22,519
VIEWS

มึงกล้าขอ...กูก็กล้าให้ ซุ้มเฮียฮ๋ง “บะหมี่พ่อมึงตาย” - คุณากร กุสาวดี

Feb 13, 2018 S.Vutikorn

ร้านซุ้มเฮียฮ๋ง หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกติดปากว่า บะหมี่พ่อมึงตายใช้เวลาก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นสถานที่ปักหมุดสุดฮิปของวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ในเวลาเพียงไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

จากจุดเริ่มต้นเพียงร้านอาหารตามสั่งเล็กๆ ก่อนจะพัฒนามาเป็นร้านบะหมี่ชื่อดังที่มีคนมาต่อคิวรอยาวเหยียดตั้งแต่ก่อนร้านเปิดเพียงเพื่อจะขอเข้าไปสัมผัสบรรยากาศที่ตื่นตาตื่นใจในร้านให้ได้สักครั้ง

สีสันในร้านซุ้มเฮียฮ๋งถือเป็น Brand Experience ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดูแรงแบบสุดโต่งชนิดที่ว่าไม่สามารถหาได้จากที่อื่นและยากที่ใครจะเลียนแบบ

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ บะหมี่พ่อมึงตายนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คุณคุณากร กุสาวดี หรือ เฮียฮ๋ง

BrandAge Online มีโอกาสได้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดและวิธีการทำงานของเฮียฮ๋งเพื่อนำมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านทุกคนซึ่งงานนี้รับประกันว่าวิธีคิด และทำของเฮียฮ๋งนั้นเป็นอะไรที่ฉีกทุกตำราการตลาดเท่าที่เขียนตีพิมพ์มา

คำเตือนบทสัมภาษณ์นี้ใช้ภาษาที่มีความเป็นชาวบ้านสูงไม่เหมาะกับคนโลกสวย

Q: ช่วยเล่าประวัติของตัวเองสมัยเรียนให้ฟังที?

A: ผมเรียนประถมมัธยมต้นที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน หลังจากจบม.3 ก็ไปต่อปวช. ด้านศิลปะซึ่งผมชอบมากๆ ปกติปวช. เรียน 3 ปีแต่ผมเรียน 8 ปี ผมถือคติว่าเรียนให้ดีต้องปีละชั้น เรียนให้มั่นต้องชั้นละ 3 ปี ผมเรียน 8 ปีจบแบบซื้อวุฒิมาด้วยนะจะบอกให้

คือพูดง่ายๆ ว่าสมัยเรียนนี่ผมเหี้ยมาก ตีรันฟันแทงเหล้ายาปลาปิ้งมีหมด มันก็เลยใช้ชีวิตวัยรุ่นนี่เต็มที่เลยเรื่องเรียนไม่เอาเลย

แต่ผมมีฝีมือด้านศิลปะอยู่นะ ผมเคยส่งประกวดออกแบบการ์ดของ Hallmark ถ้าได้ลงตีพิมพ์ได้ใบละ 300 บาทและได้ทำงานที่ Hallmark ด้วย ผมส่งไป 2 ใบได้ทั้ง 2 ใบเลยแต่ตอนนั้นยังเรียนอยู่เลยทำงานไม่ได้

Q: พอจบมาแล้ว?

A: พอจบมาก็ไปเป็นครูสอนศิลปะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สอนวิชาศิลปะ, พละ และเกษตร สอนอยู่ 2 ปีก็กลับมากรุงเทพฯ อยากจะมาเรียนต่อจะมาหาความรู้ใหม่ก็เอาการ์ด Hallmark ที่ได้รางวัลกลับมาสมัครงานที่ Hallmark บอกว่าผมเป็นคนเขียนเลยได้ทำงานอยู่ที่นี่ได้ 1 ปีตอนนั้นวาดการ์ดทั้งวัน วาดสีน้ำ สีน้ำมันเพราะว่าส่วนใหญ่ Hallmark จะนำเข้าส่วนการ์ดของไทยนี่ผมวาด

