4,672
VIEWS

FinTech การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ และผู้เล่นหน้าใหม่

Apr 05, 2017 S.Vutikorn

ถือเป็นเรื่องปกติ ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติเทคโนโลยีก็มักจะมีผู้เล่นรายใหม่กระโดดเข้ามาเสมอ ตัวอย่าง เช่น สมัยที่ตลาดกล้องเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิตอลเมื่อ 10 กว่าปีก่อนจากเดิมที่มีผู้เล่นเพียงไม่กี่รายคือ ผู้ผลิตกล้องผู้ผลิตฟิล์ม ก็มีผู้เล่นหน้าใหม่ไม่ว่าจะมาจากสินค้าไอทีสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าสินค้าเครื่องประดับและอุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ ที่พร้อมใจกันกระโดดลงมาในสมรภูมิใหม่

พูดง่ายๆ ว่าจากเดิมที่มีสินค้าที่แข่งขันกันแค่ 20 กว่าแบรนด์ก็กระโดดไปถึงเกือบ 50 แบรนด์ ในช่วงแรกก่อนที่จะลงมาเหลือประมาณ 20 แบรนด์ในปัจจุบัน

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ทุกคนล้วนมองเห็นโอกาสของตนเองในสนามรบใหม่

ส่วนเมื่อลงตลาดมาแล้ว ใครจะรุ่งหรือร่วงก็อยู่ที่ความสามารถของแต่ละคน

ในตลาดการเงินช่วงที่ FinTech กำลังก่อร่างสร้างตัวก็เช่นกัน

พบว่ามีคู่แข่งรายใหม่ที่พร้อมใจกันตบเท้าเข้าสู่สนามประลองครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งรายเล็กรายใหญ่จากหลากหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน

กลุ่มธนาคารเจ้าของพื้นที่เดิมก็ลงสนามนี้แล้วเกือบทุกค่าย ทั้งแบบทำเองและหาพาร์ทเนอร์

กลุ่มบริษัทค้าปลีกร้านค้าสมัยใหม่ร้านค้า E-Commerce ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเซ็นทรัล, 7-Eleven, Starbucks Card, Rabbit Card, Alipay.com, Kaidee.com, Tmail.com ฯลฯ ก็มองเห็นโอกาสในการสร้าง Loyalty Program 

กลุ่ม Tech Firms อย่าง Facebook, PayPal, Line Pay, Google Wallet, Pay Social, GoBear ฯลฯซึ่งมีฐานสมาชิกเป็นจำนวนมากก็เห็นโอกาสในการสร้างรายได้

กลุ่มบริษัทเทเลคอมอย่าง AIS, dtac, True ที่มีจำนวนผู้ใช้งานของตนเองหลายสิบล้านคนก็มองว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะเพิ่มบริการเสริมอย่าง MPay, Paysbuy, True Money

กลุ่มบริษัท Global Payment อย่าง Visa, Master Card เองก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดขนานใหญ่เพื่อให้ตอบรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

กลุ่มบริษัทผู้ผลิต Device อย่าง Apple, Samsung เอง ก็ยังมีระบบการชำระเงินของตนเองอย่าง Apple Pay, Samsung Pay

ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่ถือว่าเป็นมดงานตัวเล็กๆ แต่มีความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ก็คือ FinTech Startup ซึ่งจะว่าไปแล้วกระแสของ FinTech ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีหลังนี้ เกินครึ่งล้วนมาจากซีกของ Startup เสียด้วยซ้ำ

มีตัวเลขที่น่าสนใจของวีซ่าได้รายงานว่า ทุกวันนี้มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์มากถึง 19 ล้านคนทั่วโลก และในปี 2020 จะเพิ่มเป็น 25 ล้านคน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen Y, Z ที่มีความสามารถแต่ไม่ทำงานองค์กร ดังนั้นจากนี้ต่อไปนวัตกรรมทางการเงินจะไม่จำเป็นต้องเกิดจากแผนก R&D ขององค์กรใหญ่ๆ อีกต่อไป

