3,044
VIEWS

FinTech 2018 ยุคทอง Unbank และ Underserved Customer

Jan 21, 2018 M.Pussapol

ปี 2017 เป็นปีที่ฟินเทค และสตาร์ทอัพทั่วโลก เติบโตก้าวกระโดด ทั้งจำนวนผู้ประกอบการใหม่ และมูลค่าธุรกิจ ขณะที่ในปี 2018 แรงผลักดันสำคัญ คือเทคโนโลยีสุดก้าวหน้า เป็นที่มาของการเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ สุดล้ำ และขยายสู่ผู้บริโภคที่เดิมเป็นทั้ง Unbank และ Underserved จำนวนมากขึ้น

คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์  อุปนายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย และ Co-Founder T2P (DeepPocket) กล่าวว่า  ปี 2017 เป็นปีที่เห็นความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในเรื่องฟินเทค ซึ่งในข้อเท็จจริง ธนาคารก็เป็น FinTech Player ด้วย  พัฒนาการที่มีนัยสำคัญ ประกอบด้วย

ข้อแรก  ราคามือถือลดลง  เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ใช้เต็มรูปแบบมากขึ้น  ฟินเทคที่ใช้ผ่านมือถือเกิดมากขึ้น

ข้อสอง   มีฟินเทคเกิดขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ  โดยสร้างผลิตภัณฑ์เอง หรือร่วมมือกับพันธมิตร  ส่งผลให้ทั้งตลาดขยับตัวตาม   องค์กรใหญ่ๆ โดยเฉพาะธนาคารเปิดให้ใช้  API ที่ให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก (Market Access) ทำให้สตาร์ทอัพสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น หลากหลายมากขึ้น

ข้อสาม เรื่องการระดมทุน  มีแนวคิดใหม่ล่าสุด เป็นเรื่อง ICO หรือ Initial Coin Offering คือ การเสนอขายเหรียญ (Coin-Token) เป็นการระดมทุนซึ่งมีความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ  ต่างจากอดีตที่นักพัฒนาจะติดต่อ  Venture Capital  เพื่อขอเงินทุน แต่ปัจจุบันสามารถระดมทุนผ่านบุคคลทั่วไป โดยสร้าง Cryptocurrency เช่น Bitcoin เรื่องนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังสนใจ และศึกษาอยู่

ส่วนสตาร์ทอัพ ความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ คือ New Tech ต่างสาขาเกิดขึ้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น PropTech  AgriTech EduTech ฯลฯ เกิดภาพความหลากหลายกระจายตัว ขณะเดียวกัน มี CVC(Corporate Venture Capital) เกิดมากขึ้น แสดงให้เห็นว่า หลังจากรัฐสนใจขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว องค์กรหรือบรรษัทก็ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน

 "ทั้งหมดนี้ เป็นพลวัตด้านบวก ประเด็นสำคัญ คือเกิดการ Disruption แล้วรายใหญ่ต้องปรับตัวตาม ซึ่งในที่สุดเป็นผลดีกับผู้บริโภคทั้งตลาด"

สร้างสมดุลของ Disruption กับ Stability

ณัฐวุฒิ ให้ความเห็นว่า โดยทั่วไป ฟินเทคหรือสตาร์ทอัพ สามารถระดมทุนจาก VC ที่มีมากมายในตลาด แต่การร่วมมือกับ CVC จะทำให้เข้าถึงลูกค้า (Market Access) ที่เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะจะทำให้ขาดไอเดียใหม่ๆ ที่จะ Disrupt ตลาด

"ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นพลวัตปกติของประเทศที่การเข้าหา Consumer ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะบางกรณี ถ้าเข้าไปคุยกับรายใหญ่ปั๊บ เขาอาจคิดว่า ไอเดียนี้มันเสี่ยงเกินไป คุณทำอะไรที่มันทำเงินก่อนดีไหม แน่นอนว่าก็ต้องมีสตาร์ทอัพที่อยากตรงเข้าหาลูกค้าเอง  ซึ่งต้องเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ Innovative มากๆ ซึ่งใครทะลุได้ ตรงนั้นคือการเติบโตของเขา  สามารถ Command Pricing ได้ ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ สามารถมี Valuation ที่สูงทะลุออกไปได้"