ต่อมาก็ออกจากงานมาเปิดร้านขายของเก่า เพราะว่าเราชอบของเก่าเปิดร้านที่ฮอลลีวูดสตรีทตรงราชเทวีแล้วก็เลิกขายก็ว่างงาน แฟนก็เลยฝากงานให้เข้าไปทำงานที่ซัมซุง เริ่มงานที่แผนกดิสเพลย์ตอนนั้นยังใช้วุฒิปวช.ล้วนๆ ทำงานที่นี่ได้ 5 ปีก็ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้างานออกแบบดีไซน์เพราะว่าเรามีหัวทางงานศิลป์

จุดพลิกโผเลย คือแฟนที่คบมา 11 ปีต้องเลิกรากันไปก็เลยออกจากซัมซุง ขายรถขายของขายห้องพักทุกอย่างเพื่อจะไปอเมริกากับเพื่อนที่เรียนกรุงเทพคริสเตียนตอนนั้นตั้งใจไปกัน5 คนแต่วีซ่าไม่ผ่าน 2 คน คือผมกับเพื่อนมีเงินเป็นล้านก็ไม่ผ่านคนประกัน 10 ล้านไม่ผ่าน แต่ที่ผ่านมีเงินใบบัญชี 50,000 บาท พลิกล็อกเลย

ตอนที่ไปขอวีซ่าผมยังทำงานที่ซัมซุงเรียนปี 4 ภาคค่ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาภาคการตลาด ตอนทำงานซัมซุงผมพยายามส่งตัวเองเรียนเพราะผมรู้ว่ามีแค่หัวศิลปะ มันเป็นเจ้าคนนายคนไม่ได้ผมเลยหาทางเรียนเพิ่ม

Q: เลยตกงานอีกรอบ?

A: มันเหมือนพรหมลิขิตว่าเราจะไม่ได้ไปก็เลยท่องเที่ยวกับเพื่อน 2 คนไปเรื่อย ไปเที่ยวกระบี่ ไร่เลย์ เกาะพีพี 3 เดือนแล้วก็มาเที่ยวเชี่ยงใหม่ช่วงสงกรานต์พอดี

ตอนนั้นผมไม่มีอะไรซักอย่างเลยเพราะขายไปหมดแล้วมีแต่เงินอย่างเดียวก็หาห้องเช่าเพราะว่านอนโรงแรมก็แพงอาพาร์ตเมนต์ถูกกว่า ผมชอบเชียงใหม่มันมีเสน่ห์ของมันอยู่ได้ 1 เดือนก็เจอแฟนเลย ตอนนี้ก็ยังคบกันอยู่ แฟนทำงานเป็นเช็คเกอร์บริษัทเบียร์ตอนนี้เป็นผู้จัดการดูแลภาคเหนือ

ตอนนั้นยังไม่มีงานทำพอดีพี่ชายทำโรงเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพฯ ไอเดียลฟิสิกส์ อยู่ในกลุ่มอาจารย์อุ๊ แล้วพอดีมีห้องแถว 4 ห้องที่เชียงใหม่ตอนนั้นเรียนทางวิดีโอผมก็เป็นครูใหญ่ดูแลโรงเรียนแล้วเอาห้องแถวห้องนึงมาเปิดมินิมาร์ทขายของแต่ว่าเราเป็นคนชอบกินดื่มเที่ยว พอมาทำโรงเรียนมันห้ามหมดเลยก็เลยอยากทำร้านเหล้า

Q: ลาออกมาเปิดผับ?

