7,703
VIEWS

Eatigo โมเดลความสำเร็จ Food Tech Startup

Mar 29, 2017 P.Narata

หลังเปิดให้บริการมาไม่ถึง 2 ปี อีททิโก้มีร้านค้าที่เข้าร่วมทำโปรโมชั่นแล้วกว่า 500 ร้านค้า มีการส่งลูกค้าให้กับร้านอาหารไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคน และมียอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นไปใช้แล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนครั้ง

อีททิโก้ (Eatigo) คือ ผู้นำด้านการให้บริการข้อเสนอพิเศษจากร้านอาหาร และระบบการสำรองโต๊ะอาหารในประเทศไทย และสิงคโปร์ โดยผู้ใช้บริการมีโอกาสได้รับส่วนลดที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีสูงสุดถึง 50% ในร้านอาหารชั้นนำ ซึ่งสามารถใช้ได้ทุกวันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นมื้อที่มีการวางแผน หรือเป็นมื้อเร่งด่วนระหว่างการเดินทาง

“เราเป็น Food Tech Startup เจ้าแรกในเอเชียที่นำหลักการบริหารรายได้แบบ Yield Management มาใช้กับร้านอาหาร และมี User Promise คือ การมีส่วนลดสูงสุดถึง 50% จากการดาวน์โหลด โดยไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต หรือใช้คูปอง เพียงแค่จองผ่านระบบออนไลน์ และไปใช้บริการตามเวลาที่จองไว้ โดยส่วนลดที่ได้จะปรากฏบนบิลค่าอาหารโดยอัตโนมัติ”

ภูมินทร์ ยุวจรัสสกุล Co-Founder & CEO Thailand, Eatigo (Thailand) Co., Ltd กล่าวถึง คำจำกัดความของธุรกิจที่เกิดขึ้นภายใต้แบรนด์ Eatigo พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไอเดียเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อกว่า 2 ปีก่อน จากแนวคิดที่อยากทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับร้านอาหาร โดยใช้แนวคิดแบบเว็บไซต์จองโรงแรมที่พักอย่าง agoda หรือ Booking.com เพื่อจองโต๊ะในร้านอาหารด้วยดีลที่ดีที่สุด

“โมเดลธุรกิจของอีททิโก้ เป็นแผนธุรกิจที่เรียกว่า Yield Management หรือ Yield Utilization เกิดจากแนวคิดที่เชื่อว่า ร้านอาหารทุกร้านมีช่วงเวลาที่มีโต๊ะว่างอยู่ ผมจึงมองว่า หากโต๊ะว่างนั้นไม่สามารถทำกำไรให้กับทางร้านได้ แล้วทำไมคุณไม่เอาโต๊ะว่างมาขายให้กับเราแล้วเราจะนำโต๊ะว่างนั้นมาสร้างกำไรให้กับคุณ แม้ว่าคุณต้องลดราคาให้กับลูกค้า 30-50% หรืออาจไม่สามารถสร้างมูลค่าให้กับคุณได้เต็มจำนวน แต่อย่างน้อยร้านอาหารก็ยังมีรายได้เพราะก่อนหน้านั้นมันสร้างมูลค่าให้คุณ 0 บาท และถ้ามีวิธีการที่สามารถทำให้คุณมาหยิบเงินตรงนั้นได้ แล้วทำไมคุณจะไม่หยิบไป

โดยเราจะเก็บเงินจากร้านอาหารก็ต่อเมื่อเราส่งลูกค้าไปให้เขา เป็นการคิดค่าคอมมิสชั่นต่อหัว สมมติว่าเดือนนี้เราส่งลูกค้าไป 1,000 คน เราก็จะคุยตกลงกันว่า จะเป็นค่าคอมมิสชั่นของเราเท่าไหร่ ซึ่งทางร้านอาหารก็จะได้ข้อมูลของลูกค้าไปเก็บไว้โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวจัดการระบบ เช่น ร้านมี 100 โต๊ะ เราจะขอ 10% คือ 10 โต๊ะ เพื่อนำมาทำโปรโมชั่นในวันนั้นๆ ซึ่งโมเดลการสร้างรายได้มี 3 ระดับ คือ คำนวณจากยอดขายที่ต่ำกว่า 500 บาท ระดับ 500 – 1,000 บาท และมากกว่า 1,000 บาท ซึ่งอีททิโก้มีร้านค้าตั้งแต่Coffee World ไปจนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว ลูกค้าสามารถจองโต๊ะได้ทุกช่วงเวลา เพราะในแต่ละช่วงเวลาก็จะมีส่วนลดไม่เท่ากัน โดยช่วงที่ได้ส่วนลดมากๆ ก็คือช่วงเวลาที่มีโต๊ะว่าง เราเคยคิดว่าในช่วงเวลาแบบนี้จะมีคนมาใช้บริการหรือไม่ แต่สุดท้ายก็มีคนมาใช้บริการจริงๆ”

