือ มันมีเด็กสมัยนี้หลายคนเล่นอินเตอร์เน็ต หรือไม่เล่นอินเตอร์เน็ต  หรือไม่อ่านหนังสือเป็นเล่มๆ หรืออ่านหนังสือเป็นเล่มๆ หรือทำทั้งสองอย่าง แล้วจริงๆ ไม่เคยมีการรีเสิร์ชว่าคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มันมีสัดส่วนเหล่านี้ต่างกันยังไง และเราไปสรุปเองว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือ เอามาจากไหน  คนไม่อ่านหนังสือ แต่ยอดขายหนังสือในสัปดาห์หนังสือแห่งชาติสูงทุกครั้ง นั่นคืออะไร…”

คุณดวงฤทธิ์ เชื่อมั่นในตัวเองสูงเกี่ยวกับเรื่องนี้  เรื่องของคนที่เปลี่ยนไปบนโลกใบนี้คือ จากเดิม 30 ปีที่แล้วมี 3,000 ล้านคน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านคน มีอินเตอร์เน็ต มี Social  Media  เชื่อมหากัน   จึงไม่สามารถบอกว่าคน Gen Z  เป็นแบบนี้ เป็น Stereotype หรือกฎตายตัวเป็นไปไม่ได้

“ตอนนี้มีคนทุกประเภท และ Expose ในเฟสบุ๊คหมด เพราะฉะนั้นทำไมเฟสบุ๊คและการตลาดในนี้ Work เพราะว่า กำลังดีลกับทุกคนเป็นแบบ Individual ทุกๆ คนพร้อมกันบนโลกใบนี้ เขาไม่ได้สร้างเป็นกลุ่มเอ บี ซี ดี แบบมาร์เก็ตติ้งสมัยเก่า   อันนี้สิคือ Phenomenon จะดีลกับพวกเขายังไง แล้วมี Exposure ยังไง อย่างไทย Exposure บนเฟสบุค 33 ล้านคน สูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก คำถามคือจะดีลยังไง…”

ก่อนที่จะใกล้จะหมดเวลาในการพูดคุย เพราะทราบจากเลขาฯ ว่ามีนัดต่อที่ห้องประชุมของออฟฟิศ ก็เป็นช่วงต้องเข้าสู่คำถามสุดท้าย เมื่ออายุมาถึง 51 ปี ขณะนี้ มีอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ทำ เช่นเดียวกับยังมีฝันอะไรที่จะทำต่อไป

“ไม่มีแล้ว ทำหมดทุกอย่าง มีเฉพาะเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จ ทำหลายเรื่องเหลือเกิน โปรเจ็กต์ต่างๆ อย่างโรงแรมตั้งใจทำมาก็อยากทำให้เสร็จ โปรเจ็กต์หลายอันที่เป็นเรื่องงานด้านสังคม อีก 20 นาทีต้องประชุมกับ Creative District Foundation เป็นกลุ่มสร้างเมือง เพื่อเมืองสร้างอนาคต ที่ผมสร้างไว้ต้องทำให้เสร็จ…”

ดวงฤทธิ์ ย้ำในตอนท้ายว่า  ไม่มีความฝันในแบบที่ว่า ต้องทำเรื่องนี้ให้ได้ แล้วจะประสบความสำเร็จ  แต่มีโอกาสก็ทำ ทำเสร็จก็จบ เหมือนกับมีความสุขกับวินาทีที่กำลังเต้นรำ และไม่มีอะไรมากกว่านั้น  

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.