A: ใจตอนนั้นอยากทำร้านเหล้า อยากมีร้านของตัวเองก็เลยมาเปิดร้านเหล้าของตัวเอง ชื่อร้านตะเกียงร้านเล็กๆ มี 6-7 โต๊ะทำแล้วรุ่งมาก ตอนนั้นวัยรุ่นเชียงใหม่รู้จักดีเลยเพราะว่าเรากระชากด้วยการขายมิกซ์เซอร์ 6 บาท แล้วค่อยๆ ขึ้นมาเป็น 7, 8, 9, 10, 12, 15 บาท ทำได้ปีเดียวเราก็ขยายร้านเซ้งร้านใหม่มีร้านข้างๆ อยู่ไม่ไกลชื่อร้านโคคูนเขาเซ้ง 250,000 บาท มีประมาณ 30-40 โต๊ะก็เลยเซ้งร้านตะเกียงไป 200,000 บาทเพื่อจะเอาไปโปะร้านนี้ 250,000 บาท

คนที่มาดูตะเกียงก็งงว่าเราจะเซ้งทำไมร้านคนเยอะแบบนี้ ผมบอกต้องเซ้งตอนขายดีๆ เขามาดู 2 รอบมีรอบนึงฝนตกหนักมากแต่คนยังเต็มร้านเขาเลยเอา เราก็ให้ใช้ชื่อเดิมด้วย

พอมาที่ใหม่เราก็ทำอาหารเองด้วยเพราะว่ารุ่นพี่คริสเตียนรุ่น 129 เปิดร้านระเบียงอยู่เราก็ขอเข้าไปเรียนทำอาหารตั้งแต่ตอนทำร้านตะเกียง ไปขอเรียนรู้ว่าข้อไก่ทอดทำยังไง กะเพราทำยังไง เลยมีความรู้ทางด้านอาหารตั้งแต่ตอนนั้น แต่เราพัฒนาได้ไวเรื่องอาหารเราคิดเมนูเอง

พอมาร้านใหญ่มี 8 เตาผมทำคนเดียว มีผู้ช่วยกุ๊กอีก 2 คน ตอนนั้นเด็กเสิร์ฟนี่มี 10 กว่าคนเลย ร้านโคคูนเป็นตำนานของเชียงใหม่อีกร้านนึงเลย ตอนนั้นยอดทะลุเป้าเลยคนมาทุกวัน สื่อมาหาเต็มไปหมดหลัง 3 ทุ่มคนเต็มร้าน นักดนตรีเข้าร้านต้องยกกีตาร์เข้า

เราก็เลยได้ไอเดียว่าเราเซ้งแม่งเลยดีกว่า ถ้าจะเซ้งต้องทำตอนขายดีๆ เพราะถ้าขายไม่ดีมึงก็เขียนเซ้งร้านแล้วก็ใส่เหตุผลว่าจะไปนอกเหมือนกันหมด และตอนเซ้งขายดีๆ นี่เราให้เขามาดูร้านเลยขึ้นป้ายเซ้งใส่เบอร์โทร คนโทรมาเยอะมากเพราะสงสัย

Q: แล้วอธิบายคนซื้ออย่างไร?

A: ผมบอกนี่อาชีพกู เดี๋ยวผมไปทำร้านใหม่ โดยที่ไม่เกี่ยวกับร้านนี้เลยไปตัวเปล่า ร้านโคคูนผมทำไม่ถึงปีก็เซ้งได้ล้านนึงเลยก็ไปร้านที่ 3 และ 4    

Q: เรียกว่าตอนนั้นรุ่งมาก?

A: ใช่แต่วิถีชีวิตของเรามันมีขึ้นลง มันมีช่วงที่ลงไปก้นกระทะพอดี แฟนทำงานบริษัทเบียร์เลยชวนมาทำงานอีเวนท์ทำพวกลานเบียร์สดขายเบียร์ทำงานอีเวนท์ทำงานฉาบฉวย 7 วัน 10 วัน ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจเลิกร้านอาหารเลยเพราะว่าอันนี้มันสนุกกว่าเซ้งร้านไปจนหมด

แต่พอหน้าฝนนี่ยอดตกมากเพราะไม่มีคนก็เริ่มติดลบ ตอนนี้ขาลงแล้วผมเลยมาเปิดร้านอาหารตามสั่งที่บ้านของเราเองเพราะว่ามีความรู้เรื่องอาหารอยู่แล้วก็ขายอาหารตามสั่งทุกอย่างสุกี้ ข้าวผัด โจ๊ก ข้าวต้ม ก๊วยจั๊บ ลองทุกอย่างเหมือนโยนหินถามทางอะไรขายดีเก็บอะไรช้าก็เลิกร้านมี 4-5 โต๊ะเอง

Q: ขายอาหารยังสนุกอยู่ไหม?