ตัวเลขล่าสุดพบว่า สิ้นปี 2015 ประเทศไทยเรามี FinTech Startup อยู่ 42 บริษัท พอมาถึงปี 2016 ตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเป็น 80 บริษัท หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าในปีเดียว นั่นหมายความว่า FinTech Startup กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ด้วยความที่ระบบการเงินนั้นเป็นกระดูกสันหลังของภาคธุรกิจ ดังนั้นระบบ Ecosystem ของภาคการเงินจึงใหญ่มาก มีช่องว่างอีกมากมายให้ผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด

แน่นอนว่า ในอนาคตเราจะเห็นการแข่งขันแบบข้ามอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น เพราะสายการเงินก็ต้องการรักษาฐานของตนเอง ส่วนบริษัทสายเทคโนโลยีทั้งหลายก็พยายามที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมการเงินด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ

คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วใครจะถูกดันให้เป็น Tier 1, 2, 3

ตัวอย่างเช่นในตลาด Digital Wallet สมมติว่าถ้าเราเดินไปซื้อของใช้ที่ห้างเซ็นทรัล เราจะเลือกชำระด้วยอะไรดี เงินสดบัตรเครดิตบัตรเดบิต, CenPay, Samsung Pay ฯลฯ

ในอนาคตการแข่งขันในส่วนของ Digital Wallet ก็จะเหมือนกับการแข่งขันในตลาดบัตรเครดิตเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเป็นการแย่ง Share of Wallet นั่นเอง

เพราะฉะนั้นการที่จะชนะใจผู้บริโภค Gen Y, Z ได้นี้ แต่ละผู้ประกอบการจะต้องทำการบ้านอย่างหนักในการหาความต้องการของลูกค้า เพื่อมาสร้าง Brand Experience 

อย่าลืมว่าแต่ละอุตสาหกรรมก็มี Data Base ของตนเองที่แตกต่างกัน เพราะคู่แข่งบางรายอย่างธนาคาร หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ล้วนมีฐานข้อมูลของลูกค้าเป็นหลายสิบล้านคน

นี่คือจุดแข็งที่ทุกคนต้องพยายามดึงเอามาใช้

สุดท้ายคนที่จะชนะ ก็คือคนที่เข้าถึง Customer Experience ได้อย่างแท้จริง 

ถ้ามองตามเทรนด์การเกิดของ FinTech ก็พอจะทำนายได้ว่า จากนี้ต่อไปจะเป็นเรื่องยากมากที่จะเกิดปรากฏการณ์ The Winner Takes All คือ ผู้ประกอบการรายเดียวแต่กินรวบทั้งหมด แต่เราจะเห็นคนที่ชำนาญในแต่ละด้านต่างยึดหัวหาดของตนเองเอาไว้ ใครเก่งทำแอพพลิเคชั่นขายประกันก็ทำให้ดีที่สุด ใครเก่งเรื่อง Digital Wallet ก็เน้นพัฒนาเรื่องเดียวไปเลย

ทุกวันนี้เราเห็นโซลูชั่นออกมาใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน ในรูปแบบแอพพลิเคชั่น แต่เราสังเกตตัวเองบ้างไหม ว่าจริงแล้วเราใช้แอพพลิเคชั่นจริงๆ กี่แอพจากจำนวนที่เราดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในสมาร์ทโฟน เหตุผลตรงนี้มาจากการไม่เข้าใจ Customer Experience เพราะว่าบางแอพพลิเคชั่นนั้นใช้งานยากกว่าจะทำธุรกรรมได้ต้องทำหลายขั้นตอนมากมาย แต่บางแอพเรากลับใช้บ่อยมาก เพราะว่ามันง่าย 

ตรงนี้คือเรื่องของ User Experience และ User Interface ซึ่งในอนาคตจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับนักพัฒนา

mobile

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.