4,051
VIEWS

Big Data Megatrend ในบริบทโลกธุรกิจยุค 4.0

Jan 21, 2018 A.Kanitha

เป็นเรื่องที่พิสูจน์กันมานานแล้วว่า ประเทศที่มีเทคโนโลยียิ่งเจริญกว่า และได้เปรียบทางการค้ามากกว่า

แต่เทคโนโลยีก็มีพัฒนาการครั้งหนึ่งเป็นยุคของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ครองโลก ต่อมาเป็นยุคซอฟต์แวร์

ยุคนี้อำนาจในการสร้างความได้เปรียบกลับอยู่ในมืออย่างกูเกิลและเฟสบุ๊ค! ไม่ใช่เพราะมีซอฟต์แวร์ที่ดีกว่า แต่2 ค่ายนี้มีดีที่ “ดาต้า”

ดร.ธรรม์ธีร์ สุภโชติรัตน์ ซีอีโอ บริษัท เจไอบี ซอฟท์ จำกัดในฐานะผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีบิ๊กดาต้ากล่าวว่า วันนี้ใครที่มีเงินก็ทำแบบกูเกิลหรือเฟสบุ๊คได้ ขอให้มีเวลา มีเงินจ้างโปรแกรมเมอร์มาดีไซน์แล้วก๊อบปี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำไม่ได้คือ ดาต้า

เมื่อAsset ที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีในยุคนี้ คือ “ดาต้า”เราจึงเห็นองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลางทุ่มงบประมาณในการสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ในเรื่องดังกล่าว และกำลังเป็นเทรนด์การทำธุรกิจที่ทุกคนพูดถึง เพราะการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถเพิ่มโอกาสการขายลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าแบบ Tailor-made  และจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรถึงจะเรียกว่าบิ๊กดาต้าคอนเซ็ปต์ของบิ๊กดาต้า ประกอบไปด้วย  อย่างแรกคือ Volume คือ ปริมาณข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจนไม่สามารถเก็บหรือประมวลผลในรูปแบบวิธีการเดิมๆ ได้, Velocity คือ ความเร็ว นั่นคือข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและ Variety คือ ข้อมูลที่มีความหลากหลาย

ปัจจุบันเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลในระบบบิ๊กดาต้าพัฒนาไปไกลมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบตัวเลข ข้อมูลเชิงรูป ไฟล์เสียงโซเชียลดาต้า รวมไปถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับอารมณ์ หรือ Face and Voice Recognition เหล่านี้ประมวลมาเป็นบิ๊กดาต้าได้หมด

“ในมุมมองของผม ดาต้าจะใหญ่หรือไม่ใหญ่ก็ได้ จริงอยู่ว่า ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งดี เพราะมีข้อมูลเยอะอยู่ที่เราเลือกใช้ อยู่ที่ว่าเราจะมองในมุมมองไหน นำมาใช้งานยังไง แต่ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ใช่จะไม่มีค่า จริงๆ ผมกลับคิดว่าข้อมูลน้อยๆ แต่ถ้าเราเจอความหมายได้เร็วกว่าคู่แข่งเท่าไหร่ยิ่งมีค่า ยกตัวอย่าง เรามีระบบในการมอนิเตอร์เหตุการณ์ต่างๆ เพื่อที่จะทำการตลาดได้อย่างทันท่วงที อย่างกระแสตูนวิ่งในแคมเปญก้าวคนละก้าวหากคุณรู้แล้วว่ากระแสจุดติดและเห็นว่าความสนใจของคนในสังคมไปในแง่มุมไหน แล้วรู้กราฟนี้ตั้งแต่ Day 1 คุณจะรู้ว่าจะโฆษณาสินค้าหรือบริการของตัวเองออกมายังไง ส่วนใครที่ยิ่งดาต้าน้อย แต่ยิ่งหาความหมายของมันได้อย่างรวดเร็ว และใช้ให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจมากเท่าไหร่ยิ่งเก่งกว่า ดังนั้นคำว่าบิ๊กดาต้า ในความหมายของผมจึงไม่ได้หมายความว่า ข้อมูลที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องเปิดตามองให้กว้างๆ เพราะถ้ากว้างปุ๊บมันบิ๊กแน่นอน แค่เราเก็บข้อมูลตั้งแต่ตื่นนอน กิน ออกจากบ้าน ปฏิสัมพันธ์ แค่นี้ก็เป็นบิ๊กดาต้าแล้ว เพราะมันเป็นข้อมูลรอบตัวของกลุ่มเป้าหมาย”