A: สนุกแต่ผมนี่พูดมึงกูตลอดเลยนะ แต่ว่าเราไม่ได้คิดไรไม่ได้ขึงขังอะไร มึงกูเหมือนเป็นการละลายพฤติกรรม เคยมีคนมาเรียกผมพี่ผมบอกเฮียเรียกผมมึงเลยผม สบายใจกว่า มีความสุขที่ได้พูดแบบที่เราชอบมึงกูมันสะใจดี

มาเรื่องอาหารเราเริ่มตัดรายการอาหารออกตัดไปหลายเมนูจนเหลือบะหมี่สุดท้าย

ตอนที่เราคิดน้ำซุปขึ้นมา ซุปมันทำได้หลายอย่างทำอาหารน้ำซุปนี่สำคัญมากมันเป็นเบสที่ทำอาหารได้ทุกอย่างก๊วยจั๊บน้ำใส ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ เกาเหลาเลือดหมูก็ได้

สุดท้ายเป็นบะหมี่เกี๊ยวแล้วผมก็ชอบบะหมี่แล้วชอบกินหมูแดง อยากทำหมูแดงอร่อยๆ เพราะร้านบะหมี่ส่วนใหญ่ทำมาแขวนโชว์สีชมพูหั่นบางอีก ใช้หมูสันนอกกินไม่อร่อย ผมชอบกินติดมันต้องสันในฉ่ำๆ เยิ้มๆ แล้วต้องมีน้ำราดเพราะว่าถ้าไม่มีมันก็ไม่อร่อยเอาน้ำซุปมาใส่มันก็ไม่แห้งอีก

เพราะฉะนั้นหมูแดงผมต้องชิ้นใหญ่กว่าชาวบ้านต้องหั่นหนากว่าชาวบ้าน และบะหมี่แห้งผมต้องมีน้ำราด น้ำราดต้องไม่เหมือนใครอีกไม่ใช้ราดแบบเหนียวๆ แบบพวกตามสถานรถไฟข้นๆ เหนียวๆ ไม่ใช่เราต้องคิดค้นน้ำราดของเราเองทั้งหมด

Q: นี่คือจุดเริ่มต้นของซุ้มเฮียฮ๋ง?

A: สมัยนั้นชื่อร้านก็ใช้เฮียฮ๋ง ตอนที่ผมกลับมาขายอาหารเราทำป้ายร้านว่า เฮียฮ๋งมาแว๊วววเพราะคนที่ติดใจฝีมือเราก็มีอยู่พอตัวกลับมาเราก็ตั้งชื่อจริงจังเป็นซุ้มเฮียฮ๋งเลยแล้วก็เป็นตำนานเลย

ผมเริ่มขายจากบะหมี่ 2 ก้อนนี่แหละ หลายคนคิดว่าดังเพราะออกรายการทีวีต้องบอกว่า กูไม่อยากดังกูอยากได้ตังค์มากกว่าแต่ที่รายการทีวีมาถ่ายทำก็เพราะว่าร้านมันคนเยอะ มีคนมาต่อแถวยาวถ้าร้านคนน้อยๆ ทีวีจะมาถ่ายทำทำไม อย่างสรยุทธ์มาถ่ายทำผมบอกเลยว่าแถวมันมาก่อนสรยุทธ์มาอีก

Q: สาขาแรกมีกี่โต๊ะ?