ทั้งนี้  สิ่งที่สมาคมฟินเทคประเทศไทยกำลังทำอยู่ คือการต่อสู้ในประเด็นที่ว่า หากมีกฎระเบียบหรือข้อบังคับใดๆออกมา แล้วเอื้อให้ต้องเข้าไปหารายใหญ่หมด ในที่สุดการมีไอเดียใหม่ๆ ที่จะ Disrupt ก็จะเกิดน้อยมาก นั่นเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกับประเทศไทย

"เรากำลังคุยเพื่อสร้างกฎข้อบังคับที่ทำให้เกิด Disruption ง่ายขึ้น ไม่ใช่มองเฉพาะ Stability อย่างเดียว  โดยไม่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ตลาดมันก็จะหยุดอยู่กับที่ รายเก่าแฮปปี้ แต่ผู้บริโภคไม่ได้อะไรใหม่ๆ"

อุปนายก เพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน สมาคมฟิคเทคมีสมาชิกเป็นบริษัทและสถาบันต่างๆ รวม 150 แห่ง ภารกิจที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น มีส่วนร่วมในการให้ข้อมูล ยกร่างกฎหมายระบบการชำระเงิน ส่วนสิ่งที่กำลังทำอยู่ คือกฎหมายใบอนุญาตทำธุรกิจ P2P Crowdfunding การนำผลิตภัณฑ์และบริการประกันชีวิตเข้าสู่ Regulatory Sandbox ของคปภ.

เรื่องใหม่ฟินเทค 2018 ต่างประเทศรุกหนักให้สินเชื่อรายย่อย

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ภาพระดับโลก เรื่อง Lending การให้สินเชื่อที่เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้นเป็นแนวโน้มสำคัญ ซึ่งทำโดยฟินเทคที่มาพร้อมกับระบบ Credit Scoring ที่ดีขึ้น แม่นยำกว่าเดิม ใช้ข้อมูลปัจจุบันของลูกค้ามากกว่าใช้ข้อมูลในอดีต รวมถึงการใช้ AI เข้ามาช่วย  

ทำให้เทรนด์ฟินเทคปีหน้า  จะเห็น Player ต่างประเทศเข้ามามากขึ้น อาจมีการจับมือกับ Player ไทยที่ได้รับใบอนุญาต   ผู้เล่นอื่นๆ ที่จะมีมากขึ้น คือ Wallet และ Payment Gateway

เทรนด์ถัดมาที่จะเห็น คือ Lending Service ใหม่ๆ มากขึ้น   เรื่องการโอนเงินข้ามประเทศ (Remittance) มีความเคลื่อนไหวเรื่องธุรกิจประกันภัย   InsureTech จะมีบริการใหม่ๆ ออกมาจะเห็นข้อบังคับ หรือกฎระเบียบจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้ง 3 เรื่องนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งท้ายที่สุด ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด

สตาร์ทอัพ 2018

ต้องพร้อมโตต่างประเทศ

ณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้ ประเทศไทยมีไอเดียใหม่ๆ เกี่ยวกับสตาร์ทอัพเยอะมาก ทั้งในแง่ของ Business Process New Technology Supporting Fund ฯลฯ อีกด้านหนึ่ง เขาชี้ว่า สตาร์ทอัพไทยต้องคิดถึงเรื่องการเติบโตนอกประเทศด้วย  

"สตาร์ทอัพไทยถ้าจะใหญ่ ต้องมอง Beyond ประเทศไทย คือพร้อมออกไปโตนอกประเทศ"

"มุมของ VC เขามองว่าประเทศเรา ตลาดไม่ใหญ่ ต้องเป็น Regional หรือ Global Player ถึงจะใหญ่พอในสายตาของ VC เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องต้องคิด คือ Apply ได้ อย่างน้อยก็กับ Region ถ้าเป็นอย่างนั้น คนๆ นั้น องค์กรนั้นๆ ก็มีโอกาสใหญ่ขึ้นมาได้ Scale Up แต่ถ้าเราต้องการเป็นคนนี้ของเมืองไทย ก็โอเค แต่สิ่งที่ VC มอง คือมันเล็กเกินไป"  