ดร.ธรรม์ธีร์ ให้ความเห็นว่า บิ๊กดาต้าในบ้านเรามีการพัฒนาอย่างมากจากเมื่อก่อน แต่หากเทียบกันในระดับโลก ไทยอาจตามหลังแบบทิ้งห่างแต่ใช่ว่าจะตามไม่ทัน หากทำอย่างจริงจัง ตรงประเด็น และตั้งเป้าชัดเจนทั้งองค์กร เช่น บริษัทหนึ่งจะเอาระบบบิ๊กดาต้าเข้ามา แต่คนในองค์กรกลับไม่ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล หรือใช้เครื่องมือที่ผู้บริหารเอามาให้ใช้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีนี้เกิดประโยชน์ได้ ต้องมีความรู้ลึก รู้จริง มีการเรียนรู้ที่รวดเร็ว เพราะของเหล่านี้มาใหม่ตลอด และวัฒนธรรมองค์กรจะต้องปรับ Mindset ให้มีเป้าหมายเดียวกัน

“จากการเป็นที่ปรึกษาด้าน Big Data Analytic ให้กับหลายบริษัทในเมืองไทย ส่วนใหญ่พบว่าผู้บริหารยังไม่ค่อยเข้าใจ และมักจะยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายไอทีในการพัฒนา อันนี้ผมต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญคนละแบบที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญของตนเองทำงานร่วมกันฝั่งไอทีต้องรับโจทย์จากฝั่งธุรกิจก่อน เพราะเขาไม่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจถ้าได้รับโจทย์เขาจะสามารถดีไซน์เครื่องมือ หรือเลือกเทคโนโลยีที่ตอบสนองได้ให้เหมาะกับจุดประสงค์ ความรวดเร็ว ปริมาณฐานข้อมูล และมาตรฐานความปลอดภัย ฉะนั้นการทำ Big Data Analyticต้องมาจากผู้บริหารหรือฝั่งธุรกิจที่จะต้องรู้จุดประสงค์ก่อนว่า ธุรกิจคืออะไร ด้วยการตั้งคำถามธุรกิจให้ถูกต้อง ถ้าตั้งไม่ถูกแล้วไปบอกให้ไอทีพัฒนา เขาเองก็จะพัฒนาไม่ถูกใจ เวลาผมไปสอนหรือให้คำปรึกษา จะเน้นให้ฝั่งธุรกิจนำก่อน บางทีถ้าหาโจทย์ได้ตั้งแต่แรก และตรงประเด็น ฝั่งไอทีจะใช้เวลา และต้นทุนในการพัฒนาไม่มากเลยเมื่อเทียบกับ ROI ที่ได้รับกลับมา อันนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่หลายบริษัทพลาด เขารู้ว่าเทคโนโลยีจะมาช่วยเขามากขนาดไหน แต่พอรู้ว่าต้องปรับอะไรบ้าง ราคาแค่ไหน กลับถอยออกมา โดยไม่ดู ROI ที่ได้รับแต่เอาจริงๆ ไม่ต้องคิดไปถึงยอดขายที่เพิ่มขึ้น เอาแค่ต้นทุนที่ลดลง เวลาการทำงานที่ลดลง ก็ถือว่าเป็นกำไรได้แล้ว”

สำหรับการเลือกข้อมูลมาใช้ขึ้นอยู่กับโจทย์ธุรกิจความถูกต้องแม่นยำ และความเร็วที่ต้องการ ซึ่งยิ่งมากและเรียลไทม์มากเท่าไหร่  ข้อมูลต้องใหญ่มากขึ้นเท่านั้น

“บางองค์กรอาจไม่รู้ว่า จะนำข้อมูลมาใช้อย่างไร ทั้งๆ ที่มีอยู่แล้ว หรือบางแห่งอาจเก็บข้อมูลผิดวิธี ในที่นี้เรียกว่าข้อมูลสกปรก หรือ Contaminated ผมคิดว่าไม่มีข้อมูลยังจะดีกว่า เพราะสามารถใช้ประสบการณ์ และ Common Sense ในการตัดสินใจทำได้เลย เพราะถ้าข้อมูลบอกมาผิดๆ จะส่งผลต่อธุรกิจในทางที่แย่ทันที ซึ่งต้องระวังในจุดนี้ ถามว่าการทำบิ๊กดาด้าต้องใช้เวลามั้ย อาจต้องใช้เวลาในการวางอินฟราสตรัคเจอร์ในการเก็บข้อมูลใหม่ เพราะบางแมทริกซ์ จากตอนที่ไม่มีเทคโนโลยีอาจจะยังไม่เคยเก็บแต่มีแล้ว ก็ต้องคิดอีกว่าจะเก็บข้อมูลอะไร เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันเก็บได้ทุกอย่าง”