A: 5-6 โต๊ะแต่เต็มตลอดสมัยนั้น เปิดไม่เป็นเวลาด้วยอย่างน้อยคือเปิด 5 ทุ่มปิดเช้า ผมมันคนกลางคืนแต่ว่าอาศัยเราคุยเก่งทักทายลูกค้าตลอด เฮ้ยมึงมาอีกแล้วเหรอ ขาประจำมาบ่อยเราคุยเล่นตลอดร้านโต๊ะน้อยก็ต้องต่อแถวมันก็เลยเป็นที่พูดกัน

ส่วนสาขา 2 นี้มีราวๆ 30 โต๊ะ แต่ว่ามันยืดหยุ่นได้เพราะว่าโต๊ะมันจัดได้ตลอด เราพยายามหมุนเวียนคนให้เร็วที่สุดทุกวันนี้คิวยาวสุดน่าจะร่วม 100 เมตร เพราะว่ามีคนถ่ายรูปเก็บกันไว้เราแยกคิวเป็น 2 สาย คิวใส่ถุงกับกินที่ร้าน

Q: ชื่อเมนูพ่อมึงตายมาจากไหน?

A: มาจากขนาดของชาม ผมขายบะหมี่ 2 ก้อนพอขายไปเรื่อยๆ มันไม่มัน เราก็เริ่มทำจัมโบ้ขึ้นมาเป็น 4 ก้อน เริ่มมีอาหารจานใหญ่เกิดขึ้นแล้วตอนนั้นสื่อท้องถิ่นก็เริ่มมาแล้ว เชียงใหม่รีวิวมาจากจัมโบ้ก็มีใหญ่เป็นโคตรโบ้เราบอกลูกค้าไปแต่เรายังหาจานไม่ได้เลยจนสุดท้ายเราไปหาจานจนได้ก็มีโคตรโบ้ 12 ก้อน

พอมีโคตรโบ้พวกลูกค้าประจำก็ท้าทายว่า เฮียมันไม่มีใหญ่กว่านี้แล้วเหรอ

ผมบอกมึงท้ากู กูมี จากโคตรโบ้ กูมีโคตรโง่ จากโคตรโบ้ คือโครตโง่ แบบว่าไม่น่าจะมีคนโง่สั่งนะโคตรโง่นี่ 24 ก้อน

จากโคตรโง่ก็มีพวกที่ติดตามมากินต่อเนื่องก็ท้ามาเราก็บอกมีเป็น 36 ก้อน ชื่อว่าโคตรเหี้ย คือเราพูดให้มันขำๆ แต่ว่าจานเรายังไม่มีเลย แต่ตั้งชื่อไปก่อนแต่พอหาจานได้ก็มีคนถามต่ออีกว่ามีใหญ่กว่านี้ไหม

เราก็บอกว่ามี 48 ก้อน คราวนี้ตั้งชื่อว่าเ_็ดเข้ แต่ก็ยังหาจานไม่ได้เหมือนเดิมแต่ตั้งชื่อเมนูไว้ก่อน พอมีเ_็ดเข้ผมบอกว่ากูมีใหญ่กว่านี้อีกนะ 60 ก้อนชื่อ พ่อมึงตาย

เมนูพ่อมึงตายตอนแรกที่คิดไว้คือ เดี๋ยวกูจะสั่งทำจานพิเศษเป็น สี่เหลี่ยมแล้วมีฝาปิดแล้วเอารูปพ่อมึงวางลงไปด้วย ในบะหมี่จะกินก็ปักธูป ผมนึกถึงพี่ป๋องเดอะช็อก ผมจะทำเฉพาะกับลูกค้าประจำนะแต่พอดีผมไปเจอจานใหญ่ขนาด 80 ซม.เท่าโต๊ะพอดีก่อน เราเลยเอามาทำบะหมี่พ่อมึงตาย

Q: แล้วเมนูตายก่อนพ่อ?

A: เมื่อปีก่อนมีจัดงานฉลองครบรอบเมนูพ่อมึงตายผมจัดที่ลานหน้าร้านนี้เลยเราจัดฉลองพ่อมึงตาย 1  ปี มีเมนู ตายก่อนพ่อ180 ก้อนมีช้างมาเป็นสปอนเซอร์ เราเอาร้านอาหารมาออกบูธชิมฟรี 30 บูธ ร้านอาหารมาออกฟรีเลยแลกกลับชิมฟรีแต่มึงได้โฆษณาร้านคืนเดียวคนมาเป็นหมื่นๆ แลกกับคนกินฟรีดีกว่าไปโฆษณาอีก คืนนั้นรายการทีวีมาเยอะมาก

นี่คือการตลาดของร้านอาหารเราไม่ทำโฆษณาอะไรเลย เราต้องการให้แฟนเพจของเราล้วนๆ

Q: จุดเปลี่ยนในชีวิตของเฮียฮ๋งอยู่ตรงไหน?