ภูมินทร์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตได้ดี อาจเป็นเพราะการจองร้านอาหารในรูปแบบเก่ายังตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ดีพอ เพราะที่ผ่านมา การจองโต๊ะในร้านอาหารลูกค้าไม่ได้อะไรกลับมา และมีร้านอาหารสักกี่แห่งที่ต้องมีการจอง

“เราจึงต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อทำให้ลูกค้ามีการปรับพฤติกรรม และกระตุ้นให้เกิดการใช้บริการเพื่อผลักดันให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ร้านอาหารก็ Win ลูกค้าก็ Win เราก็ Win ซึ่งแรงจูงใจที่ว่า เช่น การให้ส่วนลด ที่ทำให้ลูกค้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะวันนี้คนไทยยังไม่มาจองร้านอาหารล่วงหน้าโดยไม่ได้ส่วนลด แต่ลูกค้ายอมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเข้ามาใช้บริการในร้านก็เพื่อให้ได้ส่วนลดที่ดีกว่า แต่เราก็ต้องทำส่วนลดเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อร้านอาหารด้วย ซึ่งร้านอาหารก็สามารถทำกำไรได้มากขึ้นราว 8 – 19% หลังจากร่วมทำโปรโมชั่นกับเรา”

ก่อนหน้านี้จะมีคนทำระบบการจองอยู่ 3 – 4 ราย เป็นระบบที่ไม่มีอินเซ็นทีฟ ลูกค้าจะได้เพียงคะแนนสะสมทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจมากพอจึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จ สำหรับอีททิโก้เป็นโมเดลแบบไฮบริด มีการปรับแผนธุรกิจด้วยการมองว่า ลูกค้าต้องได้ผลประโยชน์จากการจองจึงเป็นข้อได้เปรียบเทียบคู่แข่งขัน ซึ่งปัจจุบันอีททิโก้มีร้านอาหารที่เข้าร่วมรวมทั้งในสิงคโปร์ และประเทศไทยมากกว่า 500 ร้านค้า ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารแบรนด์เนมที่คนให้ความสนใจ ถือเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้อีททิโก้แตกต่างจากคู่แข่งขันทางการตลาด

ปัจจุบัน อีททิโก้ ทำตลาดอยู่ใน 2 ประเทศ คือ ประเทศไทย และสิงคโปร์ ซึ่งในปีนี้เตรียมแผนจะขยายเพิ่มอีก 4 ประเทศในแถบเอเชีย และเพิ่มเป็น 6 ประเทศ ภายใน 2 ปีนี้

“เราอยากลองทำตลาดในกลุ่ม Immerging Market ซึ่งหากตลาดในประเทศไทยเวิร์ค เราก็จะไปทางมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ถ้าสิงคโปร์เวิร์คแต่ไทยไม่เวิร์คเราก็จะไปเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แต่ถ้าตลาดเวิร์คทั้งคู่เราจะไปที่ไหนต่อก็ได้ ซึ่งในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์เติบโตเกือบ 100% ส่วนประเทศไทยเติบโตเดือนละประมาณ 10-25% ต่อเนื่องมา 15 เดือนแล้ว จนถึงวันนี้ เราส่งลูกค้าให้กับร้านอาหารไปแล้วมากกว่า 1 ล้านคน และมียอดดาวน์โหลดแอพมากกว่า 5 แสนครั้ง มีส่วนแบ่งการตลาดจากการจองร้านอาหารถึงกว่า 95% ในระบบออนไลน์ ซึ่งอีททิโก้ทำตลาดในเมืองไทยมากว่า 2 ปี “เป้าหมายสำคัญ คือ เราอยากเป็นเบอร์ 1 ในเอเชีย”

 “แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะเป็นปัจจัยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนที่ดี ต้องอ่านตลาดให้ขาด และมีความรวดเร็วฉับไว นอกเหนือจากการมีจุดเริ่มต้นของไอเดียที่ดี มีเอ็กซิคิวชั่นที่น่าสนใจ และที่สำคัญ คือ มีการวางกลยุทธ์ที่ดีร่วมด้วย” ภูมินทร์ กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.