ดังนั้น องค์กรที่เก็บข้อมูลด้วยวิธีที่ถูกต้องอยู่แล้ว จึงสามารถเอาข้อมูลปัจจุบันนำไปต่อยอดธุรกิจได้อีกเยอะ โดยไม่ต้องเก็บเพิ่มเลย โดย ดร.ธรรม์ธีร์ แนะนำให้ทำควบคู่กันไป คือ นำสิ่งที่มีอยู่แล้วเค้นออกมาใช้มาสร้างความได้เปรียบ ส่วนสิ่งที่ต้องพัฒนาขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลา เอาระบบไปลงสอนพนักงาน โดยเฉลี่ย 3-6 เดือนจะเริ่มนำเอาข้อมูลมาใช้ได้ แต่ที่สำคัญของการนำบิ๊กดาต้ามาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันทั้งองคาพยพ

“หากมีหน้าร้านก็ต้องผสมผสานกันระหว่างการเก็บข้อมูลออฟไลน์ และออนไลน์ แม้ว่าวิธีการเก็บข้อมูลออฟไลน์ยากกว่า เพราะความละเอียด ความแม่ยำน้อยกว่า แต่ยังมีความจำเป็นหากเป็นองค์กรที่ไม่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อน จำเป็นต้องเอามืออาชีพเข้ามาช่วย และเพื่อวัดข้อมูลให้ละเอียด วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ ทุกธุรกิจต้องช่วยกันทุกฝ่ายตั้งแต่หน้าบ้านลูกค้ามาซื้อของ ขายให้ ขายเสร็จ ลงบัญชีสต๊อก จัดซื้อเพิ่มเมื่อไหร่ เอาบัญชีมาดูว่าองค์ประกอบไหนที่ผู้บริหารควรลงทุนไปมากกว่ากัน ลงทุนไปแล้วต้องดูว่าพนักงานขาดหรือเปล่า สุดท้ายต้องมาดูว่า มีกำลังพอที่จะบริการลูกค้าให้เขากลับมาซื้อเราอีกยังไง การตลาดจะต้องใช้สื่ออย่างไร ทุกอย่างที่บอกมานี้มันมี Mind Map หมด ดิจิทัลจะเข้ามาตรงจุดไหน จะดีไหมที่จะเอาข้อมูลทุกฝ่ายมาทำการตลาด ทุกฝ่ายขยับตามแบบเรียลไทม์ อันนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีดาต้าที่เก็บจากแต่ละฝั่ง และมีเครื่องมือที่นำดาต้ามาใช้ประโยชน์เพื่อตอบสนองต่อธุรกิจตามโจทย์ที่ตั้งมาแต่แรก”

การทำงานอย่างเป็นระบบดังกล่าว ก็จะทำให้รู้ใจลูกค้ามากที่สุด เหมือนกรณีของเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าในต่างประเทศที่ก้าวไปไกลมากยกตัวอย่างสิ่ง ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เห็นจะเป็นเฟสบุ๊คที่รู้ใจยูสเซอร์มากขึ้น จนน่าแปลกใจ ในขณะที่ไม่รู้สึกว่าสิ่งที่อยู่บนเฟสบุ๊คคือโฆษณา

“คนๆ หนึ่งชอบผู้หญิงอยู่ 2 คนไม่รู้จะแต่งงานกับคนไหนดี สมัยนี้ไม่ต้องไปถามหมอดูเลย เพราะเชื่อไหมว่าเฟสบุ๊คสามารถรู้ก่อนว่า คุณจะแต่งงานกับคนไหน เขาวัดจากการไลค์ การดูโพสต์ การเอนเกจและสำเนียงที่ตอบ ส่วนในอนาคตมันจะไปสุดที่ไหน ผมคิดว่าตามกราฟของเทคโนโลยีมันขึ้นแบบสูงขึ้นๆ จนเราจินตนาการไม่ถูกว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน ถามใครคงตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือมันจะล้ำไปมากกว่าที่เราจะจินตนาการแน่นอน แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปมากขนาดไหน หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่า ใครจะเอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้เป็นประโยชน์มากที่สุด หรือคนไหนที่ปรับตัวกับ Disrupt มองข้ามช็อตไปที่การชิงความได้เปรียบกับคู่แข่งก่อน  คนนั้นก็จะชนะ”

IT

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.