A: คือการค้นหาตัวเองให้เจอ คือรู้ว่าเราคือใครแล้วกำลังทำอะไรอยู่ มึงทำร้านอาหารมึงมีความสุขกับมันจริงหรือเปล่า ทุกวันนี้ผมได้คุยกับลูกค้าอย่างที่ต้องการคุยผมเดินคุยกับทุกโต๊ะเลย

เด็กมันกลัวเสียงดังเวลาตะโกนสั่ง แบบคนเอาเด็กมาด้วยมี 3 ประเภทคือ 1.ตกใจร้องให้เลย 2.กับพวกซนมากๆ นั่งเงียบเลยญาติๆ จะชอบมาก กับ 3.พวกขำอย่างเดียว รอเฮียตะโกน ทุกคนจะงงว่ามันพูดภาษาไรวะ ฟังไม่รู้เรืองมันคืออะไรวะ

Q: ถ้าไม่มีเฟสบุ๊คจะดังแบบนี้ไหม?

A: เฟสบุ๊คมีผลส่วนหนึ่ง แต่ตอนที่แถวยาวมันก็ไม่มีเฟสนะ เพราะสาขาแรกมันเป็นแหล่งชุมชนของนักศึกษา ตอนนั้นผมยังไม่มีเพจเลยค่อยมาเริ่มทำทีหลังแต่ว่ามันก็ช่วยได้เยอะเหมือกัน

Q: คนมาเพราะว่าอะไร

A: เชื่อว่าอันดับ 1 คือขอลองกินซักมื้อวะ ว่ามันเป็นยังไง ทำไมคิวยาวทำไมรีวิวร้านได้ 5 ดาว ยาวเป็นหางว่าวถ้าเราเปิดร้านแล้วได้5 ดาวเยอะๆ นี่คนเห็นก็อยากมาแต่ก็มีคนรีวิวร้านผม 1 ดาวนะ ผมงงเลยในรีวิวบอกว่าซักวันจะมากินให้ได้ ในชีวิตไอ้เหี้ยมึงยังไม่เคยมาเลยเสียประวัติร้านกูหมด

ส่วนที่เหลือก็อยากมารอคิวสัมผัสบรรยากาศมาเจอภาษาพ่อขุนแต่ว่ามาแล้วรับรองจะมีรอยยิ้มกลับไปแน่

Q: คนมากินซ้ำเยอะไหม?

A: คนเชียงใหม่ผมมีฐานอยู่แล้ว ลูกค้าประจำเลยมาให้เฮียด่าเฮียแซวทั้งนั้นเลย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอกเชียงใหม่เมืองปราบเซียนจะตายแต่นี่ผมมีพวกเด็กที่ติดวัยรุ่น 20 กว่ามาให้เฮีย 40 กว่าๆ ด่าเล่นๆ แต่เขาก็แซวผู้ใหญ่ได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว มาคุยเฮฮาแซวได้โดยที่ไม่โกรธ ใครมาครั้งแรกผมยังกล้าแซวเลย

ส่วนคนกรุงเทพฯมา นี่ต้องมาเลยใครเป็นสายดาร์กต้องมา ต้องมาโดนเฮียด่าซักครั้งนึงเอาเพื่อนมาจัดให้อำเพื่อนผมชอบคนอ้วนๆ เตี้ยๆ ดำๆ ทำให้คนอื่นขำ

ร้านผมชามใหญ่ขายออกตลอด คนเชียงใหม่นี่เขาตั้งใจมากินจริงๆ ส่วนคนกรุงเทพฯ เขามา 5 ก็สั่งพ่อมึงตายนะเพราะว่าค่าเดินทางมันแพงกว่าบะหมี่อีก สั่งพ่อมึงตายยังได้ถ่ายรูปอวดเพื่อน อีกส่วนบะหมี่ถ้าเหลือก็ใส่กลับบ้านได้

Q: นักท่องเที่ยวจีนรู้จักเราบ้างยัง?