ก้าวต่อไปของ T2P

โตด้วย Data Analytic ผสาน  AI

มองย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ช่วงที่สังคมธุรกิจไทยยังไม่รู้จักคำว่า e-Wallet มากนัก  T2P (DeepPocket) สตาร์ทอัพรายใหม่เปิดตัวธุรกิจหลัก คือให้บริการบัตรเติมเงิน สำหรับการทำธุรกรรม เช่น เล่นเกม ซื้อสินค้าออนไลน์  ฯลฯ

ณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ Co-Founder กล่าวว่า T2P เป็น Payment Company ธุรกิจที่มี คือ B2B นำเสนอแพลตฟอร์ม White Label  แก่องค์กร ภายใต้แบรนด์ของลูกค้า  เช่น CRG ในเครือห้างเซ็นทรัล ซัมซุง บาร์บีคิวพลาซ่า และเอสแอนด์พี กลุ่มนี้มีผู้ถือบัตรประมาณ 2 ล้านราย

ส่วน B2C ให้บริการ e-Money ภายใต้ชื่อ DeepPocket ส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายย่อยที่ไม่มีบัญชีธนาคาร (Unbank) จำนวนประมาณ 500,000 ราย ทั้ง 2 ส่วนมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวมกันประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของ T2P คือ ปัจจุบัน การให้บริการไม่ใช่แค่เพียง  Wallet แต่มี CRM ด้วย

"ตอนนี้เรามีการทำ Analytic ใช้ Machine Learning เหมือน AI คือเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค ช่วย Business Partner สร้างแคมเปญตรงใจลูกค้ามากขึ้น"

Co-Founder T2P ขยายความว่า ปกติทุกครั้งที่ผู้บริโภคเติมเงินจ่ายเงิน  ระบบซึ่งเชื่อมกับ Point of Sales ของลูกค้าแบบ B2B จะได้รับข้อมูลเลยว่า ลูกค้าคนนี้ชอบอะไรไม่ชอบอะไร 

"ยกตัวอย่างปีที่แล้ว หรือปีใหม่ปีนี้  เราส่งข้อมูลให้ลูกค้า 3 แสนคนไปใน Batch เดียว โดยสิ่งที่สื่อสารกับลูกค้าแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน คือส่งไปเลยว่า คนนี้อาจจะชอบทานอย่างนี้ อีกคนอาจชอบอีกแบบหนึ่ง แต่ส่งภายในปีใหม่เหมือนกัน นี่คือ ความสามารถที่ลงระดับ Product เป็น Customization ที่ตรงตัว Base on AI" 

สำหรับ B2C หรือ Deep Pocket คุณสมบัติหลักสำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่อง Payment ซึ่งจะมีบริการใหม่ล่าสุดออกมาช่วงปลายปี 2560

ส่วนเรื่องใหม่ คุณณัฐวุฒิ กล่าวว่า เร็วๆ นี้จะมีบริการ Social Listening ไม่ได้วิเคราะห์แค่ข้อมูลฐานลูกค้าภายในเท่านั้น แต่วิเคราะห์ข้อมูลภายนอก เช่น  Facebook Social Profile ต่างๆ ทั้งแบรนด์ลูกค้าเอง และแบรนด์คู่แข่งด้วย

จะมีการทำ Cross Promotion มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น  ลูกค้าซัมซุงรับสิทธิประโยชน์จากเซ็นทรัล หรือรับสิทธิประโยชน์จาก Merchant อื่นๆ 

"เราเริ่มเห็นการลิงค์กันระหว่างฝั่งที่เป็น Issuer คือผู้ออกบัตรออก Wallet ให้ ร่วมมือกับฝั่งที่รับบัตร รับ Payment เช่น เซ็นทรัล บาร์บีคิวพลาซ่า  รวมถึงร้านอื่นๆ ที่เป็นออนไลน์ เพราะฉะนั้น เราจะเห็นการ Cross กันมากขึ้น"

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.