A: โอ๊ย... มีรายการทีวีจีนมาถ่ายไปออกอากาศทั่วเอเชียมาแล้ว เวลาคนจีนมานี่สนุกจะตายเพราะผมเรียกแมงจีนภาษาเหนือเขาเรียกแมงเลยเรียกแมงจีนมันพูดไม่รู้เรื่อง กูชอบเลยด่ามัน มันก็ยิ้มคนอื่นก็หัวเราะ เขารู้ว่ามันคือการแซวแต่ไม่เข้าใจ ตอนเก็บตังค์มันจะชอบกล่าวขอบคุณว่าเชี่ยๆ เราก็เล่นมุขมึงด่ากูเชี่ยเหรอไอ้สัสเป็นมุขขำๆ พูดแล้วขำๆ ขนาดไม่รู้เรื่องยังยิ้ม

Q: ที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ

A: ในหัวยังมีไอเดียอีกมาก เมนูต่อไปก็มีแล้ว ผมโตมาจากการตั้งชื่ออยู่แล้วร้านเราส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มๆแต่อย่างมาคนเดียวเราก็มีเมนู คนเดียวก็เสียวได้มา 2 คนเราก็ตั้งชื่อ ผัวเมีย” “คู่เกย์อะไรแบบนี้มา 3 คนก็ รักสามเส้าจัดชุดให้มันสนุก

เมนูล่าสุดแต่ยังหาจานไม่ได้ชื่อ ผัวทิ้งผมได้ไอเดียมาจากมีผู้หญิงเข้าร้านมากินคนเดียวแล้วกินไม่ลงเพราะว่าทะเลาะกับแฟน ดีเลยกูได้ไอเดียทันทีเลยนะ ผัวทิ้งมึงจำไว้เลยนะ ถ้ากูลงเมนูหน้าก็จะใช้ชื่อผัวทิ้ง ขอหาจานแบบครึ่งใบก่อนแบบกินคนเดียวผัวทิ้งแล้วก็จะให้มึงกินฟรีคนแรกเลยอะไรแบบนี้ ลูกค้าก็มีรอยยิ้มได้แค่นี้แหละแต่กูได้ไอเดียจากมึง

ผมพยายามคิดทำอะไรที่มีความสุข คนกินได้เฮฮาไม่มีใครที่มา 5 คนแล้วกินคนละชามเลย มา 2 คนก็ยังสั่งเซตถ้ามึงจะกินชามเดียวมึงกินบะหมี่ปากซอยก็ได้น้อยมาก บะหมี่ร้านผมมันเป็นโมเม้นต์ที่ต้องมาแชร์กันกินแล้วมันถูกกว่าด้วย

Q: เคยมีคนมาขอซื้อไหม?

A: มีติดต่อทาง Inbox มาเยอะมาก แต่ว่ามันมีได้เสียผมมีปัญหาเรื่องคุมน้ำซุป ส่วนหมูแดงน้ำราดเราส่งอยู่แล้ว แต่หัวเชื้อต้อง 1 ลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร แต่ถ้ามึงเอาไปเติม 15 ลิตรแล้วแอบใส่ซีอิ๋วขาวมันจืดเลย รสชาติมันเปลี่ยนทันทีถึงแม้สูตรเดียวกันมันจะเสียชื่อเราเลย

ส่วนหมูแดงตอนนี้เราขายส่งอยู่แล้ว แต่ว่าต้องไปอบเอง เราสอนการอบเราส่งน้ำราดให้ร้านข้าวมันไก่ ร้านบะหมี่หลายร้านเลยเอาหมูเราไป เราให้ใช้หน้าผมแต่ไม่ให้ใช้ชื่อร้านใช้ได้แค่ Logo ประมาณกูอยู่นี่นะ แต่เป็นร้านบะหมี่เฉินหลงร้านนี้ใช้หมูแดงของกูแล้วก็มีรูปและพยายามใช้สำนวนภาษาที่คล้ายของร้าน ตอนนี้เชียงใหม่มีหลายร้านที่เอา Logo เราไปใช้พอหมูแดงจากร้านเฮียฮ๋งก็ขายได้มากขึ้นตรงนี้ต่อยอดเราได้ แต่ถ้าเราขายสูตรเราก็จบเลยต่อยอดไม่ได้ เราเลยส่งตรงนี้เรามีเอเย่นต์ส่งทั่วประเทศ

Q: คิดจะขยายสาขา 2 ไหม? 

A: คนที่มากินร้านผมเพราะเขาอยากมาเจอผมไม่งั้นไปแล้วไม่ได้ฟีลกวนตีนผมสร้างตัวแทนไม่ได้นอกจากหาเมียน้อยเพิ่มแล้วไปดูสาขาฮ่าๆ ส่วนจะขึ้นห้างก็ไม่ใช่อีก อย่างเมย่าให้ไปอยู่ฟรีเลยหกเดือนหลายศูนย์อยากให้เราไปอยู่ฟรีเพราะเขาอยากเอาเราไปดึงคน                               

Q: ทุกวันนี้ก็ยังคิวยาว?

A: ลองดูลานจอดรถสิ รถที่มาทะเบียนกรุงเทพฯ เพียบ ร้านเราเปิด 1 ทุ่มแต่คนมาต้องมาก่อน 6 โมงครึ่งเพราะว่ามาทุ่มนี่ไม่ได้เข้าเลยคนนึงอยู่นานไหมอยู่ที่ว่าสั่งอะไรมา 10 คนถ้าสั่งเมนูสู่สุขคตินี่2 ชั่วโมงยังไม่หมดเลยไม่รีบสุดท้ายตบน้ำแข็งไสอีก

ซุ้มเฮียฮ๋งดูๆ ไปก็เหมือนกับเป็นที่สามัคคีธรรมเลยนะมันต้องตั้งใจนัดกัน 10 คนมาเสียตังค์เหมือนไปเที่ยวแต่นี่นัดกันเพื่อมากินบะหมี่เราบางทีมันก็น่าภูมิใจนะ ร้านผมมันแค่บะหมี่เกี๊ยวนะอย่าลืม

Q: มีขาลงบ้างไหม?

A: แน่นอนธุรกิจต้องมีขาขึ้นขาลง ร้านบะหมี่มันก็มีหน้าฝนมีปิดเทอมพอรู้ว่ามันเริ่มลงเราต้องรีบหาอะไรทำ เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าก้นกระทะมันลึกขนาดไหน วิธีการก็คือจัดโปรเล็กๆ โปรขำๆ โปรกวนตีนหรือคิดเมนูใหม่ๆ แบบผัวทิ้งชื่ออกหักมันธรรมดาไป ผัวทิ้งนี่มาคนเดียวพร้อมน้ำตาแถมเป๊บซี่ด้วย

Q: ทุกวันนี้ยังคิดคนเดียว?

A: คิดคนเดียวเลยไม่มีใครแนะนำ คำพูดในร้านผมคิดเองหมดทุกอย่างเราก็เรียนรู้จากลูกค้า ตอนขึ้นราคาผมลองสังเกตดูทุกร้านเขียนว่าต้องขออภัยเพราะว่าวัตถุดิบราคาสูงน้ำมันแพงบลาๆ เขียนยังไงก็ขึ้น ตากูมั่งขออนุญาตปรับราคาเพราะว่าพ่อตาเรียกค่าสินสอดแพงโคตรจบเลยกลายเป็นฮาไปเลย แต่มันก็ขึ้นราคาเหมือนกันแหละต่างกันตรงที่วิธีการสื่อสารแค่นั้นเอง

ร้านอื่นก็สื่อสารสไตล์เขา ผมก็สื่อสารสไตล์ของผม

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.